ชมความงามยามเช้าของทะเลสาบดาล แวะดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่ตลาดน้ำ
เช้าวันที่ 26 กันยายน
พวกเราขอให้อาจ๊าดเจ้าของบ้านเรือจัดเรือมารับไปชมตลาดน้ำยามเช้า
อาจ๊าดนัดพวกเราให้มารอเรือตอนตีห้าครึ่งค่ะ จริงๆ
รายการนี้พวกเราต้องเสียค่าจ้างเอง แต่อาจ๊าดให้เป็นอภินันทนาการค่ะ
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ประทับใจ ณ จุดนี้ค่ะ
อาลีชายผู้ซื่อสัตย์คนเดิมเป็นคนมารับพวกเราค่ะ
บรรยากาศตอนเช้า ณ ทะเลสาบดาลสุดยอดเลยค่ะ หนาวๆ เงียบๆ สงบๆ
ธรรมชาติสุดๆ น้ำในทะเลสาบดาลใสมากกกกกกกกกกกก
ใสจนเห็นถึงก้นทะเลสาบเลยค่ะ



อาลีพายเรือไปเรื่อยๆ ก็ถึงตลาดน้ำค่ะ
ส่วนมากของที่นำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนจะเป็นผักค่ะ

ภาพนี้อิชั้นถ่ายตอนที่เค้ากำลังคุยกันโขมงโฉงเฉง
น่าจะกำลังต่อรองราคาสินค้ากันอยู่นะคะ

มาดูลุงคนนี้กันค่ะ
อิชั้นว่าหน้าตาแกเหมือนในเรื่องแฮรี่พอตเตอร์เลยนะคะ
แกพายเรือเปล่าค่อยๆ เลื้อยเข้ามาประชิดเรือของพวกเราค่ะ
มาล่อให้ถ่ายรูปซะเหลือเกิน พวกเราก็มิรอช้าค่ะ
ถ่ายรูปแกประดุจแกเป็นซุปเปอร์โมเดลเลยทีเดียว

อิชั้นชอบใบพายของที่นี่มากเลยค่ะ หัวใจสีแดงซะ เริ่ดมากคร๊า

ที่ตลาดน้ำมีพ่อค้ามาตื้อขายชา Saffron พวกเราค่ะ
แรกๆ พวกเราทำท่าไม่สนใจ แกเลยบอกว่า “เดี๋ยวถ่ายรูปกันไปก่อนนะ
ไว้จะแวะกลับมาใหม่” ตอนขากลับพี่แกแวะมาใหม่จริงๆ ค่ะ
แกว่าตัวแกเป็นนักศึกษาด้านการแพทย์ มาขายของก่อนไปเรียน
แกก็บรรยายสรรพคุณของชาว่าดีอย่างโน้นดีอย่างนี้
โดยเฉพาะดีกับผู้หญิงตั้งครรภ์ แกขายชา Saffron กรัมละ
100
รูปีค่ะ ต่อราคาไปต่อราคามาสรุป 5 กรัม
200
รูปี พวกเราก็ดีใจที่ได้ของถูก
ตอนที่ต่อราคากันอยู่นั้นอาลีลุงพายเรือพูดเป็นภาษาแคชเมียร์อะไรซักอย่าง
เพื่อนอิชั้นก็โพล่งขึ้นมาว่า “สงสัยเป็นชาปลอมว่ะ
ลุงอาลีเหมือนจะเตือนมาแล้ว” พ่อหนุ่มคนขายชาบอกว่า
“ไม่มีอะไรหรอก
ลุงแกแค่บอกว่าให้รีบๆ หน่อยเท่านั้นเอง”
อิชั้นยังนึกอยู่เลยว่าคงไม่ขายของปลอมหรอกมั้ง

ตัดตอนมาที่บ้านแป๊บนะคะ พอกลับมาถึงบ้าน (เมืองไทย)
อิชั้นเกิดครึ้มอกครึ้มใจเลยลองชงชาเปรียบเทียบกันดู ผลปรากฏว่า
โอ้วววววววววววแม่เจ้า มันหลอกตูนี่หว่า ดูดีๆ นะคะ
แก้วทางด้านซ้ายมือคือชาที่ซื้อตอนที่ทาริคพาไปซื้อกรัมละ
200
รูปี ส่วนแก้วทางขวามือคือชาที่ซื้อจากตลาดน้ำ 5 กรัม
200
รูปี สีมันต่างกันเลยล่ะค่ะ กลิ่นก็ต่างกันด้วย
และที่สำคัญชาที่ใส่ไปในแก้วขวามือมันละลายหายไปกับน้ำเลยค่ะ
มันเอาสาหร่ายมาย้อมสีหลอกกันหรือเปล่าเนี่ย อยากกลับไปฆ่ามันนัก
ฮึ่มๆ จำหน้าพ่อหนุ่มคนขายชาคนนี้ไว้ให้ดีนะคะ
ใครที่ไปเที่ยวตลาดน้ำที่แคชเมียร์จะได้ไม่ถูกหลอกเหมือนพวกเรา
เพื่อนอิชั้นบอกว่า “อืม
มาถึงอินเดียและ ไม่ถูกหลอกแสดงว่ามาไม่ถึงอินเดีย” เออ
จริงแหะ


อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้แล้วใช่มั๊ยคะว่าถ้าเจองูกับเจอแขกให้ตีอะไรก่อน
ก.ตีงู
ข.ตีแขก
ถ้าใครตอบผิดตีตายเลยนิ
มาดูกันให้ชัดๆ อีกทีวิธีสังเกตชา Saffron ค่ะ
ด้านซ้ายชากรัมละ 200 รูปี (ของจริง)
จะเห็นเป็นกลีบคล้ายๆ เกสรดอกไม้ส่วนปลายจะเหลืองๆ
ส่วนด้านขวาคือชาที่ซื้อ 5 กรัม
200
รูปี (ไม่แน่ใจว่าเป็นของปลอมหรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะใช่)
จะเป็นเส้นแดงๆ ฝอยๆ เอามาหั่นๆ น่ะค่ะ ตอนยังไม่ชงอิชั้นลองดมกลิ่นดู
กลิ่นเหมือนกันทีเดียว

ขากลับบ้านเรือ เพื่อนอิชั้นเกิดอยากเป็นนางทาสพายเรือให้พวกองค์หญิง
เธอเลยไปขออาลีพายเรือค่ะ อิชั้นถามเธอว่าเป็นไงบ้าง เธอบอกว่า
“เหนื่อยกว่าแบกกระสอบข้าวสารซะอีก”
เธอเลยควักทิปส่วนตัวให้อาลีไปอีก 100 รูปี
สงสัยรู้ซึ้งถึงความเหนื่อยยากของการพายเรือว่ามันเหนื่อยไม่ใช่เล่นนะเนี่ย

พวกเรายังมีเวลานิดหน่อยที่จะออกไปช้อปปิ้งผ้ากันต่อก่อนที่จะเดินทางไปสนามบินศรีนากาเพื่อบินกลับไปนิวเดลี
ระหว่างทางเดินไปร้านผ้าเจอหญิงสาวชาวแคชเมียร์กำลังซักผ้าในทะเลสาบดาลค่ะ
เห็นแล้วนึกถึงประเทศไทยสมัยก่อนจัง


ก่อนกลับพ่อบ้านทั้งสองคน (จากบ้านเรือหลังแรกและบ้านเรือหลังที่สอง)
ออกมาส่งพวกเรากลับบ้านค่ะ พวกเราให้ทิปพ่อบ้านคนแรกไป 500 รูปี
ส่วนคนที่สองตอนแรกจะให้ 500 รูปีเท่ากัน
แต่หลังๆ แกบริการไม่ค่อยประทับใจเพื่อนของอิชั้นเลยลดทิปแกเหลือแค่
200
รูปี แต่อิชั้นสงสารเลยเพิ่มเงินส่วนตัวให้อีก 50 รูปี
(มีแบงค์เล็กอยู่แค่นี้) เป็น 250 รูปีค่ะ
ส่วนอาลีลุงพายเรือให้ทิปแกไป 300 รูปีค่ะ
(ทิปที่ให้ๆ ไปส่วนใหญ่เป็นทิปส่วนรวมของ 4 คนค่ะ
ไม่รู้ว่าคนที่เคยไปเที่ยวกันเค้าให้ทิปกันมากน้อยเท่าไหร่
หวังว่าที่พวกอิชั้นให้ไปจะไม่น้อยไปนะคะ)
พวกเราเผื่อเวลาเช็คอินที่สนามบินศรีนากาไว้ประมาณสามชั่วโมงค่ะ
(จริงๆ สองชั่วโมงก็น่าจะทันนะคะ)
เพราะหาข้อมูลมาว่าที่นี่เข้มงวดเช็คเยอะ เลยต้องเผื่อเวลาไว้
ทาริคเป็นคนมาส่งพวกเราค่ะ พวกเราให้ทิปแกไป 1000 รูปี
แกทำหน้าที่ตลอดห้าวันได้ดีมากค่ะ
ทุกบันทึกพูดถึงแกตลอดแต่ไม่เคยโชว์หน้าแกเต็มๆ ซะที
มาดูกันค่ะว่าแกหน้าตาเป็นอย่างไร อ้อตอนที่ไปเที่ยวด้วยกัน
พวกเราได้ถ่ายรูปกับทาริคด้วย แกเลยขอให้พวกเราส่งรูปไปให้แกด้วย
เพื่อนอิชั้นเธอเลยอาสาอัดรูปแล้วจะส่งเป็นจดหมายไปให้แกที่แคชเมียร์ค่ะ
(น่ารักจริงๆ ขอบใจนะจ๊ะ)

สนามบินศรีนากาเข้มงวดจริงๆ ค่ะ ต้องผ่านด่านตรวจทั้งหมด
4
ด่านด้วยกัน
1.
ทางเข้าเขตสนามบิน
ผู้โดยสารต้องขนสัมภาระไปเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ด้วยตัวเอง
แล้วก็มีค้นเนื้อค้นตัว เสร็จแล้วก็หิ้วกระเป๋าขึ้นรถต่อ
2.
ทางเข้าไปภายในสนามบิน เช็คกระเป๋าติดแท็ก แล้วก็ค้นตัว
3.
ทางเข้าเกต เช็คกระเป๋าติดแท็ก แล้วก็ค้นตัว
ด่านนี้ต้องรื้อของในกระเป๋าที่เอาขึ้นเครื่องมาโชว์ด้วยนะคะว่ามีอะไรบ้าง
ตรงด่านนี้เพื่อนชายของอิชั้นโดนทิ้งแอปเปิ้ล (พกกันมาคนละลูก)
แล้วก็ถูกยึดจักรยานแฮนด์เมด (สำหรับโชว์) ไปด้วย
เพื่อนบอกว่ามันทำมาจากเหล็ก สงสัยกลัวว่าจะเอาไปทำเป็นอาวุธได้
แต่อิชั้นไม่ถูกยึดนะคะ คงเป็นเพราะว่าอิชั้นหน้าตาดี
คงเป็นผู้ร้ายไม่ได้ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จักรยานแฮนด์เมดไปรับคืนอีกทีที่สนามบินอินทิราคานธีค่ะ
4.
ก่อนขึ้นเครื่องบินต้องไปที่ช่อง Baggage
Identification
ด้วยนะคะเพื่อไปชี้กระเป๋าของตัวเองว่าครบจำนวนหรือไม่
ก่อนขึ้นเครื่องก็จะมีการตรวจค้นร่างกายอีกครั้ง
วันนั้นอิชั้นพกลิปสติกในกระเป๋ากางเกงไปสองแท่งค่ะ
เจ้าหน้าที่หญิงก็คลำๆ ตัวอิชั้นแล้วถามว่า “อะไรอยู่ในกระเป๋า”
อิชั้นก็ตอบว่า “ลิปสติก” เธอก็บอกว่า
“โชว์ให้ชั้นดูซิ" อิชั้นก็ควักออกมาโชว์
แท่งแรกเป็นลิปสติกรูปทรงที่เห็นทั่วๆ ไป เธอก็โอเค
แต่พอแท่งที่สองนี่ซิมันเป็นทินทาปากสีแดงๆ เธอทำหน้าฉงน
อิชั้นก็เลยทาปากโชว์เธอ เธอดูตื่นเต้นค่ะ
แล้วก็คว้าเอาไปลองทาที่มือของตัวเอง แล้วบอกว่า “แดงดีจัง”
แล้วเธอก็ส่งยิ้มให้อิชั้นก่อนที่จะปล่อยตัวอิชั้นขึ้นเครื่องบิน
อิชั้นขออำลาแคชเมียร์ด้วยภาพนี้นะคะ แม้ว่าจะโดนแขกหลอกบ้าง
แต่ว่าอิชั้นเจออะไรหลายอย่างที่น่าประทับใจเยอะแยะไปหมด
จนจุดนี้ไม่สำคัญเลย ตอนนี้อิชั้นและเพื่อนๆ
หลงรักแคชเมียร์กันทุกคนค่ะ
ถ้ามีโอกาสอยากจะกลับไปอีกซักครั้งค่ะ

พวกเรามาถึงสนามบินอินทิราคานธีตอนเย็นๆ ค่ะ
กว่าเครื่องจะออกบินกลับไปสนามบินสุวรรณภูมิก็ 23.20 น. แน่ะ
มีเวลานานหลายชั่วโมง พวกเราก็เลยเดินๆ เล่นๆ
ถ่ายรูปกันอยู่ในสนามบิน

พวกอิชั้นพยายามอย่างยิ่งยวดที่จ่ายเงินรูปีที่เหลือให้หมดที่นี่เพราะถ้าไปแลกคืนจะขาดทุนย่อยยับเชียวค่ะ
(ตอนแลกมา 1 รูปี
70
สตางค์ แต่ถ้าแลกคืน 1 รูปี
40
สตางค์เองค่ะ) อิชั้นกับเพื่อนๆ
จึงจำเป็นต้องละลายเงินรูปีที่เหลือที่สนามบินอินทิราคานธีค่ะ
ของที่สนามบินแพงมากค่ะ แต่มันไม่มีทางเลือกล่ะ
ก็เลยเลือกที่จะซื้อของที่ร้านกิฟท์ช้อปร้านนี้ค่ะ

พวกเรามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอนเช้าตรู่ของวันที่ 27 กันยายน
มีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนจะบินกลับหาดใหญ่
หลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายต่อไปก็ร้านอาหารไทยคร๊า
คิดถึงอาหารไทยเหลือเกิน
เอาล่ะค่ะมาดูกันว่าค่าใช้จ่ายทริปนี้เป็นเท่าไหร่
ทริปนี้ 8 วัน 7 คืน
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งสิ้น (ยกเว้นค่าช้อปปิ้ง) ประมาณ 28000 บาทค่ะ
อิชั้นช้อปปิ้งไปเยอะพอควร ทริปนี้อิชั้นจึงจ่ายเงินรวมทั้งสิ้น
35000
บาทค่ะ
อยากทราบค่าใช้จ่ายด้วยครับ แพงหรือไม่ เพียงใด
สวัสดีค่ะ
ค่าใช้จ่ายแปะลิงค์ไว้ที่บันทึกแรกค่ะ http://www.gotoknow.org/blog/travellingwithaordy/457283 อยู่ตรงท้ายสุดน่ะค่ะ โปรแกรมทัวร์อินเดีย 8 วัน 7 คืน ได้เขียนค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างไว้หมดแล้วค่ะ