ศรัทธา เลื่อมใส ในพระรัตนตรัย

      วัน เวลา และชีวิตได้ผ่านไปไม่หยุดยั้ง พวกเราทุกคนต่างก็ประสบทั้งสุขและทุกข์สลับกันไปเสมอ แต่สำหรับชาวพุทธ เป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เกิดมาประสบพระพุทธศาสนา แม้ว่าเราจะยังไม่ปฏิบัติแก่กล้าอะไรเลยก็ตาม

      พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ิเกิดจากการทำความดีอย่างยิ่งยวดของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มานับภพชาติไม่ถ้วน จำนวนการเกิดดับแต่ละชาติของพระองค์ในการสร้างความดี เพื่อจะมีความดีพอที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและช่วยชาวโลกให้มีความสุข มีความดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนพ้นทุกข์ได้นั้น จำนวนภพชาติในการสร้างความดีมีประมาณเท่าดวงดาวบนท้องฟ้าก็ว่าได้ และกินเวลาในการสร้างความดี สื่อสงไขย แสนมหากัป 1 เป็นเวลาล้าน ล้าน ล้านปี เป็นอย่างน้อย ดังนั้นเมื่อเราประสบความทุกข์ทั้งหลาย เราเพียงแค่มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริงในพระรัตนตรัย ความทุกข์นั้นจะบรรเทาลงไปมากมาย และถ้าความเลื่อมใสนั้นมากพอที่เราจะเริ่มปฏิบัติธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ  ความทุกข์ทั้งหลายจะหมดไป สิ้นไปในชาตินี้ เราจะไม่เวียนว่ายตายเกิดมาเจอทุกข์อีก

     บุคคลในยุคสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มีโอกาสสพบปะ ได้ทันพบเห็นพระองค์นับเป็นบุญอย่างยิ่ง เพราะเพียงแต่เห็นพระฉัพพรรณรังสี คือ รัศมีกายของพระองค์ก็จะเลื่อมใสได้โดยง่าย ไม่มีความคลางแคลงใจเลย เช่น เรื่องของชายผู้หนึ่ง คือ มัฏฐกุณฑลีมาณพ 

      มัฏฐกุณฑลีมาณพ เป็นบุตรเศรษฐีที่หวงทรัพย์มากที่สุด เมื่อลูกชายป่วยก็ไม่หาหมอรักษา เพราะเกรงว่าค่ายาจะแพง ได้เลียบเคียงถามยาต่าง ๆ จากหมอหลาย ๆ ท่าน และปรุงยาเอง จนโรคทรุดหนัก ลูกชายผู้นี้ป่วยหนักปางตาย ถึงขั้นอัมพาต ขยับตัวไม่ได้เลย เศรษฐีผู้เป็นพ่อจึงให้นอนรอความตายที่ระเบียงบ้าน

      เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรวจด้วยพระญาณในวันหนึ่งได้ทรงทราบว่า ชายผู้นี้จะตายแล้ว แต่อยู่ในขอบเขตที่พระองค์จะช่วยได้ พระพุทธองค์ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีให้ชายผู้นี้เห็นแล้วหลีกไป เพียงนี้เท่านั้น มาณพที่ปางตายได้เลื่อมใส ศรัทธา ยึดถือพระองค์เป็นสรณะที่พึ่ง เมื่อตายไปแล้วได้เป็นเทพบุตรในดาวดึงส์เลยทีเดียว

     ในพระไตรปิฏอรรถกถา ได้กล่าวไว้ว่าเขาได้ไปเกิดเป็นเทวดา มีวิมานทองสูง 30 โยชน์ในดาวดึงส์เทวโลก มีนางอัปสรเป็นบริวารหนึ่งพันนาง มีร่างกายสูงประมาณ 3 คาวุต(สามร้อยเส้น) ประดับด้วยเครื่องอลังการ หนัก 60 เล่มเกวียน เมื่อเป็นเทวดาแล้ว ชายผู้นี้ได้มาเยี่ยมบิดาที่กำลังร้องไห้เสียใจในทันที ได้บอกบิดาว่าตนเป็นเทวดาแล้ว เพราะเพียงแค่เลื่อมใสศรัทธาเท่านั้น เขาได้สอนบิดาให้รู้จักทำทานและแนะนำไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า นับถือพระพุทธองค์เช่นกัน

     พระพุทธองค์ได้ให้โอวาทแก่มหาชนจากเรื่องนี้เป็นพระคาถาธรรมบทว่า

      "ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นห้วหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้นเหมือนเงาไปตามตัวฉะนั้น"  ถ้าเลื่อมใสในพระพุทธองค์ ก็จะยังให้เราเลื่อมใสในพระธรรม ว่าเป็นของมีจริง การทำบุญทำทานมีผลจริง ชาตินี้ ชาติหน้ามีจริง นรคสวรรค์มีจริง ทำกรรมอันใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น เราก็จะทำความดีได้อย่างมั่นใจ เมื่อเราถึงแก่ความทุกข์ใด ๆ ก็ให้ทราบว่า พระพุทธเจาได้ทรงสอนไว้เสมอว่า ทุกอย่างเกิดมาแต่กรรม เรายอมรับ ปล่อยวาง ให้อโหสิ ยกโทษแก่ทุกคน ทุกสถานการณ์ ทุกอย่างที่มากระทำไม่ดีต่อเรา และทำกรรมดีให้มากไว้ เมื่อถึงคราวที่เราจะต้องตาย ก็ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องว้าเหว่ ไม่ต้องเศร้า ให้ยึดพระพุทธองค์ พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เรามั่นใจได้ว่าอย่างน้อยเราไปสวรรค์ เรายังต้องวนเวียนและได้พบปะเกื้อกูลญาติพี่น้องของเราอยู่อีกเสมอ จนกว่าทั้งหมดจะพ้นทุกข์ไปด้วยกัน จากนั้นให้เราเลื่อมใสในพระสงฆ์ ว่าเป็นเนื้อนาบุญ เป็นผู้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติชอบ สืบคำสอนพระศาสนาต่อไป

     หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ ให้เราผ่านวันเวลาแห่งความสุขและความทุกข์ไปได้ และรู้จักและได้รับในสิ่งที่ดีเลิศที่สุดที่เราจะพึงได้ตามกำลังแห่งศรัทธาของเรา

เอกสารอ้างอิง

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ 1

เรื่องมัฏฐกุณฑลี พระไตรปิฏก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ 17

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะธรรมบท-อุทาน-อิติวุมมกะ-สุตตนิบาต

บทความคัดลอกจากวารสารเส้นขอบฟ้า