จดหมายถึงครู ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔
กราบสวัสดีค่ะครู
กลับถึงบ้านพักที่ขอนแก่นแล้ว มาทบทวนกับตนเอง ตลอด ๔ วันที่ได้รับโอกาสแบบไม่ได้วางแผน ทำให้ได้มีโอกาส
_ขับรถให้ครู อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจที่หลวงปู่มอบหมาย
_ได้ไปภาวนาที่วัดแบบเต็ม ๔ วัน อยู่กับตนเองในพื้นที่สัปปายะสงบ ร่มเย็น วิเวก
_พาแม่ครูไปทำฟันระหว่างครูติดภารกิจช่วยเหลือผู้คน
_ช่วยครูบรรยายการปรับใช้ศีล๕ในชีวิตประจำวันในงานอบรมศีล๕
_ช่วยทำหน้าที่ Note taker แม้ computer เสียก็พยายามทำหน้าที่
_สอนเด็กต้นกล้าเรื่องสมองติดยา วงจรการเสพยา การติดยา และการหยุดวงจรการเสพยา
โอกาสที่เพิ่มเติมมาแบบไม่ตั้งใจคือ
_แม่ครัวหลักยามเช้าตลอด๔ วันในการทำอาหารเมนูผัก
_กวาด โกยใบไม้กิ่งไม้ อย่างตั้งใจ
_ช่วยครูเตรียมที่ภาวนา แค่ลิสต์ขึ้นมากับตนเองก็ประหลาดใจ ได้มีโอกาสทำอะไรมาก
ก่อนไปคาดหวังแค่
"ขับรถไปส่งครูกลับบ้าน พักค้างสักคืนแล้วกลับมาทำงาน"
แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยใจที่น้อมเคารพครู หากครูชี้แนะ ทำไมไม่ลองทำเล่า นี่คือเสียงภายในที่คอยเชียร์ให้ลุกขึ้นมาทำตามคำชี้แนะของครู บนพื้นฐานความรักและเชื่อมั่นในครูว่า
"ทุกสิ่งที่ครูมอบหมาย สามารถทำได้ ครูถึงได้ให้ทำ"
คำพูดครูเตือนสติในความจำเสมอว่า
"ถ้าเราทำไม่ได้พี่ไม่ให้ทำหรอกเชื่อไหม"
ครูไม่ได้แค่พูดแต่ทำให้เห็นเสมอๆ จะว่าไปที่ผ่านๆมาไม่ว่าอย่างไร ทุกโอกาสที่ครูให้ คือ สิ่งที่ต้องเรียนรู้ ระลึกกับตนเองเช่นนนี้ ก่อนเข้าวัด ศีลปฏิบัติได้กระปิดกระปอยมากเลยค่ะ ร้องรำทำเพลงหลงระเริงกับแสงสีและเครื่องปรุงแต่งแห่งการงาน
รู้ทั้งรู้ว่า ภายในทุกข์ร่ำร้อง ร้องไห้ เหนื่อย
แต่ก็อดทน สิ่งต่างๆที่ดำเนินรวมถึงการละเลยการเขียนบันทึกทำให้ จิตฟุ้งซ่าน
เพราะศีลไม่ดี สมาธิก็แกว่ง ปัญญาก็คงไม่ต่องเอ่ยถึง แต่พอเข้าพักภาวนาที่วัดตั้งแต่วันพุธที่ ๕-วันอาทิตย์ที่๙
เสียงฟุ้งซ่านค่อยๆเงียบลง ข้างในนิ่งได้เร็วขึ้น แต่ศีลยังด่างพร้อยอยู่ค่ะ ก็เดินๆใช้ชีวิตในวัดเผลอเหยียบหอยเลือดไปหลายตัว
ช่วงนี้เขาค่อนข้างชุมเดินไปมา ทั้งห้องน้ำและทางจงกรม ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย สะท้อนถึงศีลข้อ ๕ อย่างละเอียดคือ สติยังอ่อน ถือว่าประมาทอยู่ ส่วนข้อ ๒ ลักทรัพย์ตรงๆก็ไม่ค่ะ แต่มาวัดแบบกะทันหันก็กระทบกับงานบ้าง ทำให้ส่งสรุปช้า แต่ก็ขอโอกาสใช้เป็น "วันลากิจ" น้อมรับผลที่จักเกิดขึ้นด้วยสำนึกในกรรม ผิดลูกผิดเมียคนอื่นนั้นก็ไม่ข้อ ๓ ถือว่าปลอดภัยบ้าง
แต่คำเตือนสติของครูที่บอกว่า
"ไม่ควรแทนตนเองว่า ติ๋ว เวลาสอนชาวต้นกล้า จะใช้คำว่า พี่ หรือ หมอก็ได้"
ตอบครูว่า "ค่ะ".
แม้ภายในยังกังขา ท่านให้ลองพิจารณาจึงตอบว่า
"ความเกรงใจไหมค่ะ"
ตอนท้ายครูอธิบายว่า
"นั่นก็ใช่ แต่ที่ละเอียดลงไปคือ มันจะไปเสริมราคะเขา"
ใจติ๋วสะดุดแบบสลดวูบ จิตละเอียดจริง ๆแม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่หากเราสำรวมไม่พอก็อาจจะสร้างเหตุแห่งความสุ่มเสี่ยงต่อการผิดศีล แต่ต้องยอมรับค่ะว่า ทำให้ชะงักเหมือนกันว่าจิตติ๋วส่งอะไรออกไปแบบที่ไม่รู้ตัวหรือไม่ ต้องพึงระวังกับตนเองให้มากขึ้นเช่นกันกับคำเตือนของครู
ศีลข้อ๔ การอยู่ในวัดแบบฝึกการสำรวมทำให้ศีลข้อนี้ปลอดภัยมากขึ้น แต่บางคราการเอ่ยอะไรไว้แล้วยังทำได้ไม่ถึงพร้อมก็ยังเกิดขึ้น
ศีลข้อนี้เตือนสติให้เร่งแก้ไขกับตนเอง อืมอย่างละเอียดอีกอย่าง การอยู่ในวัดทำให้เห็นคนมากมาย เป็นตัวอย่างที่ดีในการพิจารณาทั้งคุณและโทษของการรักษาศีลข้อ๔ได้อย่างชัดเจน และจะมีผู้คนเข้ามาให้สอบศีลข้อนี้เสมอๆ
ส่วนข้อ๕ เหล้าไม่ดื่มอยู่แล้วค่ะที่ละเอียดขึ้นไปคือ ไม่ประมาท บางทีก็ยังเห็นตนเองประมาทอยู่อย่างตอนจะไปรับแม่ของครูเร่งรีบค่ะ แต่หิวมาก รับรู้ว่าครูเร่งและร้อนใจ อืมน่าจะใช้คำว่า "เป็นห่วงกลัวจะไม่ทันได้" แต่ติ๋วก็ยังขอทานก่อน มันแก้ตัวกับตนเองว่า ถ้าไปแบบไม่ได้กิน ต้องมีโทสะและโมโหแน่นๆ และวันนั้นทำกับข้าวเองวันแรกอยากลองกิน กลายเป็นจะไม่ได้กิน มันจ๋อยค่ะครู ตาปรอยๆอาลัยอาวรณ์ในอาหาร วันนั้นเห็นสภาพจิตใจตนเองทั้งสมน้ำหน้าตนเอง ทั้งดีใจที่ได้โจทย์ฝึกความอดทน ท้ายที่สุดก็ลุกไปตักมาทานจนได้ วันนั้นไปถึง รพ.สิบโมงห้านาทีค่ะ โชคดีที่หมอไม่ได้รอเพราะเห็นว่าทำคนไข้นาน นั่งรอประมาณครึ่งชั่วโมง แม่ก็ได้ทำ แต่ก็ยอมรับค่ะว่า "ประมาท"
วันนี้ขับรถกลับมาถึงขอนแก่นแล้ว ใจยังอิ่มเพราะประคองลมหายใจ ตามที่หลวงปู่เมตตาเทศน์สอนว่า
"แต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนทำแล้วได้เลย บางคนต้องใช้เวลาเหมือนพระโมคคัลลากับพระสารีบุตรี"
ฟังแล้วก็ระลึกว่า หลวงปู่กับครู เอ่ยประโยคเดียวกัน ท่านเมตตาสอนเกี่ยวกับ นิวรณ์ และสมาธิ กรรมฐาน ๔๐ หลวงปู่เมตตามากเลยค่ะครูชี้ทางให้นำไปฝึกฝนต่อ แล้วยังบอกว่า "ก็มาบ่อยๆ" เหนือสิ่งอื่นใดเพราะครูเมตตา ไม่เคยละศิษย์ไปจากใจ ให้อภัย ให้โอกาสศิษย์ไม่มีประมาณ
.....รักครูค่ะ
