ข้าพเจ้าเกิดการตั้งคำถามกับตนเองว่า เส้นทางการเดินทางของ R2R นั้นคืออะไรกันแน่ ระหว่างการเคี่ยวเข็นคนทำงานให้มีความเป็นเลิศและเชี่ยวชาญทางวิจัย หรือต้องการพัฒนาศักยภาพแห่งทางปัญญาและความละมุนละไมในชีวิตการทำงานของผู้คน
ครั้งหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการดำเนินงาน อ.หมอสมศักดิ์ ได้พูดในที่ประชุมว่าการตอบโจทย์คำถามการวิจัยที่ใช้สถิติร้อยละ แต่สามารถทำให้งานประจำดีขึ้น ปัญหาได้รับการแก้ไขนั่นก็ถือว่าเป็นงานวิจัยที่ดีได้
ย้อนกลับไปสมัยเมื่อเรียนหนังสือที่เป็นการเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดเป็นความอิ่มตัวและเลิกเรียนไปเองนั้นทำให้ได้ทราบในตนเองว่า ในกระบวนการวิจัยนั้นมีหลากหลายรูปแบบและวิธีวิทยาการวิจัยที่ไม่ใช่การผูกขาดเพียงแค่การใช้สถิติมาตอบคำถาม บางครั้งคำตอบของการวิจัยเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษร(ข้อมูลเชิงคุณภาพ)แต่สามารถทำให้อธิบายปัญหาต่างๆ ได้แจ่มชัด นั่นน่ะก็ถือว่าเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพได้อีกงานหนึ่ง
วิจัยในความหมายแล้วคือ กระบวนการศึกษาเพื่อแสวงหาคำตอบแห่งปัญหาด้วยความคิดที่เป็นระบบ
แต่พอพูดถึงวิจัยผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะมุ่งเป้าไปที่การต้องไปร่ำเรียนระเบียบวิธีวิจัยและสถิติ ซึ่งสองเรื่องนี้เป็นเพียงเครื่องมือหรือเป็นกระบวนการที่เราสามารถนำไปสู่การตอบคำถามนั้นได้
วิจัยเป็นกระบวนการที่มุ่งสืบเสาะหาสาเหตุและมุ่งไปสู่ผล
ทำให้เราหลุดออกจากความสะเปะสะปะหรือเดาสุ่ม แต่ในการทำวิจัยเราอาจคาดเดาไว้ก่อนได้แต่นั่นที่สุดแล้วเราก็ต้องหาคำตอบอย่างเป็นระบบระเบียบ อย่างเป็นเหตุและเป็นผล
ตัวอย่างงานวิจัยของหนูหิ่ม รปภ.รพ.ป่าติ้วที่ไม่สามารถจัดระบบการจัดระเบียบจราจรในโรงพยาบาลได้ จึงอยากลองสำรวจดูว่าปัญหาระบบจราจรในโรงพยาบาลนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นหนูหิ่มก็เริ่มศึกษาปรากฏการณ์โดยเริ่มสืบเสาะสำรวจไปตั้งแต่พฤติกรรรมการผ่านเข้าออกประตู การสวมหมวกกันน๊อค ข้อค้นพบของหนูหิ่มทำให้หนูหิ่มสามารถนำมาวางแผนการจัดระบบจราจรในโรงพยาบาลได้สอดคล้องกับความต้องการได้ชัดเจนขึ้น ฐานคิดเชิงวรรณกรรมที่หนู่หิ่มนำมาใช้ก็ไปสอดคล้องในหลักการของเรื่อง Lean หนูหิ่มทำหน้าที่วางแผนเก็บข้อมูลพี่ๆ พยาบาลช่วยเป็นพี่เลี้ยง
หากว่าความเข้าใจผิดของ R2R แพร่ระบาดอย่างมากที่จะกัดวงเฉพาะในเรื่องระเบียบวิธีวิจัยที่เคร่งครัดและสิถติที่ยุ่งยากซับซ้อน หนูหิ่มจะไม่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้การแก้ไขปัญหาของตนเองอย่างเป็นระบบตามแนวทาง R2R
การขับเคลื่อน R2R ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องการทำเรื่องยากให้มันง่าย ... ดั่งเช่นพูดเรื่องวิจัยให้คนฟังใจหึกเหิมและมองว่ามันง่ายอยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียวเอง
...
๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔
ชอบบทความนี้จังคะอาจารย์พี่ kapoom
เห็นด้วยคะว่า "สถิติ" เป็นเพียงเครื่องมือ แต่การแปรผลและนำผลไปใช้ ต้องการ "สติ"
...
สถิติวิเคราะห์ตระกูล regression ตั้งบนสมมติฐานว่า ปัจจัยต่างๆ สัมพันธ์กันแบบ "linear" ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่เป็นเช่นนั้น..
เมื่อใช่สติ...นั่นน่ะหมายถึงปัญญานั้นเกิดขึ้นแล้วค่ะ
เรียนไปเรียนมาถึงได้รู้ว่าเราติดกับดักทางความรู้อย่างไม่รู้ตัว ที่ไปหลงยึด Theory อย่างเคร่งครัด หารู้ไม่ว่า "ธรรมชาติ" นั้นมีสิ่งให้เรียนรู้อย่างมากมาย...
การได้เรียนรู้นั่นน่ะเกิด ...การวิจัยเกิดขึ้นแล้ว
หากว่าเรามัวหลงยึดอยู่แต่กับความเป็นเลิศทางระเบียบวิธีวิจัยมากจนทำให้เราขาดความเป็นอิสระ...เราจะพลาดโอกาสของการได้เรียนรู้...อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
R2R ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยพัฒนาการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะ รพ.สต.ซึ่งเป็นหน่วยงาน หรือองค์กรที่อยู่กับประชาชน ควรจะมีการทำวิจัยงานในพื้นที่ตนเอง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว นวก.ส่วนใหญ่ หรือ จนท. ของรพ.สต. ยังไม่ตระหนักและยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เฉพาะที่จะทำงานตามนโยบายก็แทบกระอักเป็นเลือดแล้ว และขณะนี้ทางหน่วยงานที่ทำอยู่ก็กำลังทำการศึกษาวิจัยอยู่ อาจจะขอรับชี้แนะจากท่านผู้รู้ทั้งหลายในโอกาสต่อไป
เป็นเช่นในบทความนี้
จริงๆ ด้วย