วันนั้นอีกเช่นกัน ที่ผมได้เรียนรู้ว่า ความสุข ความงดงาม ความดีงาม มิตรภาพ น้ำใจ ความประทับใจ และ “กัลยาณมิตรที่แสนดี” นั้น มีอยู่ในทุกหนแห่ง แม้แต่ในป่าเขาหรือดงดอยอย่างเชียงดาว

 

 

 

 

เรื่องเล่าริมทาง  :

"บัวชมพู"....ชาวนาแห่งเชียงดาว

 

 

ป้ายบอกชื่อสวน

 

 

 

(๑)

               

                “สวัสดีค่ะ!  ขอต้อนรับทุกท่านสู่บ้านบัวชมพูด้วยความยินดีอย่างยิ่งค่ะ”   คุณศรัณยา  กิตติคุณไพศาล  หรือที่เพื่อนๆ ใน GTK รู้จักในชื่อ  “บัวชมพู”  ในฐานะเจ้าของบ้านกล่าวทักทายขึ้น เมื่อผมและครอบครัวเดินทางไปถึงบ้านสวนบัวชมพู ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 07.25 น.  ของวันที่ 2 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา

                “ทำตัวตามสบายนะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ  นั่งพักสักครู่ก่อน  แล้วค่อยรับประทานอาหารเช้ากัน ตอนนี้เตรียมไว้พร้อมเรียบร้อยแล้วค่ะ เป็นข้าวต้มหมูกับกุ้ง.....รู้สึกดีใจจังเลยค่ะ ที่ได้รู้จักกับครอบครัวอารมณ์ดีแห่งบ้านแม่ตาด น้องเพียงพอกับน้องแพรวพราวน่ารักมากๆ เลยนะค่ะ”     คุณบัวชมพูกล่าวต้อนรับผมและครอบครัวด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วสุดแสนจะอบอุ่น พร้อมทั้งยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา

                จากนั้น ผมและครอบครัวก็เดินเข้าไปนั่งในห้องรับแขกของบ้านบัวชมพู โดยผมได้นำของฝากไปมอบให้เธอด้วย ประกอบด้วยหนังสือ(ที่ผมเขียนเองและหนังสือธรรมะ) ต้นผักขะแยง และไข่ไก่(ที่ได้จากแม่ไก่ที่ผมเลี้ยงไว้ในเล้าที่บ้านแม่ตาด) เพื่อตอบแทนในน้ำใจและความดีงามที่คุณบัวชมพูได้ให้การต้อนรับพวกเราอย่างดี

                ช่วงแรกผมได้คุยกับคุณบัวชมพูเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเธอกำลังยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมอาหารสำหรับต้อนรับพวกเราผู้ไปเยือน โดยมีภรรยาของผมเข้าไปช่วยจัดเตรียมอีกคน ไม่นานจากนั้นข้าวต้มหมูและกุ้งรสอร่อยก็ถูกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ท่ามกลางความตื่นเต้นของน้องเพียงพอกับน้องแพรวพราว  จากนั้นพวกเราก็ลงมือรับประทานอาหารเช้ามื้อนั้นด้วยความเอร็ดอร่อยที่สุด

 

 

(๒)

 

                “คุณบัวชมพู”......เป็น “กัลยาณมิตรที่แสนดี”  ซึ่งผมมีโอกาสได้รู้จักกับเธอใน Gotoknow นี่เอง โดยเริ่มต้นจากการเข้าไปอ่านบันทึกของกันและกัน จากนั้นก็มีโอกาสได้พูดคุยสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมกันอีกที ทาง Facebook

                ผมได้พูดคุยกับคุณบัวชมพูในหลายๆ เรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะเกี่ยวการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานที่เธอกำลังทำอยู่  พอผมได้ชมรูปภาพต่างๆ ใน Facebook ของเธอ ก็รู้สึกประทับใจ และอยากจะหาโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมให้ได้ด้วยตนเอง เนื่องจากระยะทางอยู่ไม่ไกลมากนัก

                หลายสัปดาห์ก่อน ผมและครอบครัววางแผนที่จะเดินทางไปเยี่ยมน้องชายของภรรยา(นายแพทย์ธงชัย อุดคำ) ซึ่งไปปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลเวียงแหง และมีเส้นทางผ่านอำเภอเชียงดาวด้วย ก็เลยปรึกษากันว่าจะถือโอกาสนี้แวะเข้าไปเยี่ยมชมสวนบัวชมพูด้วย

                ผมได้แจ้งข่าวนี้ให้คุณบัวชมพูทราบ ซึ่งเธอก็ตอบรับด้วยความยินดี และขอรับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเช้าด้วย

                ตอนแรก พวกเราตั้งใจว่าจะห่อข้าวไปเอง เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนมากเกินไป  แต่เธอก็ไม่ยอม  บอกว่าตั้งใจอยู่แล้วที่จะต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนให้อิ่มหนำสำราญและกลับไปอย่างมีความสุขมากที่สุด ซึ่งเป็นการทำบุญหรือทำความดีอย่างหนึ่ง    

                เมื่อเป็นเช่นนี้  พวกเราก็เลยตกลงและยินยอมให้เธอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเช้าแต่โดยดี เนื่องจากไม่อยากจะขัดขวาง “ทางบุญ” หรือเจตนาอันดีงามของเธอนั่นเอง (คิคิคิ)

 

 

(๓)

 

               วันนั้น.....หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณบัวชมพูก็ได้พาพวกเราเดินทางไปที่ “สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี”  ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร

               เมื่อไปถึง เธอได้พาพวกเราไปแนะนำให้รู้จักกับคุณแม่ของเธอ แล้วก็แนะนำให้รู้จักสถานที่ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาคารห้องพัก โรงนา บ้านพักรับรอง สวนบัว สวนผักแบบผสมผสาน และนาข้าว  โดยผมถือโอกาสนี้เดินไปเที่ยวชมรอบๆ บริเวณ และถ่ายรูปเก็บไว้

               ก่อนหน้านั้น ผมเคยสงสัยว่าทำไมเธอถึงใช้ชื่อว่า “บัวชมพู”  ครั้นเมื่อได้ไปถึงสวนบัวชมพูแล้ว ถึงได้ทราบถึงความเป็นมา ทั้งนี้เพราะว่า เธอชอบและรักดอกบัวเป็นชีวิตจิตใจ และสีชมพูก็เป็นสีที่เธอชื่นชอบ ดังจะสังเกตเห็นได้จากตัวอาคารหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่มักจะทาด้วยสีชมพูแทบทั้งสิ้น

               ช่วงหนึ่ง ผมและครอบครัวได้นั่งสนทนากับคุณบัวชมพูเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ทำให้ได้ทราบถึงเกร็ดชีวิตและแนวคิดที่ดีงามและน่าชื่นชมของเธอ

               คุณบัวชมพู เป็นคนอัธยาศัยดีมากๆ ใจดี มีเมตตา ใจบุญสุนทาน ยิ้มแย้มแจ่มใส สมถะ เรียบง่าย รักสงบ และมีความกตัญญูต่อครอบครัวและบ้านเกิด

               ในอดีตเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ถึง 20 กว่าปีด้วยกัน นับตั้งแต่อายุ 15 ปี(ไปเรียนต่อ ม.4 และอาศัยอยู่กับญาติที่นั่น) จนกระทั่งเรียนจบ ทำงาน และแต่งงานอยู่ที่นั่น

               วันหนึ่ง.....เมื่อมีทุกอย่างพร้อมแล้ว เธอก็ตัดสินใจที่จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด เพื่อกลับมาเป็น “ชาวนา” ตามที่เธอเคยใฝ่ฝันเอาไว้  เพราะเป็นอาชีพที่เธอรักและเป็นอาชีพอิสระที่ทำให้ชีวิตของเธอมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

               เธอบอกว่า ตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็มีความสุขดี ไม่ได้รู้สึกเบื่อหรือเครียดอะไร แต่ที่ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเกิด เพราะว่าคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึงทุกอย่างของที่นี่ อยากจะกลับมาค้นหาความทรงจำที่งดงามในวัยเยาว์และดื่มด่ำอยู่กับมันอีกครั้ง รวมทั้งอยากจะช่วยพัฒนาหมู่บ้านให้มีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้นด้วย  โดยที่สามีของเธอได้ให้การสนับสนุนและคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา

              ที่ผ่านมา  เธอได้ทำอะไรหลายๆ อย่างตามที่เธอใฝ่ฝันเอาไว้  โดยเฉพาะการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งมีทั้งนาข้าว สวนบัว และสวนผักนานาชนิด   โดยมีแนวคิดอยู่ที่การพึ่งพาตนเองบนพื้นฐานของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง

 

              นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “การพัฒนาคน”  โดยเธอได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้กับกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบต่างๆ ในนาม “กลุ่มเยาวชนเขียวสดใสแห่งบ้านจอมคีรี” อีกด้วย

              เนื่องจากเธอเป็นคนธรรมะธัมโมและชอบหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดต่างๆ อยู่เป็นประจำ เธอจึงได้สร้างเรือนพักรับรองเอาไว้ในบริเวณสวนบัวชมพูถึง 2 หลังด้วยกัน โดยหลังแรกสำหรับต้อนรับแขกหรือผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นฆราวาส ส่วนอีกหลังหนึ่งสำหรับเอาไว้ต้อนรับพระธุดงค์หรือพระอาคันตุกะที่เดินทางผ่านมาทางนี้ เพื่อให้ท่านได้พักและปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

              กล่าวโดยสรุปแล้ว   คุณบัวชมพู.....เป็นแบบอย่างที่ดีงามของผู้ที่รักความอิสระ สงบ เรียบง่าย คิดเป็น ใจดี สำนึกรักบ้านเกิด รักสิ่งแวดล้อม ใส่ใจต่อเพื่อนมนุษย์ เข้าใจชีวิต และมีจิตสาธารณะ

              ในมุมมองของ เธอบอกว่า..... เธอเป็นเพียงชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น

               แต่ในมุมมองของผมแล้ว....  เธอเป็น “ชาวนาผู้ยิ่งใหญ่”  และเป็น “ชาวนาที่น่ารักและร่ำรวยความสุขมากที่สุดในโลก” เลยนะครับ

 

 

(๔)

 

                หลังจากนั่งสนทนากันอย่างยาวนาน เวลาประมาณ 10.00 น. คุณบัวชมพู ก็รับหน้าที่เป็นไกด์พาพวกเราไปเที่ยวชมถ้ำเชียงดาวอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเชียงดาว ซึ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้านจอมคีรีออกไปทางทิศเหนือประมาณ 10 กิโลเมตร โดยมีน้องๆ เยาวชนที่เธอเป็นผู้ดูแลนั่งรถตู้ติดตามไปด้วย เกือบๆ 10 ชีวิตด้วยกัน

                เราใช้เวลาเที่ยวชมถ้ำเชียงดาวอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ  จากนั้นก็ถึงเวลาที่ผมและครอบครัวจะต้องเดินทางต่อไปที่อำเภอเวียงแหง ในขณะที่คุณบัวชมพูเองก็จะต้องนำเยาวชนขึ้นไปทำบุญที่วัดผ่าปล่อง

                เราและเธอจึงถือโอกาสกล่าวลากันที่หน้าถ้ำเชียงดาวนั่นเอง  โดยก่อนจากลา ผมได้กล่าวขอบคุณเธอที่กรุณาต้อนรับอย่างอบอุ่นและสุดแสนประทับใจ ทั้งเรื่องอาหารเช้า การเที่ยวชมสวน และการที่เธอได้สละเวลาเพื่อทำหน้าที่เป็นไกด์นำพวกเรามาเที่ยวที่ถ้ำเชียงดาวแห่งนี้ ซึ่งนับว่าเป็นความสุข ความประทับใจ และความทรงจำที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันลืม

                เธอบอกว่า หากมีโอกาสผ่านไปทางนั้น ก็เชิญแวะเข้าไปเยี่ยมชมได้ตลอดเวลา ในขณะที่ผมเองก็เชิญชวนให้เธอหาโอกาสไปเที่ยวที่หมู่บ้านแม่ตาดของผมเช่นกัน  จะได้มีโอกาสทำการต้อนรับเธอบ้าง เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่เธอได้ปฏิบัติต่อเราเป็นอย่างดี

 

                วันนั้น.....เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ผมและครอบครัวมีความสุขและรู้สึกประทับใจมากๆ

                วันนั้นอีกเช่นกัน  ที่ผมได้เรียนรู้ว่า ความสุข ความงดงาม ความดีงาม  มิตรภาพ  น้ำใจ ความประทับใจ และ “กัลยาณมิตรที่แสนดี” นั้น มีอยู่ในทุกหนแห่ง แม้แต่ในป่าเขาหรือดงดอยอย่างเชียงดาว

                และ.......(อาจจะ)รวมถึงในสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Twitter  หรือ   Gotoknow   ด้วยนะครับ

 

 

 

สาวๆ กำลังนั่งสนทนาปัญหาหัวใจกันครับ (คิคิคิ)

ดอกบัว....สัญลักษณ์ของสวนบัวชมพู

"ซุ้มน้ำต้น" สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน

บันไดขึ้นเรือนรับรอง

เรือนรับรองผู้มาเยือน

ด้านหน้าของเรือนรับรอง

ผมเรียกว่า "เรือนรับรอง" ในขณะที่เจ้าของเรียกว่า "เถียงนา"

ที่พักของคุณแม่คุณบัวชมพู

สะพานข้ามลำธาร และโรงนา

รั้วสีชมพู

โรงนาที่สร้างเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

โรงนา....ถ่ายจากอีกมุมหนึ่ง

กุฏิสำหรับรับรองพระธุดงค์หรือพระอาคันตุกะ

สวนบัว

ทุ่งนาที่กำลังเขียวขจี

มองเห็นดอยหลวงเชียงดาวได้ชัดเจน

ต้นโหระพา

ต้นผักไพ

ขนุนออกลูกที่โคนต้น

สวนผักเชียงดา

สวนมะพร้าว

ลำธารธรรมชาติที่ไหลผ่านสวนบัวชมพู

วัดถ้ำเชียงดาว

ทางเข้าถ้ำเชียงดาว

น้องเพียงพอเดินนำหน้าเพื่อเข้าชมภายในถ้ำ

หินย้อยภายในถ้ำ

ทุกคนต่างก็มีสนุกสนานและประทับใจ

ถนนไปสู่ถ้ำเชียงดาว

 

:: หมายเหตุ ::

รูปถ่ายบางภาพนำมาจาก Facebook ของคุณบัวชมพู

ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

 

 

 

เพลง       "เวลคัม  ทู   ทำนา"

ร้องโดย      "ไหมไทย    ใจตะวัน"