อบรมศีล๕ l อานิสงส์การรักษาศีล ๕ (๒)
ต่อเนื่องจาก ……..(อบรมศีล๕ ครั้งที่ ๘ วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๔)………. เริ่มเข้าสู่่การอบรมพี่ปุ๋มเกริ่นต่อเล็กน้อยว่า……….
การริเริ่มอะไรหน่ะมันง่าย แต่การรักษาไว้หน่ะมันยาก ก็อยากจะบอกว่าขอยินดีต้อนรับทุกท่าน รอบนี้ชวนมาคุยเรื่องศีล๕ คือชวนมาคุยซ้ำๆย้ำกันบ่อยๆ ถ้าจำได้อาราธนาศีลใครๆก็ทำได้ แต่เอาศีลมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้นซิทำได้ไหม…..
หลังจากเปิดเวที พี่กะปุ๋มได้เชิญแม่กุล มานำสวดมนต์ ที่ผ่านๆมาแม่กุลท่านเป็นเบื้องหลังของการขับเคลื่อนโดยท่านจะคอยทำอาหารผู้มาร่วมอบรม แต่ครั้งนี้ได้มีผู้รับผิดชอบแล้ว ท่านจึงมาร่วมอบรมและก็ช่วยอย่างเต็มใจ สวดมนต์เรียบร้อย พี่กะปุ๋ม นิมนต์พระอาจารย์ต้อ (พิทยา ทินนาโภ) เทศน์สอน วันนี้มีแม่ออกพร้อม ท่านจึงนำสวดอาราธนาธรรม…..
(ถอดเทปเสียงบรรยาย) เมื่อวานพี่ปุ๋มเบิ่นบอกให้เทศน์บรรยายธรรมให้แม่ออกฟังสักชั่วโมงหนึ่ง ซิได้บ่หนอเป็นตาฟังบ่หนอ
เคยแต่จ่มแต่ด่าเด็กน้อยเทศน์ให้แม่ออกฟังจะเป็นตาฟังบ่น้อ
ความไพเราะความน่าฟังอยู่ที่คนฟังพึงพอใจไหม ถ้าหากว่ามีความต้องการจะฟัง ตั้งใจจะฟังพูดไม่น่าฟังยังไงมันก็น่าฟัง ถ้าหากว่าไม่ต้องการฟังเลยพูดให้สำนวนดี จังหวะจะโคนดี ยังไงก็ไม่น่าฟังเหมือนกับเราอยู่บ้าน ศีลมันเป็นสิ่งที่ผิดอยู่แล้ว พอเรามากระทำมันก็จะผิดเหมือนเก่า ถ้าเราห้ามใจได้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี เราไม่ทำ มันก็ไม่ทำ ตัวตั้งที่เป็นตัวบังคับมันคือใจ ใจเราบังคับได้มันก็ทำ ก่อนที่จะถึงที่ใจเราบังคับได้ มันอาจจะต้องมีซึ่งปัญญาซะก่อน ปัญญาคือทางสว่าง แสงสว่างของชีวิตที่จะเป็นตัวกำหนดของชีวิต ปัญญาจะมีอยู่๓ อย่างปัญญาจากความคิด ปัญญาจากการฟัง ปัญญาจากการภาวนา ปัญญาจากการคิดคือ สุตมยปัญญา คือว่าทุกคนจะมีความคิดและมันสมองหรือความฉลาดไม่เท่ากัน คนที่มีสมองมากก็จะคิดได้มาก เฉลียวฉลาด คิดไว ว่องไว รู้ว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดีโดยไว นั่นคือปัญญาอย่างหยาบ ถ้าหากว่าเมื่อคิดได้แล้ว ปฏิบัติต่อไปได้จนช่ำชอง ก็จะเกิดผลดีมากขึ้นไปอีก ซึ่งเกิดจากกระบวนการคิดว่าต้องเดินไปตรงนั้นตรงนี้ คิดว่าจะต้องกินข้าวนะ คิดว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ นี่คือปัญญาที่เกิดจากการคิด ปัญญาเกิดจากการฟัง ทุกอย่างที่ได้ยินมาที่เป็นเสียงที่เราได้ยินเข้ามา การได้ยินเสียง การฟังพระเทศน์ การฟังคนอื่น พูดมาแล้ว ได้ยินเข้ามาแล้วเกิดการคิดเอาเข้ามาใช้ สุสูสังวตเตปัญญัง ฟังให้ดีย่อมเกิดปัญญา ปัญญาเรามันเกิดได้ด้วยการฟัง เข้าห้องเรียนนี่ที่เราไปตอนแรก เรียนในห้องครูก็จะสอนว่า ก ไก่ เขียนอย่างนี้นะ พอฟังคุณครูเมื่อสมัยตอนเป็นเด็ก โตมาเราก็จะเขียน ก ไก่ ได้ถูก แต่ถ้าวันนั้นเราไม่ฟังโตขึ้นมาเราก็จะเขียนไม่ถูก ปัญญาเกิดจากการฟังหรือส่า ทำกัยข้าวในครัว แม่ออกเราเหนาะ ตำบักหุ่ง หลวงปู่บอกว่า บ่ต้องใส่ผงชูรส อย่าใส่ผงชูรสเด้อมันเป็นของไม่ดี ทำลายสุขภาพ ถ้าฟังออกก็จะไม่ใส่ แต่ถ้าฟังไม่ออกก็จะเผลอใส่ลงไป ปัญญาย่อมไม่เกิดจากการฟัง ฟังดีๆแล้วย่อมทำให้เกิดปัญญา ปัญญาสุดท้าย คือปัญญาที่เกิดจากการภาวนา นั่งคือการได้ฝึกซึ่ง สติและสมาธิให้มีความ ระลึกได้ ให้มีความตั้งมั่นในชีวิต จึงจะเกิดปัญญาขึ้นมา ซึ่งสิ่งสุดท้ายนี้ต้องได้อาศัยเวลา ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาเองได้โดยไม่มีการฝึก ภาวนานั้นถ้าจะว่าไปแล้วเป็นสิ่งที่ได้เป็นบุญกุศล แล้วเป็นสิ่งที่ได้บุญกุศลมากที่สุดและเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากที่สุด ในบรรดาของการสร้างบุญกุศลทั้วหลาย ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นภาวนา คือการได้บุญคือ ประการสุดท้่าย คือการได้บุญที่ทำได้ยากมาก ทักคนถ้าหากมีความตั้งมั่นแน่วแน่ที่จะทำ ย่อมทำได้ จะขอทวนในครั้งที่แล้วซึ่งไม่แน่ในว่าจำกันได้ไหม หรือได้ฟังไหมว่า ศีล ใน ๔ คำ จะได้ทวนให้สมาชิกใหม่ได้ฟังด้วยว่า บาลีมีมาจากหลายคำ.ศิระ แปลว่า ยอด คนที่จะรักษาศีลได้เป็นยอดคน คือคนที่มีความสุดยอดคือคนที่เหนือกว่าคนอื่น หักห้ามใจตนเองได้ ศีลตัวที่สองคือ. ศีล แปลว่า ปกติ ปกติวิสัยของชีวิตคนนั่นคือ ศีล ๕ อีกอย่างหนึ่งคือ มนุษยธรรม คือ ธรรมะเป็นการปฏิบัติชีวิตของมนุษย์ ๕ ข้อ เมื่อเกิดความไม่ปกติขึ้นมา มีความปกติในศีลข้อ ๕ ก็จะมานั่งอยู่เหมือนชุดขาวอย่างนี้ อย่างเบา ก็ถือว่าอย่างเบา ก็เลยมาอยู่วัด หนักไปอีกก็อยู่ค่ายทหาร อย่างหนักไปอีกก็ไปอยู่ในเรือนจำ อันนี้ก็ว่าไปตามกระบวนการทางกฏหมายเขานั่นแหละ มันเป็นข้อของทางโลก ถ้าหากว่าผิดศีลอาจจะเคยผิดศีลในข้อมุสา วันนี้มาก็อาจจะเป็นคนที่จิตประสาทไม่ดี วิตกกังวล. ศิวะ ในความหมายที่ ๓ แปลว่าเย็น มันเย็น สุขุม อยู่ที่ไหนก็ดี อยู่ที่ไหนก็มีคนรัก คนมีศีลไปไหนมาไหนก็ปลอดโปร่ง ไม่ต้องเกร็ง ว่าใครจะทำอันตรายใด ๆ ทวนของเดิมในเดือนที่แล้วที่ได้บรรยายให้ฟัง มาวันนี้จะพูดให้ถึงต่อไปอีกว่า เมื่อรักษาศีล ได้ผลลัพธ์อย่างไร ถ้าหากเราเป็นคนที่ปฏิบัติรักษาในศีล ข้อ ๑ ปาณาติปาตาในชาตินี้ เมื่อสั่งสมบุญได้พอสมควรในชาตินี้ ชาติหน้าเราเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่งเราจะ สุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง นี่คือผลของศีลในข้อ ๑ อันนี้เล่าจากประสบการณ์ที่เคยไปกับหึลวงปู่ท่านจะเล่าให้ฟังว่าท่านปวดขาเพราะกรรมเก่าท่าน ว่าท่านเคยหักขากบหักขาเขียดสมัยท่านเป็นเด็ก ๆ หรือว่าเราตบยุง เราก็อาจจะเป็นคนที่ปวดแขนปวดขา เนื่องจากการผิดศีลข้อ ๑ จะทำให้ไม่แข็งแรง จะเจ็บออดๆแอดๆถ้าหากผิดศีลในข้อ๑ ศีลข้อ ๒ ข้อที่ว่าด้วยเรื่องของการลักทรัพย์ หากเราปฏิบัติได้ในศีลข้อไม่ลักทรัพย์ เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ในชาติหน้าเราจะเป็นคนร่ำรวย ไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของเจ้าของ หากเราเป็คนรักษาศีลในข้อ ๓ ละเว้นจากการประพฤติในกาม เราจะเป็นคนที่มีบุคคลรักใคร่มาก จะเป็นคนที่มีคนชื่นชมยินดี ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก หากว่าเป็นบุคคลที่รักษาศีลในข้อ ๔ มุสา เราจะเป็นคนที่มีน้ำเสียงไพเราะไม่เคยโกหก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดจาที่ไม่เป็นความจริง หากเราได้เกิดเป็นมนุษย์ในชาติหน้า หรือชาตินี้ ซุ้มเสียงเราก็จะดี ไพเราะ ข้อ๕ ข้อที่ว่าด้วยสุราเมระยะหากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกในชาติหน้าเราจะเป็นคนที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด ไม่ต้องว่าชาติหน้าหรอกเอาชาตินี้แหละ ชาตินี้นี่จากเป็นคนฉลาดก็ดีอยู่ชาติที่แสิ่งสมบุญมีศีลข้อ ๕ มาฉลาด มาชาตินี้สูบยาบ้า ดม กาวที่ฉลาดมา หายหมด นี่คือผลกรรมในการไม่รักษาศีลในข้อ ๕ ลองคิดดูแต่คนที่เคย ภาษาอีสานเรียกว่า “ป่อง” เหนาะ แต่พอดมกาวเข้าไปแล้ว ใช้สารเสพติดเข้าไปแล้วนี่ กลายเป็นคนเบลอเลยเป็นผู้ป่วยจิตเวทไป อันนี้ต้องถามทางพี่หมอเรื่อง ผลลัพธ์ การปฏิบัติอย่างที่บอกว่า มันคือทางจิตใจ ใจเป็นตัวตั้ง แล้วมีสติเป็นตัวประคอง สมาธิเป็นถนนเดินไป มีสติเป็นตัวประคอง เหมือนถนนนี่ เรานั่งรถไปมันตกหลุม ถือว่าหบุมาั้นเป็นหลุมสติให้ได้คิด ในชีวิตประจำวันก็เหมือนกัน จะมีเหตุเกิดของการผิดศีลในแต่ละข้อแต่ละอย่างให้เราได้รับรู้ เพราะฉะนั้นให้เอาอุบัติเหตุต่างๆมาเป็นตัวตั้ง มีสติ มาดูว่า ข้อผิดพลาดที่แล้วมันเป็นอย่างไร เคยทำผิดศีลในข้อ ปาณาติปาตา เบียดเบียนชีวิตแล้วส่งผลอย่างไรกับชีวิต กลายเป็นคนที่เจ็บแข้งเจ็บขา ปวดแข้งปวดขาปวดเนื้อปวดตัวเกิดจากการทานเนื้อ เว้นจากการทานเนื้อสัตว์ได้เป็นดี ยิ่งช่วงนี้ทานเจ ได้เป็นดี เว้นเลยเว้นจากการทานเนื้อสัตว์ ถ้ายังเว้นไม่ได้ก็ทานให้น้อยลง ทานให้พอดี นี่ยกตัวอย่างให้ดู ไม่ใช่แค่ข้อปาณา เคยเป็นคนมุสา พูดจาแล้ว เพื่อนบ้านไม่ฟังไม่มีใครสนใจ น้ำเสียงก็ไม่ดี ปรับเป็นคนพูดตรงมากขึ้น ก็อาจจะมีคนฟังมากขึ้น แน่นอนบุญกุศลในการปฏิบัติศีลข้อนี้ก็จะมีคนฟังมากขึ้น หลุมเหมือนเป็นตัวตั้งของสติ ชีวิตเหมือนกันถนนสายชีวิต ต้องเจอะเจอกับอุปสรรคเหมือนเจอะเจอหลุมบนถนน ก็เป็นอย่างนั้น วันนี้ก็ให้เข้าใจในส่วนของตรงนี้ เหมือนกับสมาชิกที่มานั่งอยู่ตรงข้างหน้านี้ ตอนนี้เป็นสมาชิกรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจ จึงให้มานั่งข้างหน้าพอได้สังเกตได้ง่าย เขาตกหลุมชีวิตของเขา จากการตกหลุมของเขาจึงทำให้มาอยู่นี้ จึงให้หลุมนี้เตือนสติแล้วแก้ไข ณ เวลานี้ได้โอกาสของชีวิตใหม่ได้แก้ไข โดยมากมาอยู่ที่วัดนี้ก็จะมีศีล๕เป็นตัวประคอง นำพาชีวิต แม่ออกเหมือนกันอาจจะผิดพลาดในหลายเรื่องซึ่งต้องอาศัยตัวระลึกของสติมาเป็นตัวรู้ อาศัยตัวของสมาธิมาเป็นถนนเดินของชีวิตนี้ โดยมีใจที่นอบน้อมที่จะรักษาไว้ได้ซึ่ง ศีล สมาชิกใหม่ก็เข้ามาเรื่อยๆ เม่นแต่ก่อนก็เข้ามาเล่นในวัดแต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยเห็น ทุกคนนั้นขอให้มีใจเป็นตัวตั้ง นำใจของเรานั้นเป็นตัวสังวรณ์ตัวบังคับ ขันธุ์ ๕ ให้ปฏิบัติให้ถูกในศีลในธรรม ในศีล๕ ข้อนี่แหละ ขันธุ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าพูดง่ายๆก็รูปกับนามนั้นแหละ เอาใจเรามาบังคับรูปกับนามนี่แหละ เอาใจเราของเรานี่แหละ นามเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ เป็นตัวเป็นตน เป็นสิ่งที่ระลึกได้ ให้มันทำในสิ่งที่ดี ก็จะอย่างี้ซะมากกว่า แล้วจะได้พ้นจากทุกข์ ความทุกข์ถึงจะได้ไม่มาหา หากว่าเราผิดซึ่งศีล๕ ทุกข์ก็จะเข้ามาหา วันนี้ก็จะเท่านี้ไว้ซะก่อน แล้วโอกาสหน้าจะมาให้รับรู้เข้าใจในส่วนของว่า ความพึงตั้งใจให้อยู่ในศีล ๕ โดย ไม่ขาดซึ่งสติ เมื่อรอบที่แล้วให้รู้จักความหมายของศีล วันนี้ให้รู้จักความหมายของศีลและผลลัพธ์ในศีลแต่ละข้อ รอบหน้าเดือนหน้าค่อย ๆไปทีละส่วน การให้ความรู้นั้นต้องค่อยๆให้ไปเรื่อยๆ ต้องพูดเรื่อยๆสม่ำเสมอ ค่อยๆพูดไปเรื่อยๆทีละส่วนทีละส่วนเพราะว่าหากไม่ฟังสม่ำเสมอนั้น จะไม่เกิดความเคยชิน จะไม่เกิดการปฏิบัติจริง เหมือนศีล๕ ข้อนี่พระท่านพูดเรื่อย แต่เราก็ยีงปฏิบัติการไม่ได้ เพราะเราขาดซึ่งสติและความรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไร ขาดซึ่งสมาธิในความตั้งมั่น แล้วมีตัวใจเป็นกำหนด มันต้องค่อยๆพูดกันเลยแล้วกัน จะให้พูดกันทีเดียวจบมันก็ไม่สามารถทำได้ ต้องพร่ำสอนต้องพูดกันอยู่เสมอเหมือนกับ เด็กสมาชิกพวกนี้ซะมากเพราะอยู่ใกล้ชิด บ่นกันอยู่เสมอเพราะไม่มีความระวังพึงระวัง จึงต้องพูดกันเรื่อย ๆแม่ออกก็อาจจะเคยผิดกันเรื่อวเดิมๆซ้ำแต่ก็ขอให้มีตัวตั้งในการแก้ไข ก็วันนี้ก็คงเอาเท่านี้สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนนั้นมีความสุขความเจริญ มีขีวิตที่จะออกไปมีตัวศีล๕เป็นตัวตั้งชีวิตและก็หวังว่าจะได้นำความรู้ที่ได้ในวันนี้ทั้งจากพระองค์นี้เอง จากคณะวิทยากรอีกสองสามท่านปรับใช้ในชีวิต เหมือนธรรมะของครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่เป็นธรรมและศีล๕ในชีวิตประจำวันประยุกต์ให้ทันกับชีวิต ณ ทุกวันนี้ ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นเป็นอีรเดิมแต่ว่า ต้องปรับให้ทัน ตามกาลและเวลาโดยที่มีเนื้อหาเดิม ให้ทุกคนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สุขกับชีวิตให้มากที่สุดเท่านี้แหละ…….
สาธุ
ถัดจากการเทศน์ของพระอาจารย์พี่กะปุ๋มซักถามเพิ่มเติมและช่วยสรุป ระหว่างฟังบรรยายผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่นั่งพนมมือฟังเรียบร้อย เป็นที่น่าชื่นใจ อนุโมทนาสาธุกับทุกท่านค่ะ
"...เหมือนศีล๕ ข้อนี่พระท่านพูดเรื่อย แต่เราก็ยีงปฏิบัติการไม่ได้ เพราะเราขาดซึ่งสติและความรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไร ขาดซึ่งสมาธิในความตั้งมั่น แล้วมีตัวใจเป็นกำหนด ..."
ผมว่า ศีล ๕ นำมาซึ่งความสุขและประโยชน์ต่อตัวเรา และคนอื่นครับ
ขอบคุณครับ
ค่ะพี่ทิมดาบ ท่านเมตตาย้ำ ให้น้อมมาปฏิบัติ ว่างๆ มาร่วมด้วยช่วยกันที่วัดนะคะ