วันพุธ ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ กราบสวัสดีค่ะครู     เช้านี้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสอง สวดมนต์แล้วก็นั่งเขียนบันทึก อ่านงานใน G2K ไปเรื่อยๆบ้าง ข้างในไม่ค่อยสดชื่น พะวงอยู่กับยาที่วางแผนจะทำ แต่ก็โล่งใจที่เลื่อนนัดพาแม่ของครูไปพบแพทย์วันศุกร์ได้จะได้เดินทางรวดเดียว นั่งอ่านบันทึกแล้วก็นึกย้อนกับตนเองถึงความเปลี่ยนแปลง หยิบรูปออกค่ายบ้านดินมานั่งดู ทำความรู้จักผู้หญิงที่ไปค่ายมองเธอเข้าไปข้างใน ตอนนั้นเหนื่อยอยากหาอะไรบางอย่างมาพักใจ แล้วก็บังเอิญไปเจอ สมัครไปก็เลยลุยลิ่ว แต่มีอาการไม่ค่อยไว้วางใจผู้คน ตอนนั้นเป็นเอามากอยู่จะ แต่ถ้ามีกล้องเดินมาถ่ายรูปต้องทำหน้าสวย หรือแอ๊บแบ๊วไว้ ตอนนั้นมีความคิดว่า “รูปมันอยู่นานเป็นหลักฐาน ไปไกล” เป็นปรากฏการณ์สร้างภาพของตนเอง ตอนนี้เบาลงหากเปรียบสิ่งที่ห่อหุ้มใจว่าคือ เปลือก ก็เหมือนติ๋ว กระเทาะเปลือกบางส่วนออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่า เปลือกหมดแล้ว เพียงแต่มันบางลงเท่านั้นค่ะครู กลับอ่านบันทึกเก่าตนเอง จึงเขียนบันทึกขึ้นมา เชื่อมโยงรูปเดิมแล้วเติมรูปใหม่สะดวกที่สุดก็ใน FB. ปรากฏรูปที่แสดงมันไม่ชัดจึงลงรูปตนเองใหม่ เป็นรูปเมื่อ ๒๕๕๑ เหมือนมีภาวะตกใจอยู่ข้างในว่า “นี่ไง มันยังอยู่ อยากอวดสวย” จริงเขียนบันทึกจบแล้ว จึงตลบท้ายด้วยบรรทัดสุดท้ายไว้เตือนตนเอง กลายเป็นว่ากว่าจะออกจากบ้านก็สายอีกแล้ว ระหว่างทางวันนี้รถมากค่ะครู แล้วมีอุบัติเหตุ ๔ จุดที่ไม่ห่างกันนัก ยิ่งเพิ่มความแออัดเข้าไปอีก ระหว่างทางพี่หมอโทรมาบอกว่าวันศุกร์ไม่ว่าง ติ๋วคิดเอาไงดี งั้นพรุ่งนี้เลยแล้วกันแสดงว่ามันต้องเป็นพรุ่งนี้ แล้วก็มีทางเลือกเพิ่มคือวันจันทร์ วางสายปุ๊บครูโทรเข้ามายัวไม่ทันพิจารณา ครูเล่าว่า พระอาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตรท่านโทรมา คุยอยู่พักหนึ่งถึงได้รู้ ได้กราบขอขมาเพราะคิดว่าเป็นคนอื่น สาเหตุมาจากโทรศัพท์หาย ทำซิมใหม่เบอร์เดิม สรุปคือ ๕-๖ พฤศจิกายน ๕๔ ไปงานกฐินที่วังน้ำเขียว สำหรับติ๋วสิ่งที่ครูเอ่ยปากท่านพิจารณามาแล้วว่าต้องเรียนรู้ ต่อไปก็อยู่ที่ติ๋วจะลงมือจัดการแล้วทำออกมาอย่างไร พอถึงที่ทำงานพี่เภสัชคุยกับน้องๆอยู่สักพักส่งให้ติ๋วช่วยสอน ก็ถือว่าได้ช่วยกันทำไปเรื่อยๆทานข้าวก็เกือบจะบ่ายโมง แวะส่งน้องแล้วก็ไปซื้อของให้ครูในเมืองดูจะหาไม่ง่าย บางชิ้นสั่งไว้แล้วมารับ กลับไปช่วยน้องๆทำ ระหว่างทำมีพี่ที่แนะว่าควรทำยานี้เพราะขาดโทรมาถามว่า “ทำแล้วเหรอเร็วจังเห็น ผอ.รายงานผ่านที่ประชุม”. ติ๋วงงค่ะครูปนขุ่นด้วยรู้ซึ่งว่าคนเรามีมากเหนาะรอจังหวะ ไม่บอกไม่กล่าว ศีลข้อ ๑ ติ๋วด่างพร้อยพอโกรธก็จะหาเหยื่อ มาพิจารณาเขาก็มีสิทธิ์แค่ไม่ได้บอกก่อนซึ่งติ๋วเองก็ไม่ได้อยู่ให้เขาแจ้ง ตัวกูมันรุ่นแรงมากค่ะ สี่โมงครึ่งออกจากที่ทำงานวนไปรับของที่ทำไว้ พิจารณาว่า ถ้าขับรถกลับบ้านไปเอาของเอาเสื้อผ้าจะเสียเวลามากเพราะช่วงนี้รถติด จึงตัดสินใจหาซื้อใหม่ จะได้ดูเสื้อให้ครูด้วย ข้างในก็เหนื่อยกับทุกข์ที่ยังบีบคั้นแต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ ได้ของแต่ที่ครูสัางไว้ไม่มี พอจะออกไปจึงส่งSMS บอกครูมานึกได้ว่า ทางที่เคยใช้น้ำท่วมต้องเลี่ยงไปอีกทาง แหล่งชุมชนเยอะ รถจำนวนไม่น้อยทำความเร็วไม่ได้ข้างในล้า จึงจอดพักที่ปั้มดื่มโกโก้ร้อน ๆ เหมือนได้รีเซทตนเอง แล้วก็เอาบันทึกที่เขียนพิจารณาเรื่องวันนี้ขึ้น พอได้พักแล้วรู้สึกสดชื่นค่ะ ขับรถมรสติมากขึ้น ทำความเร็วได้ อาจจะเป็นทางโล่งด้วยค่ะ แต่พอใกล้ถึงบ้านครูรถก็เยอะขึ้นลักษณะคล้ายพึ่งเลิกประชุมหรือเลิกอะไรกันสักอย่างเพราะมีมอร์ไซด์ยี่สิบสามสิบคันได้วิ่งอยู่ริมทาง และแล้วก็ถึงบ้านครูประมาณสามทุ่มครึ่ง ช้ากว่าที่ยอกไส้ครั้วแรกครึ่งชั่วโมง ศีลข้อ ๔ ด่างพร้อย  ตรวจสอบศีล ข้อ ๑ วันนี้มีความโกรธแม้ไม่ใช่อันขึ้นมาแต่ข้างในมันเหมือนหนักขึ้น ไม่มีแรงจะทำงานตรงหน้าต่อเลยค่ะครู ศีลด่างพร้อยที่ทำร้ายตนเอง ศีลข้อ ๒ ไม่ได้หยิบของใคร แต่นึกย้อนคงเคยทำอะไรใครไว้มากอยู่หลายครั้งที่ถูกทำอะไรไม่บอกกล่าว ศีลข้อ ๓ ไม่แย่งแฟนใครค่ะ ศีลข้อ ๔ วาจาที่เอ่ยเชือดเฉือน กระแนะกระแหน สะท้อนใจที่ขุ่นมัวค่ะ ศีลข้อนี้ผิดมาก ศีลข้อ ๕ ไม่ดื่มเหล้าแต่ก็ยังประมาทค่ะ ถึงตรงนี้ถึงย้อนถึงอุบัติเหตุต่อเนื่องตอนเช้าเหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าอย่าประมาท กราบขอบพระคุณครูค่ะ