“เสื้อ” เป็นการสื่อสารที่ไม่ต้องใช้วาจา

ปั่นจักรยานสานพลัง ฟังปราชญ์ชาวบ้าน สื่อสารสุขภาพ ปีที่ ๒ อุดร สกล พระธาตุพนม

ระหว่างวันที่ ๑๗ ถึง ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ เครือข่ายหมอพื้นบ้าน จังหวัดอุดรธานี ๔๙ ชีวิต นำโดยพ่ออำนวย พลลาภ พ่อกาทอน อ้อมกอกุล ผู้ใหญ่ชัยพฤกษ์ ค้อมคิรินทร์ หมอจันที หมอสถิตย์  และเด็กอายุ ๑๔ ปีที่เป็นหมอเป่าแก้อสรพิษ อย่างหมอนภ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขอุดรธานี อย่างเภสัชกรสมชาย ชินวานิชย์เจริญ หร้อมลูกชาย ๒ คน นางวารุณี แสงเรืองเอก หรือ อสม.ดีเด่น อย่างนางเครือ เนตรภักดี โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส. มูลนิธิสุขภาพไทย ในแผนพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ เคาเตอร์เพน เซียงเพียวอิ้ว   ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรม ปั่นจักรยานสานพลังฟังปราชญ์ชาวบ้าน สื่อสารสุขภาพ  ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ ๒ แล้ว โดยในการปั่นจักรยานนั้น คณะได้มารวมตัวกันในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ ปั่นจักรยานนประชาสัมพันธ์ไปรอบ ๆ เทศบาลอำเภอบ้านดุง และเข้าพักแรมคืนที่วัดศรีผดุง สำหรับอาหารการกินนั้นเรามีแม่ครัวมืออาชีพ อย่างแม่อำนวย บุญคง  น้องเจี๊ยบ น้องซันนี่ และน้องเจี๊ยบ  ทำอาหารแสนอร่อยและมีคุณค่าแก่เราชาวนักปั่นเพื่อการสื่อสารสุขภาพ ตลอดการเดินทาง  เราเริ่มออกเดินทางกันตอนรุ่งเช้าวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๖ โมงเช้า คณะได้รับเกียรติจากท่านนายอำเภอบ้านดุง มาปล่อยขบวนจักรยานและอวยพรการเดินทางรวมทั้งแนะนำให้ระมัดระวังในการปั่นจักรยานบนทางหลวงแผ่นดินซึ่งมีรถรามากมาย หลังจากนั้นบนเส้นทางบ้านดุง ถึงตำบลอ้อมกอซึ่งเป็นระยะแรกประมาณกว่า ๑๕  กม.ก็มีขบวนจักรยานยาวเหยียดเกือบ ๑ กม. เราไปถึงตำบลอ้อมกอประจวบกับได้พบกับพ่อรองนายก อบต.อ้อมกอ รองสมชาย ซึ่งมารับคณะจักรยานเรา มุ่งตรงไปสู่  และขบวนการสื่อสารเราก็เริ่มต้นขึ้นจากการที่พ่ออำนวยได้ประชาสัมพันธ์ พูดคุย บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน ใครมาปั่น  หมอพื้นบ้านคือใคร  ปั่นจักรยานทำใม นอกจากนี้ในขบวนจักรยาน ที่มีการสวมเสื้อสกรีน “ปั่นจักรยาน สานพลัง ฟังปราชญ์ชาวบ้าน สื่อสารสุขภาพ” นั้นก็เป็นการสื่อสารอีกทางหนึ่ง   เราพบว่าตลอดระยะทางตั้งแต่ปั่นออกจากอำเภอบ้านดุงจนถึงปลายทางคือพระธาตุพนม นั้น “เสื้อ” เป็นการสื่อสารที่ไม่ต้องใช้วาจา  และเรายังได้ใช้เครื่องเสียงใส่ถ่านมาติดรถจักรยาน โดยมีหมอต้น หรือเภสัชกรสมชาย ปั่นไปพูดไป จนถ่านหมด น่าเสียดายที่ถ่านหมดนี่แหละ  ขณะที่เราเข้าสู่พระธาตุพนมจึงเพียงสื่อผ่านรูปขบวนจักรยานที่สองข้างทางต่างมองด้วยความสนใจ และยิ่งฉงนสนเท่ห์เมื่อเราบอกว่ามาจากอุดร   ระยะต่อมาจากอ้อมกอ ฝนเริ่มพรำมาบ้างเป็นบางระยะ แต่ตลอดวันที่เดินทางนั้น เหมือนมีร่มเงาตลอดเวลาและอากาศก็เป็นใจให้เราจริง ๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าการร่วมแรงร่วมใจกันครั้งนี้  “แม้แต่ฟ้าก็ยังเป็นใจ”   เรานัดหมายกันที่อำเภอสว่างแดนดิน  จากสว่างแดนดิน ถึงแยกพังโคน แยกพังโคนถึงแยกพรรณนานิคม เราได้พักกินข้างเที่ยงและเดินทางต่ออีกในวันแรกนี้รวม ๘๕ กม. เราได้เข้าสู่วัดในตัวเมืองสกลนคร ซึ่งหลวงพ่ออวดพระครูสุภาจารพิมล หรือที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกจนติดปากว่า"หลวงตา"เจ้าอาวาสวัดศรีสระเกษ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ได้เปิดศาลาให้ชาวเราได้พัก และเมตตาพูดคุยเกี่ยวกับการรักษาอาการอสรพิษ หรือพิษแมงมุมกัดอีกด้วย   ซึ่งมีแม่ใหญ่ และพ่อทรวง เครือข่ายหมอพื้นบ้านสกลนคร ได้มาให้การต้อนรับ รุ่งเช้า คณะเราออกเดินทางไปยังสระพังทอง ซึ่งเป็นสวนสาธารณะกลางเมืองสกลนคร ที่นี่เราก็ได้สร้างความประทับใจกับชาวสกลนคร เราเดินทางต่อไปยังวัดป่าสุทธาวาสสักการะรูปเหมือนหลวงปู่มั่น หลวงปู่หลุย เราปั่นไปยังบ้านแม่จันลี บ้านโนนหอม มีแม่ ๆ ชาวภูไท ใส่ชุดภูไทมาให้เราได้ชื่นชม รวมทั้ง จนท.รพสต.ด้วย  ที่นี่เราได้เรียนรู้และเกิดความคิดเกี่ยวกับรูปธรรมของศูนย์เรียนรู้หมอพื้นบ้าน จากนั้นเข้าสู่เส้นทางปกติ ตรงไปยังโคกศรีสุพรรณ นาแก กินข้างเที่ยงแล้วเข้าสู่ แยกบ้านต้อง จนกระทั่งถึงพระธาตุพนม เวลาสี่โมงเย็น ที่นี่เราได้ที่พักในวัดพระธาตุพนม ที่ขอบอกว่าแสนสบาย สะดวกเป็นอย่างมาก ๆ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพระอาจารย์ที่สนใจด้านสมุนไพรอีกด้วย  

คำว่า “ฟังปราชญ์ชาวบ้าน สื่อสารสุขภาพ” นั้น สรุปได้ว่าคือการที่เราได้ไปฟังปราชญ์ชาวบ้านเครือข่ายพี่น้องสกลนคร และเรายังได้สื่อสารให้กับประชาชนตามรายทางได้ฟังปราชญ์ชาวบ้านอย่างพวกเราได้สื่อสารสุขภาพให้ฟัง

การเดินทางครั้งนี้ไม่น่าแปลกเลยสำหรับครั้งที่ ๒ นี้ ถ้าจะเรียกว่า “เส้นทางหมอพื้นบ้านสื่อสารสุขภาพ เรียนรู้ คู่ทางธรรม” ที่สำคัญเคยมีคนพูดว่า “ความสมบูรณ์แบบไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็วของความสำเร็จ แต่การได้ดื่มด่ำต่างหากคือความสมบูรณ์แบบ คือความสวยงาม”

สิ่งที่ทำได้ดี การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง การสวมเสื้อ การพูดคุยกับผู้คนตามข้างทาง การไม่หลบเลี่ยงตลาดที่มีผู้คนเพื่อการสื่อสารกิจกรรมของหมอพื้นบ้าน การอำนวยช่วยเหลือของทีมงานเจ้าหน้าที่แต่ละตำบล เช่นตำบลจอมศรี อ.เพ็ญ , อำเภอทุ่งฝน , ตำบลอ้อมกอ เป็นต้น

สิ่งที่ยังต้องปรับปรุง การใช้รถจักรยาน การปั่นบนท้องถนน ความระมัดระวัง และการขนจักรยาน

ข้อค้นพบ แนวทางการจัดตั้งโรงเรียนหมอพื้นบ้าน ประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ มีทำเนียบหมอพื้นบ้านในตำบลพร้อมทั้งโครงสร้างการประสานงานในตำบล ผลงานของหมอแต่ละคนในรูปแบบของบันทึกการรักษาคนป่ววยของหมอพื้นบ้านแต่ลละคน  , มีทำเนียบตำรับตำรายาพื้นบ้านในพื้นที่จัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และมีทะเบียนสมุนไพรทั้งในบ้านหมอแต่ละคน และรูปแบบการนำเสนอความเป็นหมอพื้นบ้านที่บ้านหมอ ซึ่งควรมีเนื้อหาที่ประกอบด้วยประวัติความเป็นมาของหมอ ความรู้ของหมอ แนวทางการรักษาของหมอ ซึ่งน่าจะได้ทำเป็นโปสเตอร์ไว้ที่บ้านหมอต่อไป

ภูมิใจ ที่เครือข่ายหมอพื้นบ้านทำสำเร็จอีกครั้งโดยเป็นการคิดและทำโดยภาคประชาชนคือเครือข่ายหมอพื้นบ้านโดยแท้จริง

ดีใจ ที่มีเยาวชนร่วมขบวนไปด้วย

ขอบใจ ผู้เตรียมการ เตรียมงานทุกท่าน