วันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๔
กราบสวัสดีค่ะครู
เมื่อคืนกว่าจะเข้านอนก็พิจารณากับตนเองดึกพอสมควรค่ะครู ตั้งนาฬิกาปลุกตีสองครึ่ง แต่ไม่ได้กดให้ทำงาน ว่าจะออกตอนตีสามครึ่ง กว่าจะตื่นก็ตีสี่ครึ่ง ป้าอบกับน้องนี นอนบนห้องพระ เดินลงมาจัดแจงอาบน้ำ ทุกคนพร้อมตอนตีห้า ศีลข้อ ๔ ด่างพร้อย เสียงข้างในซ้ำเติม แต่ก็ยังก้าวเดินต่อไป เอานะทำไม่ได้ครั้งนี้ก็ยอมรับว่า “ยังไม่พอ ทำต่อไป อย่าให้ความขุ่นมัวมาครอบงำจิตใจ” บึ่งไปข้างในภาวนากับตนเอง ไม่อยากคุย แต่พอป้าอบพยายามชวนคุยก็จะรู้สึกขุ่นขึ้นมา มันง่ายมากที่วูบความขุ่นจะปรากฏค่ะ ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย แต่ก็เหมือนป้าอบมาฝึกให้รู้จัก อดทน และอดทนมากขึ้น ระหว่างทางขับๆไป เจอน้ำท่วม บอกตนเองเอาหล่ะหว่าถึงเวลาต้องเรียนเรื่องหลบน้ำ ช่างใจสังเกตรถขับผ่านไปมา รถบรรทุกพอได้ แต่พอเป็นรถเก๋งน้ำท่วมถึงกระจังหน้า ดูแล้วท่าจะไม่ควร

นึกถึงคำครู “ถ้าพี่เจอปัญหา พี่ก็จะทดลอง หยุด แล้วหลบซ้าย หลบขวา ถอยหลังเพื่อเดินต่อ” คำสอนครูดีดขึ้นมา อืมมันน่าจะมีทาง จึงได้ถอยรถมาถามทราบว่ามีทางอ้อม เลยหลบน้ำไปอีกทาง แม้จะเป็นทางดินแดงแต่ก็ได้เห็นนาข้าวงาม ๆ และดวงอาทิตย์แจ่ม ๆยามเช้าค่ะครู


ก่อนถึงทางออกเจอพระบิณฑบาตร จึงชวนป้าอบและน้องนี ลงใส่บาตรกับของที่เตรียมมา
ตั้งลำได้มุ่งหน้าต่อไป แต่ใจก็หวั่น ๆ สะพานที่เสลภูมิ แต่ก็กลับมาที่การสวดมนต์แล้วก็ขับต่อไป ใจรู้สึกสลดแทบน้ำตาไหลกับความรู้สึกทุกข์ที่เผชิญอยู่ ทั้งภายในตนเอง

แล้วก็ปรุงแต่งถึงทุกของชาวบ้านที่จมน้ำ วนหยิบเรื่องยาที่ต้องทำมาคิดต่อว่า “จะไม่ทำได้ยังไง ก็ยาไม่พอใช้ แล้วก็ยังไม่รู้ว่า เมื่อไหร่จะมียาใช้”

พอขับรถถึงวัด เดินเข้าไปในศาลา มาสายจริง ๆ พระปิดบาตรหมดแล้ว “รู้สึก อายค่ะ” ก้มลงกราบแล้วหลวงปู่เทศน์ต่อ ใจจับใจความได้ว่า
“น้ำท่วม เขาน่าสงสาร รู้สึกเมตตาสงสารอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือช่วยด้วย”
เหมือนได้คำตอบกับตนเอง ทำสุดความสามารถ ตอนที่ครูชวนไปทานข้าวที่ครัวใจมุ่งมั่นว่าจะกราบคุณยายชี แล้วพอลุกขึ้นมาท่านชวนไปทานข้าวที่ศาลา ๔ ใจดีดขึ้นมาบีบคั้นว่า “ไม่ฟังครูรึเปล่านี่ มีอาการร้อนอยู่ภายใน” แต่ระลึกขึ้นมาว่า ตั้งใจทำโทษตนเองที่มาสายโดยให้อด การเอ่ยปากบอกครู ดูแล้วใจยังไม่ใสพอค่ะ การเลี่ยงมาทานดูจะเอื้อ จึงหลบเอาของไปเก็บในกุฏิ เดินจงกรมแล้วค่อยออกมา กะว่าทุกคนอิ่ม ได้เรียนรู้ว่า “ใจยังจะทำอะไร มันคิดไม่ดีว่า บอกครูแล้วมันจะดู อวดดี ขอทำไปก่อน แบบไม่ต้องบอก” เข้ากุฏิครูเมตตาเข้าไปด้วยทำให้รู้สึกอุ่นใจ พอทุกอย่างดำเนินไป ป้าอบต้องอยู่คนเดียว ใจก็คิดว่า “ต้องเปิดโอกาสให้ท่านได้เรียนรู้การอยู่คนเดียว” กิจกรรมที่เลือกทำคือ กิจกรรมอื่น ๆที่ไม่ได้ทำร่วมกับท่าน แต่ก็พยายามอำนวยความสะดวก ท่านกับน้องนีปลุกสมุนไพรที่เราน้ำมา โดยความตั้งใจกับตนเองคือ เป็นกุศโลบายให้ท่านมีอะไรทำ ส่วนหนึ่งแรงกายติ๋วมีไม่มากนักกับการอด จึงไปนั่งถอนหญ้า ขณะที่ป้าอบและน้องนี ช่วยกัน การที่มีน้องมาด้วยเหมือนป้าอบมีเพื่อนให้อุ่นใจ นั่งไปสักพักใจระลึกว่า เอ.......โทรศัพท์ไปไหน เดี๋ยวครูโทรหา แว๊บแรกนึกได้แต่ไม่ค่อยมีแรงจะลุกไปหา นั่งไปอีกสักพักใหญ่ จึงตัดสินใจไปหาดีกว่า ดูที่กุฏิไม่เห็น เดิน ๆไปดูที่รถไม่เห็น เจอครู พึ่งมาทราบว่าครูโทรหา การได้นวดให้ครูเป็นกิจกรรมที่รู้สึกดีที่ได้รับใช้ รับรู้กับตนเองว่า “ครูทำงานหนัก ไม่ได้แบก ไม่ได้หาม แต่ยิ่งกว่า เพราะภาระที่ปรากฏเป็นทางจิตใจ มิใช่กาย เสมือนเป้านิ่งที่ ใครหลายคนเล็งมา” ตกเย็นครูกลับเข้าบ้าน ได้เวลาจึงพาป้าอบและน้องนีมาทำวัดกับเด็กต้นกล้าที่ศาลา ตามคำแนะนำของครู ป้าอบบอกว่า “อยากขอศีล ๘ จากพระ” จึงพิจารณาจะเป็นการบกวนพระอาจารย์หรือไม่ เดิน ๆ ออกมา ศาลา ๔ ปิดเงียบ กุฏิหลวงปู่เปิดไฟ จึงเข้าไปกราบ เห็นพี่หมวยกับน้องแจ๊ค อยู่ข้างใน สักพักจึงบอกป้าอบให้กราบเรียนหลวงปู่
กราบเรียนหลวงปู่ว่า
ท่านนิ่งแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามว่า “รับคนเดียวเหรอ”
ติ๋วตอบว่า “เจ้าค่ะ โยมของโอกาสปฏิบัติเอาเลยเจ้าค่ะ”
ข้างในระลึกถึงคำสอนครูว่า “ไม่ต้องไปอาราธณาที่ไหน ปฏิบัติเอาเลยให้เป็นนิสัย ถึงพร้อมเมื่อไหร่อล้วจะรู้เอง” ใจไม่เคยสงสัยในคำแนะนำของครู แต่ก็เชื่อว่าแต่ละคนจริตยิสัยต่างกัน หลวงปู่เมตตาให้ศีลด้วยตนเอง ท่านมีเวลาน้อยเพราะต้องออกไปวัดหนองเป็ด เราทั้งสามจึงได้รีบออกมา ในใจปีติในความเมตตาขององค์หลวงปู่เจ้าค่ะครู
เดินออกมาร่วมสวดมนต์ที่ศาลา ๔ พาป้าอบและน้องนี กราบพระอาจารย์ตามที่ครูแนะนำ สักพักท่านเอา ยาร้อนมาให้ฉันฑ์ อร่อยดีค่ะครู การได้สวดมนต์กับเด็กต้นกล้าเหมือนได้ฝึกความอดทน เพราะโทนเสียงและทำนองไม่ไปด้วยกัน แต่ก็อดทน ป้าอบบ่นขึ้นมากลางคัน ระหว่างสวดมรต์ ใจติ๋วแว๊บ ขุ่น และรู้สึกเกรงใจพระอาจารย์ ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย ลึก ๆ ก็รู้สึกว่า “พระอาจารย์ท่านเมตตา”
กลับเข้ากุฏิ เข้าที่จงกรม สักพักป้าอบเดินมาหาปรึกษา แล้วก็แยกกัน คืนนี้ค่อยข้างเหนื่อย ภายในเหมือนตั้งไม่ค่อยได้ค่ะ สวด ๆ อยู่ภายในวูบ จำไม่ได้ว่าสวดถึงไหน บอกตนเอง เอ้าตั้งใหม่ ๆ สักพักหายอีก รู้สึกล้า ๆ จึงดับเทียนแล้วเข้านอน เดินมาเจอคุณยายชีเดินเข้ามาพอดี ท่านจึงเล่าว่าพึ่งไปสนามบินมา ไม่ได้ไปงานกฐินพอดีมีเหตุขัดข้อง แล้วท่านก็บอกว่า “จะต้องไปเพชรบูรณ์” จึงลองถามท่านว่า “คุณยายไม่ห่วงที่นี่เหรอค่ะ” ท่านตอบว่า “ก็ห่วงอยู่ แต่ก็จะไปดูก่อน แต่ป้าอบก็ว่า อยู่ได้”
ทบทวนศีล วันนี้ดูจะมีปรากฏความไม่พอใจบ่อยค่ะ แต่มาแบบวูบวาบ ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย ศีลข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใคร แล้วพยายามถามตนเองว่า “หยิบของที่เจ้าของไม่ได้ให้อยู่หรือไม่” ศีลข้อ ๓ ยังปลอดภัยดี แต่ก็ยังหลง ๆ อยู่ค่ะ ศีลข้อ ๔ เพราะข้อนี้ยังด่างพร้อย จึงทำโทษโดยการให้ อด แต่ก็รู้สึกเบาดีค่ะ แม้ข้างในจะไม่แน่วนิ่ง แต่ก็เห็นอะไรชัดดีค่ะ ศีลข้อ ๕ ไม่ดื่มเหล้าแต่สติยังอ่อน ขนาดสวดมนต์อยู่ข้างในยังลืมว่าถึงไหนค่ะครู
วันนี้การได้พาป้าอบกับน้องนีมาเป็นความตั้งใจกับตนเอง แม้จะเผชิญอุปสรรคแต่ก็ค่อย ๆ เรียนรู้แล้วปรับไปตามสถานการณ์...........กราบขอบพระคุณค่ะครู

เยี่ยมเลยครับ