ในกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คนกลุ่มเล็ก ๆ ได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคมและชุมชนได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทรัพยากร เงินทุน ฯลฯ ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญญาและจิตอาสาต่างหากที่ควรมีในชุมน
วันนี้ (๒๑ ตุลา ๕๔) ผู้เขียนได้รับนิมนต์ไปให้ข้อคิด "วันสังคมสงเคราะห์และวันอาสาสมัครไทย" ประจำปี ๒๕๕๔ ณ ศาลาประชาคมจังหวัดพะเยา โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเป็นประธาน ซึ่งมีพี่น้องชาวพะเยาที่อาสาสมัครเข้ามามีส่วนร่วมกว่า ๓๐๐ คนและผู้เป็นอาสาสมัครดีเด่นที่เข้ารับประกาศนียบัตรอีกกว่าสิบคน (ที่จริงมีมากกว่านี้ แต่เนื่องจากทางจังหวัดได้จัดกิจกรรมวันนี้หลายพื้นที่)
ผู้เขียนได้ให้ข้อคิดใน ๓ ประเด็น คือ
๑)ความสำคัญของวันนี้
๒)ความสำคัญของอาสาสมัครหรือผู้มีจิตสาธารณะ และ
๓) แนวโน้มวิกฤติการณ์ของโลกและการเตรียมรับมือของคนไทย (ถ้ามีเวลาจะได้อธิบายขยายความต่อไป)
อย่างไรก็ตามในวันนั้นมีหน่วยงานรัฐ เอกชนและประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง บ้างไม่ได้มาแต่ได้ส่งสิ่งของ เงิน อาหาร ข้าวสาร ฯลฯ มาร่วมบริจาคอย่างน่ายินดียิ่ง โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ออกมารับมอบสิ่งของและเงินบริจาคอย่างยิ้มแย้มและเป็นกันเอง
จากการไปครั้งนั้นได้สอบถามหลายท่าน ได้ทราบความเคลื่อนไหวและเข้าช่วยเหลืองานในครั้งนี้อย่างมาก เช่น คุณราณี พมจ.กล่าวว่า ทางจังหวัดได้มีคำสั่งให้นายอำเภอ ๙ อำเภอในจังหวัดพะเยา ซึ่งจะได้มีการสั่งการต่อไปในระดับตำบล จำนวน ๖๘ ตำบลทั่วจังหวัดให้มีการประสานงานกับหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ในตำบลนั้น ๆ ดำเนินการจัดกิจกรรมวันอาสาไทย พร้อมช่วยบรรเทาภัยในช่วงน้ำท่วม เป็นต้น
นอกจากนี้แล้วยังได้พูดคุยกับพระครูโกศลธรรมวิภัช ได้ความว่า จากการประสานคณะสงฆ์ ๓ น้ำ คือ น้ำใจ-นำโดยพระโสภณพัฒโนดม รองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา, น้ำจัน-นำโดยพระครูธีรธรรมวิวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย และน้ำจุน-นำโดยพระครูโกศลธรรมวิภัช เจ้าคณะตำบลห้วยข้าวก่ำ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ได้ข้าวสารกว่า ๑๐๐ กระสอบ เงินสดจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยสิ่งอุปโภคบริโภค จำนวนมาก เดินทางไปมอบให้เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานีเพื่อช่วยเหลือวัดต่าง ๆ และพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนในครั้งนี้โดยใช้รถสี่ล้อและ ๖ ล้อ จำนวน ๙ คัน
สำหรับกลุ่มเอกชนที่ร่วมกันดำเนินการ เช่น กาชาติจังหวัดพะเยา(คุณนายผู้ว่าฯ) สโมสรโรตารี่จังหวัด (ประพันธ์ เทียรวิหาร) หอการค้าจังหวัด (หัสนัย แก้วกุล) อุตสาหกรรมจังหวัด (นันทนา จักรภีร์ศิริสุข) มหาวิทยาลัยพะเยา ชมรมลูกสาวพ่อขุน(เพ็ญศิริ เพชรดี) ชมรมสตรีศรีงำเมือง(กัลยา เต็มเต๊ะ) ตลอดจนถึงบริษัทเอกชน ร้านค้า ประชาชนทั่วไป อีกจำนวนมาก (ขออภัยที่ไม่ได้เอ่ยนาม) และคณะสงฆ์ที่ได้บริจาคสิ่งของในวันนั้นโดยใช้รถจีเอ็มซีของทหารนำไปบริจาคที่จังหวัดนครสวรรค์(ชุดแรก) จำนวน ๖ คัน พร้อมเงินสดกว่า ๕ แสนบาท
นอกจากผู้ใหญ่จะได้มีน้ำใจช่วยเหลือแล้ว เด็กและเยาวชนก็ได้เดินทางออกมารณรงค์ช่วยเหลือและร่วมบริจาค เช่น การแสดงซอของเด็กนักเรียนโรงเรียนพญาลอวิทยาคม นำโดยครูอ้วย ขันธวงศ์, นักศึกษามหาวิทยาลัยพะเยา มาแสดงดนตรีเพื่อความบรรเทิง, นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลพระราชชนนีพะเยา ออกมาเดินรณรงค์ในตัวเมืองพะเยา ฯลฯ
ส่วนเยาวชนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า "ชมรมคนรักทุ่งต้นศรี" นอกจากจะเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว ผู้เขียนยังได้สอบถามถึงที่มาของกลุ่มนี้ด้วยว่า เกิดมาจากการสำนึกรักบ้านเกิด เท่าที่ผ่านมาได้ร่วมกับชุมชน และคนทุ่งต้นศรี อำเภอดอกคำใต้ ที่อยู่ ณ จุดไหนของประเทศก็ตาม จะมีการติดต่อและประสานงานกันทางด้าน internet facebook โทรศัพท์ ฯลฯ เพื่อระดมทุนและทรัพยากรในการดำเนินกิจกรรม เท่าที่ผ่านมาได้ร่วมกับชุมชน จัดทำแว่นตาเพื่อคนชรา กิจกรรมลด ละ เลิกเหล้า กิจกรรมการศึกษาในโรงเรียน สร้างบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ในชุมชน ฯลฯ
ในกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คนกลุ่มเล็ก ๆ ได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคมและชุมชนได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทรัพยากร เงินทุน ฯลฯ ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญญาและจิตอาสาต่างหากที่ควรมีก่อนในชุมชน
จึงทำให้ผู้เขียนนึกไปว่า การจัดวันจิตอาสาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนให้กับสังคมนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยากเลย เพียงแต่
๑.คนในชุมชนต้องมีคนที่มีจิตอาสาแค่ ๒% ก็พอ
๒.ต้องเป็นคนสำนึกรักบ้านเกิด
๓.กำหนดให้ประเทศไทยมีวันเสียสละปีละหนึ่งวัน
๔.กำหนดให้ครอบครัวเป็นวันทำกิจกรรมอาสาร่วมกันระหว่างพี่น้อง พ่อแม่ลูก
๕.กำหนดให้คนไทยมีวันเสียสละเพื่อชุมชน สังคม ฯลฯ อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
เพียงแค่มโนภาพนี้ ผู้เขียนก็เห็นรอยยิ้ม การทักทาย การเอื้ออาทร การอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในสังคม ชุมชน แล้ว ไม่จำเป็นต้องนึกถึงภาพในระดับจังหวัด ประเทศ หรือระดับโลก เพราะเมื่อพื้นฐานคนในระดับครอบครัวมีภูมิคุ้มกันแล้ว จะป่วยการกล่าวไปใยถึงการอยู่ร่วมกันในระดับที่สูงกว่านี้เล่า เนื่องจากผลที่จะตามมาจะเติบโตและเบิกบานขึ้นไปอย่างไร้ขอบเขต..... ไม่ใช่แค่โลกนี้ แต่เป็นปรโลกด้วยซ้ำไป
นมัสการคะ
ชื่นชอบ ที่พระคุณเจ้า เสนอวิธีสร้างจิตอาสา อย่างเป็นรูปธรรมคะ
หวังสังคมให้คุณค่า งานจิตอาสา ด้วยแล้ว อย่างเป็นรูปธรรมด้วย
การทำกิจกรรมจิตอาสา (volunteer) ถือป็น คุณสมบัติพิจารณาคนเข้าศึกษา ทำงาน ในบางประเทศ
เจริญพรคุณหมอ ถ้าสังคมใดมีจิตอาสามาก สังคมนั้นก็จะมีโอกาสพัฒนา
เนื่องจากการมีส่วนร่วมของประชาชนมีสูงขึ้นนั่นเอง
ผู้เขียนหวังว่า สังคมไทยพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนสู่ทิศทางที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด