ประเด็นที่น่าคิดก็คือ การเผชิญอยู่กับปัญหา ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือความคิดในใจคนต่างหากที่ไปไกลแค่ไหน? คิดมากหรือไม่? เป็นคนย้ำคิดเพียงใด?
วันนี้ มีผู้คนปรึกษาหลายราย ล้วนแล้วเป็นปัญหาระดับปัจเจกบุคคลแทบทั้งสิ้น แม้บางเรื่อง ผู้หยิบยกปัญหาดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องส่วนรวม ผูกโยงประเด็นได้ดี แต่ท้ายสุดแล้วก็หนีไม่พ้นปัจเจกบุคคลอยู่ดี
ผู้เขียนจึงเสนอแนะไปว่า ก่อนนี้เมื่อเราเป็นเด็กเล็ก ๆ ปัญหาที่เกิดก็เพื่อทดสอบบทเรียนเล็ก ๆ เท่านั้น และปัญหาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีผู้ใหญ่ปกป้อง แก้ไขให้เสมอ ปัญหานั้น ๆ จึงหมดไป
แต่เมื่อเราโตขึ้น ได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ โดยผ่านบทเรียนตามตัวหนังสือ คุณครูเมื่อต้องการทดสอบว่าลูกศิษย์ผ่านหรือไม่? ต้องให้โจทย์ปัญหา นักเรียนจึงทันได้เตรียมตัว เพราะทุกคนรู้ว่านี้คือแบบทดสอบ
หรือแม้เมื่อทำไม่ทัน หรือเวลาแก้โจทย์มีน้อย คุณครูก็ใจดี บอกให้ไปทำที่บ้าน จึงเรียกชุดปัญหานั้นว่า "การบ้าน" ซึ่งวิธีแก้ ถ้าไม่ได้ก็มีพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ได้แนะนำ สั่งสอน วิธีการและเทคนิคให้ หรือบ้างครั้งก็สามารถแก้ปัญหาร่วมกันได้
แบบทดสอบที่ให้มาโดยมากก็เป็นลักษณะคำตอบสำเร็จรูป ซึ่งมีประเด็นเดียว ไม่ซับซ้อนอะไร? เช่น ๕+๕ =?
แต่เมื่อ เราออกจากสถาบันการศึกษามาแล้ว ได้ใช้ชีวิตจริง ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริง จึงเข้ามาเรียกว่า "เวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยงใดใด" จึงเป็นทักษะของแต่ละคนในการแก้ปัญหา...แม้พ่อแม่พี่น้อง จะพยายามช่วยแก้ปัญหา บางครั้งปัญหานั้น ใคร ๆ ก็ช่วยแก้ไม่ได้ เพราะมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าที่คิด
บางคนใช้วิธีเผชิญหน้าปัญหา ผลออกมาถ้าไม่ชนะ ก็พ่ายแพ้
บางคนใช้วิธีหนีปัญหา ผลออกมาถ้าไม่ตาย ก็เป็นคนหลักลอย
บางคนใช้วิธีเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหา ผลออกมาถ้าไม่สำเร็จทันที ก็เป็นการฝึกฝนเรียนรู้ต่อไป
ดังนั้น จะเห็นว่าโจทย์ปัญหาในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ ๕+๕=? แต่จะเป็น อะไรมีค่าเท่ากับ ๑๐ ซึ่งอาจจะใช้วิธีบวก (๘+๒)ก็ได้ ลบ(๒๐-๑๐)ก็ได้ คูณ(๒x๕)ก็ได้ หรือหาร(๒๐/๒)ก็ได้ ขึ้นอยู่กับทักษะชีวิตของใครของมัน
ประเด็นที่น่าคิดก็คือ การเผชิญอยู่กับปัญหา ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือความคิดในใจคนต่างหากที่ไปไกลแค่ไหน? คิดมากหรือไม่? เป็นคนย้ำคิดเพียงใด?
ประการสำคัญคือ "สติ" ที่แปลว่า "มีอยู่" แล้วอะไรละที่ควรมีอยู่กับเนื้อกับตัว กับใจที่ไร้ที่ยึดเหนี่ยว ถ้าไม่ใช่ "ปัญญา" ที่แปลว่า "รู้รอบ" ดังนั้น ทางพุทธศาสนาจึงใช่ร่วมกันว่า "สติปัญญา" ซึ่งแปลว่า "ความรู้รอบที่มีอยู่" ซึ่งก็คือ การรู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาลเวลา รู้บุคคล และรู้ชุมชนนั่นเอง
หรือแม้เมื่อยกศัพท์ให้สูงขึ้นอาจใช้คำว่า "พุทธะ" ที่แปลว่า "รู้-ตื่น-เบิกบาน" อย่างรู้เท่าทันก็ได้
อย่างไรก็ตาม ก็ขอฝากข้อคิดวันนี้ไว้ว่า "แม้ความคิดจะไปไกล แต่ใจต้องมั่นคง"
....................