หลายพื้นที่ของประเทศกำลังประสบปัญหาจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบของกรุงเทพฯและเขตปริมณฑล ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ น้ำหลากก็กำลังจะเป็นน้ำท่วมขัง กว่าที่จะคืนสู่ภาวะปรกติก็คงจะกินเวลาไปหลายสัปดาห์ หลายแหล่งก็อาจจะเป็นเดือน

ผมได้รับทราบจากหลายแหล่งที่ถูกน้ำท่วม ทั้งจากการได้บอกกล่าวกันและได้ร่วมปรึกษาหารือแก้ปัญหาช่วยกัน ก็พบว่า ความเดือดร้อนของชาวบ้านและชุมชนที่กำลังถูกน้ำท่วมนั้น มากกว่าที่เห็นจากสื่อซึ่งก็นับว่ามากอยู่แล้วอีกหลายเท่า ถึงแม้จะมีความร่วมแรงร่วมใจกันมากมาย ก็ยากที่จะสามารถครอบคลุมความจำเป็นต่างๆ หลายแห่งกำลังขาดแคลนน้ำ อาหาร การใช้ไฟฟ้าหลายพื้นที่ทำให้เกิดไฟช๊อตและเสียชีวิต คนแก่ ผู้ป่วย คนพิการ และผู้ที่ดูแลตนเองไม่ได้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติมากยิ่งๆขึ้น

สภาพดังกล่าวนี้ เมื่อกินเวลาหลายสัปดาห์ไปจนถึงเป็นเดือนแล้ว หากไม่มีการจัดระบบชุมชน สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพึ่งตนเองก่อนให้ได้ รวมทั้งไม่ช่วยกันพัฒนาองค์กรจัดการภายในชุมชน เพื่อเชื่อมต่อระบบความช่วยเหลือจากเครือข่ายอาสาสมัคร ตลอดจนความช่วยเหลือจากแหล่งภายนอกอื่นๆ ให้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ สามารถสนองตอบต่อความจำเป็นที่เกิดขึ้นได้อย่างหลากหลายแล้ว เชื่อว่าจะเกิดปัญหาและความทุกข์ยากตามมา ที่จะระดมพลังการดูแลกันได้ยากยิ่งกว่าที่กำลังประสบอยู่นี้ ปัญหานี้จึงต้องรีบแก้ไขและป้องกันผลกระทบอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้น

สะพานและระบบสัญจรในชุมชนเพื่อบริหารจัดการความช่วยเหลือ

สะพานและระบบสัญจรที่สัมพันธ์กับระบบอยู่อาศัยในชุมชนนั้นๆ จะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ชุมชนฟื้นฟูวิถีชีวิตนเอง สามารถดำเนินชีวิต  และจัดเครือข่ายเพื่อประสานความร่วมมือ จัดระบบเครือข่ายในชุมชน เพื่อติดต่อประสานงานกันให้ดูแลชุมชนด้วยตนเองได้ และจัดหน่วยจัดสรรและกระจายทรัพยากรและสิ่งจำเป็นต่างๆ เช่น อาหาร เสื้อผ้า น้ำ ยารักษาโรค การติดตามดูแลสุขภาพ เชื่อมต่อกับการสนับสนุนจากภายนอกได้อย่างเป็นกลุ่มก้อนได้ดีขึ้น ดีกว่าให้อาสามัครจากภายนอกกระจายแจกจ่ายเป็นรายครัวเรือนแต่เพียงลำพัง ซึ่งนอกจากจะทำอย่างต่อเนื่องในระยะเวลานานได้ลำบากแล้ว ก็จะไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุมความจำเป็น และไม่มีประสิทธิภาพ

 

วิธีสร้างสะพานเพื่ออยู่กับน้ำของชาวบ้านหนองบัวและแหล่งลุ่มน้ำทั่วไป

  • พิจารณาเลือกแหล่งที่จะเชื่อมต่อกับศูนย์กลางในชุมชนที่สำคัญ เพื่อจัดลำดับแหล่งที่ควรทำสะพานขึ้นมาเสริม เชื่อมต่อแหล่งต่างๆให้ถึงกัน เพื่อชุมชนและผู้อยู่อาศัย จะได้ช่วยเหลือตนเองได้ระดับหนึ่ง เช่น สร้างสะพานเป็นทางเดินไปสถานีอนามัย ทางเดินไปตลาด ทางเดินไปขึ้นถนน ทางเดินไปยังแหล่งช่วยเหลือที่หน่วยงานต่างๆได้มาจัดให้ ทางเดินไปยังศูนย์ความช่วยเหลือ ทางเดินเพื่อส่งเครือข่ายตัวแทนไปรับน้ำดื่ม ยา และอาหาร เพื่อช่วยกันกระจายไปให้ทั่วถึงในระยะที่น้ำท่วมขัง
  • สร้างสะพานที่สามารถปรับระดับขึ้นลงตามระดับน้ำได้ เช่น ระดมใช้เสาที่ทำจากท่อนไม้ไผ่ สะพานที่ทำบนแกลลอนที่ลอยขึ้นลงตามน้ำได้
  • เมื่อน้ำลด ก็ลดระดับคานวางไม้สะพาน หรือติดตั้งทิ้งไว้จนกว่าน้ำจะแห้งและเดินสัญจรได้ตามปรกติ
  • การทำสะพานจะช่วยให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งอยู่อาศัยในบ้าน สามารถดำเนินชีวิต และทำกิจวัตรประจำวันต่างๆที่จำเป็นได้ หากเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลกรักษาอย่างต่อเนื่อง ก็จะเพิ่มโอกาสให้คนสามารถเข้าออกเพื่อเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นและนำไปช่วยเหลือกันได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอ
  • ในแหล่งที่น้ำท่วมขัง มีสภาพเน่าเสีย และอาจเป็นมลพิษ เป็นแหล่งเพาะและแพร่ระบาดโรคต่างๆได้ ก็จะทำให้สามารถบริหารจัดการระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดในสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นดังกล่าวได้

สะพานสำหรับดำเนินชีวิตในหน้าน้ำหลาก แม้เด็กตัวเล็กๆในชนบทก็มีความคุ้นเคย และมีทักษะการเดินบนไม้สะพาน เมื่อน้ำแห้งและดินแข็งพอที่จะเดินได้แล้ว ก็จะรื้อออก เป็นความปรกติและเป็นทักษะดั้งเดิมที่ชาวบ้านไทยโดยมากมีความคุ้นเคย

 

การจัดระบบชุมชนและการสร้างองค์กรจัดการ
เพื่อเป็นเครือข่ายจัดการชุมชนในภาวะวิกฤติร่วมกับหน่วยงานภายนอก

  • จัดตัวแทนย่านอาศัย ตัวแทนครอบครัว เครือญาติ เพื่อร่วมกระจายสิ่งของความช่วยเหลือจากภายนอก ทำให้เดินเข้าออก และเข้าถึงน้ำ อาหาร ยา ได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอ ดีกว่าเดิม
  • จัดแหล่งกระจายทรัพยากรหลายแหล่งในชุมชน แทนการเข้าถึงตามบ้าน แล้วทำสะพานเชื่อมต่อให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมดูแลตนเองได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
  • 

ประเมินความจำเป็นชุมชน

องค์กรท้องถิ่น กลุ่มประชาคม เครือข่ายจิตอาสา ของชุมชนต่างๆในพื้นที่น้ำหลาก และแหล่งน้ำท่วมขังหลายแห่ง ควรรีบประเมินสภาพชุมชนของตนเอง หรือผู้ที่เป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือจากภายนอก ก็ควรให้การเสนอแนะแก่ชุมชน ในอันที่จะต้องจัดเวทีชุมชนหรือรวมกลุ่ม หารือและประเมินความจำเป็นอย่างเร่งด่วนว่าชุมชนตนเองจำเกิดน้ำท่วมขังเกิน ๒-๓ สัปดาห์หรือไม่ หากเกิน ๒-๓ สัปดาห์กระทั่งเป็นเดือนหรือ ๒-๓ เดือนแล้ว ควรต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วยว่ากำลังคนอาสาช่วยเหลือต่างๆ นอกจากจะต้องอ่อนแรงลงไปด้วยแล้ว ก็เป็นการยากที่จะเพียงพอต่อการช่วยเหลือเป็นเวลานาน ( ตัวอย่างแนวการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางระบบปฏิบัติการแบบเร่งด่วน )

ดังนั้น ต้องริเริ่มหาวิธีพัฒนาระบบจัดการตนเอง ให้พึ่งตนเองในการเชื่อมต่อกับความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างเป็นระบบ สามารถบรรลุความจำเป็นพื้นฐานต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและดีกว่าเดิม นอกจากแก้ทุกข์ได้ดีขึ้นแล้ว ก็จะมีคุณภาพชีวิตและสร้างสุขภาวะชุมชนไปกับการอยู่ร่วมกับน้ำหลากมากขึ้น.