บ่ายวันนี้เราชาว
CoPs
การพัฒนาพหุปัญญานักเรียน
ได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนพลับพลาศิริ
เป็นโรงเรียนเอกชนเล็กๆที่ตั้งอยู่ด้านหลังโรงเรียนสตรีนนทบุรี
พอเราเข้าไปได้เห็นกิจกรรมเวทีพหุปัญญานักเรียนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการวางแผนเรื่องต่างๆเช่น
การวางแผนทำแปลงเกษตร การวางแผนจัดกีฬาสี
การวางแผนการซ้อมกีฬาสีของสีต่างๆ เป็นต้น
ซึ่งแต่ละกลุ่มจะออกแบบระบายเป็นแถบสี ใช้สัญลักษณ์ ภาพ
ที่แสดงความหมายในแต่ละกิจกรรม ช่วงเวลา ที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งแต่ละคนสามารถอธิบายถึงเหตุผลในการทำได้อย่างชัดเจน
นอกจากนั้นยังมีเวทีส่งเสริมพหุปัญญาด้านดนตรี
ด้านการเคลื่อนไหวและด้านอื่นๆได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นธรรมชาติ
ซึ่งมีคุณครูน้อย ครูเอก
และครูโย่ง
เป็นผู้อำนวยการให้นักเรียนได้แสดงความสามารถออกมาในแต่ละด้านด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานและมีความหมาย
เมื่อคุยในรายละเอียดก็ทราบว่าท่าน ผอ.ดร.ศิริชัย โยโกตา
ท่านได้ใช้กระบวนการ KM กับครูมาโดยตลอด ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ
ภายใต้ปรัชญาที่ครอบคลุมทั้งด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย
ที่เน้นกระบวนการคิด โดยใช้เครื่องมือพัฒนาพหุปัญญาผ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ใช้กระบวนการกลุ่ม
ใช้เวทีพหุปัญญา Project Approach กิจกรรมเสริมหลักสูตร
และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
นับเป็นโรงเรียนหนึ่งที่เป็นแบบอย่างให้เราได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาพหุปัญญาได้เป็นอย่างดี
การพัฒนาพหุปัญญานักเรียนที่โรงเรียนพลับพลาศิริ
ใช้เครื่องมือพัฒนาพหุปัญญาผ่านทางกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ใช้กระบวนการกลุ่ม ใช้เวทีพหุปัญญา Project Approach กิจกรรมเสริมหลักสูตร และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
แหมๆ ถึงจะบรรยายไม่มากแต่ก็ได้ใจความมากค่ะ
รร.แบบนี้น่าดูเป็นตัวอย่างดีน้อ
พัฒนาพุปัญญาหรอ ถึงจะน่าหนักสมองไปซักนิดแต่ก็คงเสริมความรู้ดีเหมือนกันนะคะเนี่ย
ผอ.เป็นดร.ด้วยหรอดีจังนะคะ
ปล. ...ไม่มีอะไรค่ะเขียนเล่น
โรงเรียน นี้ ถือ ว่า ครู เก่า ๆ เอาใจใส่เด็กดีมาก ๆ
เสียดาย ที่ ตอน นี้ นักเรียนมาเข้าเรียนน้อย มาก
ห่วงอนาคต โรงเรียน จัง (ตอนนี้ลูกเราเรียนอยู่)
คุณครูโรงเรียนนี้ให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ ดีมาก
อยากให้มีนักเรียกเข้าเรียนมากๆ เพื่อให้เด็กมีสังคม
ห่วงอนาคตโรงเรียน(ทั้งเด็ก คุณครู และเจ้าหน้าที่ทุกคน)
อยากให้มีอยู่ตลอดไป...
Plabplasiri is the best school. Haๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เห็นด้วยทั้ง 3 และ 4 ครับ
โรงเรียนนี้น่าอยู่มากอยากให้มาเรียนเยอะๆ
เห็นด้วยครับ อยากให้โรงเรียนดีดี ที่มีกิจกรรมการสอนที่สร้างสรรค์เจริญก้าวหน้า มีผู้ส่งบุตรหลานเข้าเรียนมากกว่านี้
โรงเรียนดีมาก สอนดี เป็นกันเองดี อยากให้เข้ากันเยอะๆนะเพราะเค้าสอนดีจริงๆ ขอให้มีโรงเรียนนี้ตลอดไป :)
โรงเรียนนี้ดีค่ะ
หนูขอรับประกันหนูเรียนมาแล้วผอ.และคุณครูทุกท่านสอนดีจริงๆค่ะสอนจนวันปัจฉิมเลย
ตอนนี้หนู่อยู่ม.1แล้วหนูยังไปเยี่ยมโรงเรียนบ่อยๆเลยค่ะเพราะความผูกผันค่ะ
^_^
ทางโรงเรียนแจ้งว่าสิ้นปีการศึกษา2552 จะเป็นปีการศึกษาสุดท้าย เนื่องจากสภาพเศษฐกิจ
ทัศนคติ สภาพแวดล้อมของโรงเรียนรวมถึงนโยบาลของรัฐ มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของโรงเรียน(เกิดภาวะขาดทุน
ต่อเนื่องมาหลายปี)
ทั้งที่โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ดีจริงๆ ทั้งด้านสภาพสังคม การเรียนรู้และกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถของเด็กๆ รวมทั้งบุคลากร
ที่มีคุณภาพ
ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้เลย
รู้สึกเสียใจและเสียดายมากๆ
จะมีทางใดบางที่จะช่วยให้โรงเรียนพลับพลาศิริดำเนินกิจการได้ หรือสามารถที่จะเปิดกิจการได้อีกครั้งในปีการศึกษา2553
เด็กที่โรงเรียนและผู้ปกครองท่านอื่นๆที่ได้พบปะกัน มีความเห็นได้กันว่าไม่อยากให้โรงเรียนต้องปิดตัวลง
เด็กๆ รักโรงเรียนนี้มาก
การจะทำให้โรงเรียนนี้สามารถดำเนินกิจการ หรือเปิดกิจการได้ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติหลายๆ อย่างครับ ผมทราบดีมาโดยตลอด แต่มิอาจให้คำแนะนำได้ ตัวเองก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนี้เหมือนกัน และคุณแม่ก็เป็นอดีตครูที่ดีที่สุดของที่นี่ แม่รักและให้ความสำคัญกับเด็กๆ และโรงเรียนมากกว่าพวกเรา(ลูกๆ)เสียอีก เพราะท่ารู้ว่า ลูกๆ 3 คน เอาตัวรอดได้
สิ่งที่ดีที่สุดของโรงเรียนนี้อยู่ที่บุคคลากรครับ ปากต่อปาก ผู้ปกครองหลายท่านมิอาจจะปฏิเสธได้ว่าทำไมจึงส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่ หากลองเปิดใจกว้างสักนิดลองพิจารณาการบริหารงานในอดีตของอาจารย์สุนิตย์ และครูท่านเก่าๆ จะพบว่าคุณครูเน้นให้ความสุขกับเด็กๆ และเน้นเรื่องจริยธรรม ส่งเสริมให้เด็กรู้จักกตัญญู เรื่องวิชาการนั้นเป็นเรื่องรอง นอกจากความรู้ที่ครูจะสอนให้ในชั้นเรียนแล้ว ผู้ปกครองและสื่อต่างๆ รอบตัวตลอดจนความสนใจของเด็กเองจะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดความเรียนรู้ แต่เรื่องของจิตใจและจริยธรรมเด็ก ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่แรก เด็กจะเพาะบ่มความก้าวร้าว ยิ่งโตยิ่งแก้ยาก เรื่องเศรษฐกิจไม่ดีก็เป็นอีกปัจจัย จะโทษว่าเด็กน้อยแต่เพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เพราะว่าถ้าโรงเรียนดีจริงๆ ผู้ปกครองก็ยอมจ่าย(แป๊ะเจี๊ย)ให้บุตรหลานได้เรียน สิ่งที่สำคัญคือถ้าผู้ปกครองมั่นใจ เชื่อในตัวของครูผู้สอนว่าจะสามารถดูแลบุตรหลานได้อย่างดี คอยปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี ดูแลความปลอดภัย เหมือนดูแลลูกของตัวเองแล้วล่ะก็ ใครล่ะจะไม่ส่งให้บุตรหลานมาเรียน หากมุ่งเน้นงานวิชาการมากเพื่อเพิ่ม I.Q.เกินไปโดยลืมนึกถึงจริยธรรมจิตใจ(E.Q) โรงเรียนก็จะไม่ประสพความสำเร็จ บางครั้งท่านจะพบว่าเทคโนโลยีมิอาจสู้ความเป็นไปแบบเรียบง่ายตามวิถีพอเพียงโดยมุ่งเน้นธรรมชาติ ตามคำพูดที่ว่าสูงสุดคืนสู่สามัญ
โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนระดับเด็กเล็กถึงประถม ซึ่งจะเป็นแหล่งที่เตรียมความพร้อมสำหรับเด็กๆ ให้ไปศึกษาต่อยังชั้นมัธยมซึ่งโรงเรียนมัธยมที่อยู่ในนนทบุรีส่วนใหญ่มีความพร้อมในการรับบุตรหลานของท่านอยู่แล้ว และมีครูอาจารย์ที่พร้อมทบทวนความรู้ให้เด็กๆ แต่ถ้าเด็กๆ เหล่านี้ถูกปลูกฝังหรือขาดการเอาใจใส่ให้เป็นเด็กที่รู้จักอ่อนน้อม (เปรียบเสมือนน้ำไม่เต็มแก้ว ก็จะเปิดรับคำสอนของครูอาจารย์ได้เต็มที่ แต่หากสอนให้เขามีความเชื่อมั่นมากเกินไปจนก้าวร้าวก็เปรียบเสมือนน้ำที่เต็มแก้วก็จะไม่เปิดรับคำสอนใดๆ) เสียงตอบรับกลับจากครูอาจารย์เหล่านี้ส่งผ่านไปยังผู้ปกครองก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เขาจะไม่แนะนำให้บุตรหลานมาเรียน
สรุป การดำรงค์อยู่ของโรงเรียน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 5 ประการจะต้องอุ้มชู เข้มแข็ง และทำงานประสานกันระหว่าง ผู้บริหาร คณะครู เจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ผู้ปกครอง และตัวนักเรียน การที่จะดึงชื่อเสียงของโรงเรียนกลับคืนมาต้องอาศัยบุคคลากรเก่า ๆร่วมด้วยเพราะบรรดาศิษย์เก่าที่จบไปย่อมรู้จักและคุ้นเคยต่อความกรุณาและความอบอุ่นที่คุณครูในอดีตแต่ละท่านได้อุทิศแรงกายและใจเกินร้อย
ปล.สาเหตุที่ผมและน้องๆ ต้องฝืนใจให้แม่ลาออกจากที่นี่ทั้งๆ ที่ท่านยังรักและเป็นห่วงเด็กๆ และลูกศิษย์ของท่านรวมถึงผู้บริหารและผู้ร่วมงานที่แม่เคยทำงานด้วย เพราะอยากให้ท่านได้พักผ่อนทางกายและจิตใจบ้างหลังจากที่ประสพอุบัติเหตุและต้องเสียคุณพ่อของผมอันเป็นที่รัก ท่านทั้งคู่ก็ได้ทุ่มเทกับที่นี่มานาน เพราะท่านรักและกตัญญูกับอาจารย์สุนิตย์(ผู้ก่อตั้งโรงเรียน)ซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว พระคุณของท่านต่อครอบครัวเรามากมายนัก ผมยังจำได้หากคุณพ่อของผมท่านมีเวลาท่านจะเข้ามาสอนผมและเพื่อนๆเล่นอังกะลุง ไว้ใช้เล่นตอนเคารพธงชาติ มีเรื่องเล่าอีกหลายๆ เรื่องซึ่งเป็นความทรงจำและประสพการณ์ที่ดีๆ ต่อโรงเรียนนี้เมื่อในอดีต ผมจะรวบรวมมาแบ่งปันประสพการณ์ให้ทุกท่านฟัง เพื่อเป็นเกียรติแก่โรงเรียนพลับพลาศิริ วิทยา (โรงเรียนเก่าของผม แม่ และน้องๆทุกคน) ขอบคุณครับ
เราอยากให้พลับพลาอยู่กะพวกเราตลอด
เมื่อตอนที่รู้เราถึงกับบ่อน้ำตาแตกเลยอ่ะ TTOTT
ไม่นึกว่าวันนี้จะเกิดขึ้น
เราผูกผันกะโรงเรียนนี้มาก
เราคิดว่าวันนี้มันต้องเกิดขึ้นแน่
แต่พอเกิดขึ้นกับทำใจไม่ได้จริงจริง
เราจะอยู่กะพลับพลามา 9 ปี
พลับพลาศริ
เราจะไม่ลืมชื่อนี้เด็ดขาด
รู้สึกใจหายที่ได้ทราบข่าวนี้ ผมไม่ได้ไปเยี่ยมที่โรงเรียนมาเกือบ 3 ปี รู้สึกเสียดายโรงเรียนดีดีมีคุณภาพ แต่ด้วยระบบการแข่งขัน รวมทั้งทัศนคติของพ่อแม่ผู้ปกครองและรัฐขาดการโอบอุ้มโรงเรียนเอกชนดีดีอย่างแท้จริง ปล่อยให้ต่อสู้ไปตามระบบแข่งขันปกติ ซึ่งโรงเรียนของรัฐบาลก็เป็นผู้ดึงดูดนักเรียนเสียเอง อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองและสังคมมาร่วมมือกันสืบสาน ร่วมพลิกฟื้นโรงเรียนขึ้นมาใหม่ด้วยอุดมการณ์เดียวกัน เช่นเดียวกับโรงเรียนเพลินพัฒนา
โรงเรียนนี้ดีมากๆเลยคะ ทำให้ดิฉันเรียนภาษาอังกฤษเก่ง ใช้คอมพิวเตอร์ได้คล่อง คุณครูใจดีทุกคน ตอนนี้ทำงานไม่ค่อยว่าง อยากกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเหมือนกัน เคยไปตอนปี 1 โรงเรียนเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คุณครูทุกคนยังใจดีเหมือนเดิมคะ
โรงเรียนพลับพลาศิริ แต่เดิม ชื่อเต็มว่า โรงเรียนพลับพลาศิริวิทยา ซึ่งสมัยก่อนนั้นการบริหารงานถือเป็นโรงเรียนตัวอย่างของจังหวัดนนทบุรีเลยก็ว่าได้ และยังได้รับชื่อเสียงมากมาย เด็กที่จบจากที่นี่หลายคนได้เป็นใหญ่เป็นโต ได้ทำงานในตำแหน่งที่ดีๆ และต่างก็ได้รับการอบรมให้มีคุณธรรมจริยธรรม ผมยังจำภาพบรรยากาศสมัยก่อนๆได้ คุณครูเก่าๆ หลายท่าน ซึ่งมากด้วยประสบการณ์ และ ความสามารถ ตั้งแต่สมัยอนุบาล จนถึงชั้นประถม ต่างก็ทุ่มเทใจให้กับการบริหารโรงเรียน ต่างกับสมัยนี้ ซึ่งไม่เหลือครูเก่าๆ ที่มีความสามารถอยู่อีกแล้ว เพราะดูจากการบริหารงานของโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีแล้ว การแข่งขันสูงเท่าเทียมกัน แต่ เขายังอยู่ได้ แต่ทำโรงเรียนนี้จึงอยู่ไม่ได้ ต้องลองกลับมาพิจารณาใหม่แล้วครับ ว่าสาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร
วันที่26 กุมภา 53
ไปที่พลับพลาสิค่ะ
มันเป้นวันสุดท้าย
มีกิจกรรมเยอะมาก
1.อำลาป.6
2.งานละครปีใหม่
3.อำลาโรงเรียน
มีกิจกรรมให้ทุกรุ่นมาร่วมกันค่ะ
มากันเยอะเยอะน่ะค่ะ
วันสุดท้ายแล้ว
รู้สึกเสียดายมากครับ ที่โรงเรียนที่ดีจะต้องหยุดการสอนไป ผมเองผูกผันกับโรงเรียนนี้มา ไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว ลูกสาว 2 คน ของผมเรียน ตั้งแต่อนุบาล จนจบ ป.6 ปัจจุบัน หลานผม ก็อยู่ในรุ่นสุดท้ายที่จะปิดโรงเรียน รับ-ส่งกันมา 10 ปีแล้ว ลูก ๆ บ่นว่าคิดถึงโรงเรียนนี้มาก ๆ เลย ผูกผันกับคุณครูทุกคน ผมเองก็ใจหายครับ พวกเราจะจดจำสิ่งดี ๆ ที่โรงเรียนนี้มอบให้ลูกหลานเรา ตลอดไปครับ
ผูกพันกับโรงเรียนนี้มากๆค่ะ อยู่มาตั้งแต่อนุบาลจนจบ ป.6
วันแรกที่เข้าโรงเรียนยังร้องไห้ตามพ่อกับแม่อยู่เลย ตอนนี้อยู่สตรีนนท์ค่ะ
ที่นี่ให้อะไรมากกว่าที่จะบรรยายนะ เมื่อกลับไปเยี่ยมโรงเรียน(ทุกวัน)
ก็เหมือนเดิม คุณครูทุกท่านก็เหมือนเดิม เหมือนไม่ได้จบจากโรงเรียนนี้เลย
ที่นี่สอนให้กล้าแสดงออกค่ะ พราวรู้ตัวเองดีว่าเมื่อก่อนขี้อายมาก
แต่เมื่อได้รับการฝึกฝนจากเวทีแสดงออกจากที่นี่ ได้รับความเอาใจใส่อย่างดีจากคุณครู
ไม่ว่าจะป็นโอกาสที่จะได้พูดหน้าเสาธง เป็นตัวแทนในการพูดกล่าวต่างๆ
รวมทั้งคนอื่นๆด้วย ซึ่งพราวคิดว่าโรงเรียนอื่นไม่น่าจะเปิดโอกาสให้เด็กเท่าไหร่
จำได้เลยว่าครั้งแรกสั่นมากๆค่ะ 555+ (ในที่สุดก็เผาตัวเอง)
แต่สุดท้ายเมื่อบ่อยขึ้นก็กล้าขึ้นค่ะ ออกแนวจะมากเกินไปด้วย นะ --*
อีกเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังค่ะ คือเรื่องของการทำ Project ในแต่ละปี
สอนให้เด็กคิดอย่างมีระบบและเหตุผล สอนให้ทำงานเป็นกลุ่ม และตรวจสอบการทำงานอยู่เสมอ
ถามว่าตอนรู้เรื่องเหรอว่าที่เรียน Project มีจุดประสงค์อะไร...?
คำตอบก็คือ ในตอนนั้นไม่รู้หรอกค่ะ เรียนๆไปงั้นแหละ ให้มันผ่านๆไป
แต่สุดท้ายเมื่อจบออกมา ก็สามารถใช้กระบวนการคิดและการทำงานเป็นหมู่คณะเนี่ย
ไปใช้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร จริงๆนะ บางครั้งทำโครงงานที่สตรีนนท์
เพื่อนคนอื่นบอกคิดไรซับซ้อนมากมาย แต่พราวว่ามันมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
ถามตัวเองว่าไปมองมันง่ายไปเองรึป่าว พอนึกกลับมาได้
ว่ามันไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่เราคิดเป็นขั้นเป็นตอนเท่านั้นเองค่ะ
แล้วมันก็เป็นข้อได้เปรียบมากกว่าคนอื่นด้วย ในความคิดพราวนะ
ส่วนเรื่องคุณครูทุกท่านที่นี้กันเองกับเด็กมากเหมือนเพื่อนเล่นค่ะ
แต่ก็ยังสอนให้เด็กมีมารยาทและวางตัวกับผู้ใหญ่อย่างเหมาะสมด้วยค่ะ
อาหารก็หร่อยน๊ะ (ไม่ได้แกล้งชมป้านวลกะพี่ยุ้ยนะ 5555+)
ชอบที่สุด คือ แกงเขียวหวานไก่ กะ ข้าวคุกกะปิ ค่ะ
สุดท้านนี้ถึงโรงเรียนจะปิดไปแต่พราวเชื่อว่าศิษย์เก่าหลายๆคนไม่มีทางลืมที่นี่แน่นอน เพราะอย่างน้อยโรงเรียนพลับพลาก็ยังเคยให้ความรู้ ประสบการณ์ และความผูกพันห่วงใยเด็ก อย่างจริงใจ พราวเชื่ออย่างนั้น เมื่อได้รับจดหมายของน้อง(ลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ ป.6)
ว่าโรงเรียนจะปิดก็เหวออยู่พักใหญ่เลยล่ะคะ ทำไงได้ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นก็ยังเรียนที่พลับพลาอยู่จนจบออกมา ก็รับรู้ถึงเรื่องสภาพเศรษฐกิจของโรงเรียนว่ากำลังแย่ และรู้ทั้งรู้ว่าต้องมีซักวันที่โรงเรียนจะต้องปิดตัวลงแต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ ชนิดตั้งตัวไม่ทัน...
ยังไงก็วันที่ 26 กุมภา 53 ที่จะถึงนี้ ก็จะไปงานเลี้ยงปิดโรงเรียนแน่นอนและเชื่อว่าเมื่อเจอกันที่ไหนก็จะทักทายกันแน่นอนค่ะ
ปล.รักพลับพลา ^^
ในนามของครูยุคปัจจุบันขอขอบคุณผู้ปกครองและนักเรียนที่รักทุกคนที่เข้าใจโรงเรียนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้หรอก ใครอยากจะเห็นลูกศิษย์ที่รักดังลูกของตัวเองต้องหาที่เรียนใหม่กลางคัน ไม่ใช่เป็นแต่ครูเก่าๆนะครูปัจจุบันก็มีวิญญานครูเหมือนกัน..อย่าจมปรักกับอดีตมากนัก(ตอบคำถามศิษย์เก่าลูกคุณครูรัตนาทั้งสองคน) สิ่งที่คนที่ถูกเรียนนำหน้าว่า "ครู" ไม่ว่าจะเป็นใครเรียกก็ตาม ผู้ปกครอง นักเรียน พ่อค้า แม่ค้า หรือใครๆ คำนี้มีความหมายมากจะทำอะไรก็ต้องคิดแล้วคิดอีกเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียกับคนที่เป็นครูทุกคนเพราะฉะนั้นจึงไม่น่าจะมีคำว่าครูเก่าหรือครูใหม่ การที่ต้องดูแลลูกคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกเรานั้น "ครู" ทุกคนเต็มร้อยอยู่แล้วไม่ใช้ครูเก่า เคยได้ยินมั๊ยครูเก่าบางคนบ่นที่จะต้องดูแลเด็กเนื่องจากเด็กซนหรือดื้อจนเกินไป ครูเก่าหลายคนที่ออกไปจากที่นี่ไปแบบกลางปีการศึกษาเกือบทั้งนั้นบางคนทิ้งไปกลางคันก็มีนะจะบอกให้ (ยกเว้นครูผู้ใหญ่จริงๆ 3 ท่าน..ขออนุญาติไม่ออกนามน่าจะรู้..) สำหรับ ด.ช.นิติศักดิ์ การที่บอกว่า "สมัยนี้ไม่เหลือครูเก่าๆที่มีความสามารถอยู่แล้วนั้"แสดงว่าสมัยที่เธอเรียนเธอเรียนกับครูที่ไม่มีความสามารถงั้นสิ สมัยที่เธอเรียนมีครูหลายท่านอย่างไรก็ให้เกรียติกันบ้างก็ดีนะสงสารความรู้สึกครูที่เค้าอาจจะได้อ่านข้อความนี้ แล้วเค้าเคยสอนเธอมาด้วยใจบริสุทธ์
เราตอบกันสั้นๆพอเข้าใจนะพอดีเปิดเข้ามาแล้วได้อ่านปกติไม่เคยเปิดเข้ามาอ่าน แหม วันนี้โชคดีจัง เอาไว้เจอกันแล้วคุยกันดีกว่า (ถ้าไม่เข้าใจ)
สำหรับผู้ปกครองทุกท่าน ลูกศิษย์ทั้งเก่าและปัจจุบัน ที่เข้าใจ คิดดี รักโรงเรียน ไม่เปรียบเทียบ เราเจอกันด้วยความรักและความเข้าใจ วันศุกร์ที่ 26 ก.พ. 53 จริงๆงานมีตั้งแต่เช้าไม่มีกำหนดเลิก กำหนดการคร่าวๆ ช่วงเช้าไปอำลาหลวงพ่อและอิหม่าม ไปเวียนเทียนที่วัดเขมา ช่วงบ่าย กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ (ถ้าศิษย์เก่าอยากร่วม เรียนเชิญได้เลย) ต่อด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ ช่วยเย็นเชิญชมผลงานชิ้นสุดท้ายที่เราสร้างให้เป็นความรู้กับนักเรียนถือว่าเป็นนวัตกรรมชิ้นโบว์แดงก็ว่าได้ เป็นกิจกรรมเวทีแสดงออกภาษาอังกฤษของโรงเรียนที่เราทำกันเป็นประจำทุกทุกปีการศึกษา ต่อด้วยกิจกรรม "ความทรงจำ" ฝากความรัก ความระลึกถึง ความเข้าใจในสิ่งดีดีซึ่งกันและกัน เป็นมิตรภาพและภราดรภาพ ตลอดไป (ใครที่คิดว่าไม่เข้าใจเรา หรือ ไม่รักเราจริงในความเป็นปัจจุบัน "อย่ามานะครับ..เดี๊ยวไม่สนุก ! )
แล้วพบกัน......รักทุกคน........จริงใจ.........ไม่หลอกลวง..........เสมอต้นเสมอปลาย.............ครูเอก