๔ ตุลาคม ๒๕๕๔
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
วันจันทร์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๔ เช้านั่งทำงานแฟ้มเอกสารที่ห้องสโมสร เพราะสาย ๆ จะเดินทางไปราชการที่จังหวัดจันทบุรี ด้วยมีการประชุมสัมมนากรรมการ ๓ คณะของเขต คือ อ.ก.ค.ศ.เขต คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และคณะกรรมการติดตาม ประเมินผลและนิเทศการศึกษา ที่โรงแรมเจ้าหลาวทอแสงบีช อ่าวเจ้าหลาว อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี คณะเดินทางด้วยรถทัวร์ปรับอากาศไปตั้งแต่เช้า ผมเป็นทัพหลังจะเดินทางโดยรถตู้ เพราะมีกรรมการติดประชุมสำคัญ ๒ ท่าน คือ ท่านครรชิต หิรัณยหาด และท่าน ผอ.สำเริง ทองมอญ ระหว่างรอมีแขกแวะมาเยี่ยมหลายราย เที่ยงได้รับทราบว่ามีการพิจารณาย้าย ผอ.สพป./ผอ.สพม. ประจำปี ภาคเช้าประชุมคณะกรรมการกลั่นกรอง บ่ายจะเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ. สำหรับผมตอนเช้าคลื่นลมแปรปรวน บ่ายคลื่นลมจึงสงบ อยู่ปทุมธานีมา ๒ ปีเต็ม เป็นนายท้ายเรือที่ถือหางเสือให้เรือวิ่งไปในเส้นทางปกติเท่านั้น ไม่ได้พัฒนาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับ ๒ เขตที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะเป็นช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการแยกเขตประถมศึกษาและเขตมัธยมศึกษา อาคารที่ทำการก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ได้แต่หวังว่าในห้วงเวลาที่ปทุมธานีมี ส.ส. เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชื่อ นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ความหวังของพวกเราจะสำเร็จผลลงได้ ก่อนเดินทางได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ให้ช่วยทำข้อมูลการจัดสรรสื่อการสอนจากงบประมาณเหลือจ่ายให้โรงเรียนในพื้นที่ภาคกลางทุกเขต ได้มอบท่านรองฯ สมมาตร ชิตญาติ และท่านรองฯ ประพฤทธิ์ บุญอำไพ เป็นแม่งานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานต่าง ๆ ที่ระดมกันมาช่วยงานนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง ๒ ชั่วโมง คณะของผมเดินทางใช้ถนนมอเตอร์เวย์ มาแยกเข้าบ้านบึง ตรงไปสายอำเภอแกลง เมื่อบรรจบกับถนนสุขุมวิท มีทางแยกลงไปชายทะเล ตามป้ายบอกทาง มาถึงที่พักได้เวลาอาหารเย็นพอดี ฟังสรุปงานจากท่านรองฯ กฤษณะ เลิศวิชานันท์ ทราบว่าผู้เข้าสัมมนาพอใจมาก โดยเฉพาะวิทยากรซึ่งเป็นตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ให้ความกระจ่างในการทำงานได้ชัดเจน ท่าน รมช.ศธ.ประสานมาว่าได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วทันเวลาพอดี โล่งอกไปที ภาคกลางคืนมีการบันเทิงกันพอสมควร ประมาณ ๔ ทุ่มก็เข้านอน ฟังเสียงคลื่นเคล้ากับสายฝนจนหลับไป

วันอังคารที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ เมื่อคืนฝนตกหนัก มาซาเม็ดเอาตอนเช้า บรรยากาศริมทะเลคลื่นค่อนข้างจัด ไปรับประทานอาหารแบบบุฟเฟ่ที่โรงแรมจัดไว้ให้ ถามหาร้านที่จำหน่ายหมูชะมวงแบบกระป๋อง เขาบอกว่าที่ร้านมีจำหน่ายแต่เป็นแบบที่รับประทานกันเมื่อคืนที่ครัวของโรงแรมแช่แข็งไว้ อุดหนุนไปทานที่บ้าน ๓ ถุง ราคาถุงละ ๑๔๐ บาท เดินทางลัดเลาะถนนที่คดเคี้ยวไปมาไปออกตัวเมืองจันทบุรี แวะซื้อของฝากที่ตลาดน้ำพุ อีกเล็กน้อย มีทั้งหมูชะมวงแบบกระป๋อง น้ำปลาตรากระต่าย เส้นหมี่จันทบุรี เรียบร้อยแล้วจึงเดินทางกลับ มาแวะทานอาหารกลางวันที่บ้านเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ฝ่าสายฝนกันมาตลอดเส้นทางจนถึงคลองหลวง ไปส่งท่านสมพงษ์ ที่เทศบาลเมืองท่าโขลง กลับเข้าสำนักงานเขตล้างหน้าล้างตาพอหายเหนื่อยเรียกความสดชื่นกลับมาจากการเดินทางไกล เดินทางไปโรงเรียนวัดท้ายเกาะ อำเภอสามโคก เพื่อรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเดินทางมาตรวจสถานการณ์น้ำท่วมและแจกถุงยังชีพ ปีนี้น้ำท่วมสูงกว่าปีที่แล้ว โชคดี อบจ.ปทุมธานี ได้สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้พื้นสูงกว่าระดับน้ำจึงแก้ปัญหาเรื่องที่เรียนไปได้มาก โรงเรียนทอดสะพานไม้จากถนนไปยังตัวอาคาร อบจ. แล้วเจาะประตูด้านหลังอาคารไม้เพื่อทำสะพานเชื่อมต่อกันไป สรุปแล้วยังสามารถใช้สอยได้ทุกอาคารและทุกห้องเรียน เพราะเป็นอาคารมีใต้ถุน มาร่วมแจกถุงยังชีพที่ อบต.ท้ายเกาะ จากนั้นชวนท่านรัฐมนตรีมารับประทานอาหารเย็นที่สโมสรสำนักงานเขต มีทีมงานทั้งสำนักงานและผู้บริหารโรงเรียนช่วยจัดการให้ ประมาณ ๒ ทุ่ม รัฐมนตรีเดินทางไปร่วมงานเกษียณอายุราชการของครูที่ สพป.ปทุมธานี เขต ๒ พวกเราอยู่กันจน ๔ ทุ่มจึงกลับที่พัก

วันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ ภาคเช้าเป็นประธานกรรมการจัดสรรเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ต่ำกว่าสายสะพาย ให้กับข้าราชการในสังกัด ตัวเครื่องราชฯ มีน้อยกว่าจำนวนคนที่ได้รับพระราชทาน จึงต้องมาจัดสรรปันส่วน ทำไปทำมาก็ได้เพียงน้อยนิด บ่ายลงไปห้องประชุมเล็กชั้นล่างเพื่อเป็นประธานกรรมการเป็นประธานในการประชุม คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนจ้างครูรายเดือนแก้ปัญหา ขาดแคลนครูขั้นวิกฤต ปัญหาสำคัญคืออัตราเหล่านี้ไปอยู่ในโรงเรียนที่ครูเกินเกณฑ์ จึงต้องจัดสรรให้กับโรงเรียนที่ขาดครู แต่มีเงื่อนไขว่าต้องรับครูอัตราจ้างเหล่านี้ไปด้วยถ้าเขาสมัครใจ

เย็นไปร่วมแจกถุงยังชีพกับ รมช.ศธ. นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ที่หน้าวัดบางเตยกลาง อำเภอสามโคก

จากนั้นพากันเดินทางไปร่วมงานเกษียณอายุราชการครูโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี อยู่ร่วมงานจน ๒ ทุ่มส่ง รมช.ศธ.เสร็จเดินทางกลับที่พัก

วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ ภาคเช้าเป็นการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ ไม่มีอะไรยุ่งยากเพราะถือเอาครั้งที่ ๑ เดือนเมษายนเป็นหลัก ในระบบเงินเดือนครูยังเป็นแบบขั้นเหมือนเดิม ส่วนบุคลากรทางการศึกษาเป็นแบบร้อยละเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน

บ่ายทำงานแฟ้มเอกสาร จนเย็นไปร่วมแจกถุงยังชีพกับ รมช.ศธ. นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ที่วัดสามัคคิยาราม
เสร็จจากแจกถุงยังชีพ ไปโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี เพื่อเป็นประธานงานเกษียณอายุราชการของครูกลุ่มเครือข่ายที่ ๑ ฝนฟ้ากระหน่ำจนต้องกระชับพื้นที่ พอฝนซาเม็ดจึงขอตัวเดินทางกลับสำนักงานมานั่งรอการโอนเงินเหลือจ่ายจาก สพฐ.ที่เข้ามาเย็นนี้ประมาณ ๑๕ ล้านบาทเศษ ประมาณ ๓ ทุ่มเดินทางกลับที่พัก

วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ วันสุดท้ายของปีงบประมาณ มีงบประมาณเหลือจ่ายจาก สพฐ.โอนมาให้โรงเรียนจัดซื้อสื่อและจ้างอาคารเรียนเกือบ ๔๐ ล้านบาท เจ้าหน้าที่ต้องกันเงินกันอย่างเร่งรีบ เพราะกลัวงบประมาณจะตก เที่ยงไปทานข้าวกลางวันกับท่านรองฯมนตรี พรหมลาวัณย์ และคุณกาญจนา โกสุม ซึ่งเกษียณอายุราชการในวันนี้ มีกลุ่มอำนวยการเป็นเจ้าภาพที่ร้านอาหารเรือนลำดวน อิ่มแล้วเดินทางไปโรงแรมเอสดี อเวนิว ตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพื่อประชุมกับคณะทำงานวางรูปแบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าแข่งขันระดับนานาชาติ ของ สพฐ. อยู่จน ๑๖ นาฬิกาจึงเดินทางกลับเขต เย็นไปร่วมงานเกษียณอายุราชการของ ผอ.กิจจา ชูประเสริฐ โรงเรียนปทุมวิไล อยู่จนส่ง รมช.ศธ. นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เดินทางกลับไปช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมที่สิงห์บุรี จึงเดินทางกลับไปสมทบกับคณะเจ้าหน้าที่กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ ที่ปิดงานกันในวันสุดท้ายของปีงบประมาณ ลงมาแก้เครียดกันที่สโมสร มีครูมาสมทบสี่ห้าท่าน อยู่จน ๔ ทุ่มจึงเดินทางกลับที่พัก

ได้อ่านอินไซด์โหรา จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เป็นบทความที่เข้ากับฤดูกาลพอดีจึงขออนุญาตคัดมาฝากผู้อ่านไว้ในสัปดาห์นี้
"เดือนกันยายนเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต คนที่ทำงานรับราชการ หรือคนที่ทำงานบริษัทที่มีกำหนดอายุการทำงานแค่ 60 ปี พอครบก็ต้องเกษียณพ้นจากตำแหน่งหน้าที่การงานออกไปพักอยู่กับบ้าน หรือจะไปทำงานอย่างอื่นตามที่ตั้งเป้าไว้ก่อนเกษียณ ที่แต่ละคนได้วางอนาคตบั้นปลายชีวิตของตนเองเอาไว้ปีนี้มีข้าราชการระดับสูงเกษียณอายุราชการกันมาก คนที่เคยเป็นใหญ่เป็นโต พอเวลาเกษียณ หมดหน้าที่ตำแหน่งแล้ว อยู่กับบ้านเฉยๆ ต้องระวังโรคเหงา และโรคซึมเศร้าเข้ามายึดครอง จากสถิติคนอายุ 60 ขึ้น เป็นช่วงของคนเตรียมแก่ เตรียมเจ็บ และเตรียมตาย ช่วงที่อันตรายของชีวิตคืออายุ 61-63 ปี จะล้มป่วยได้ง่ายเพราะจิตใจห่อเหี่ยว ซึมเศร้าเก็บตัวไม่พบผู้คน ถ้ามีโรคประจำตัวอยู่ก่อน อาการของโรคจะกำเริบและตายไม่เกินอายุ 63 ปี แต่ถ้าสามารถผ่านช่วงอายุ 63 ปีด่านมรณะไปได้ ก็จะอยู่ยาวจนอายุ 70 ปีขึ้น ช่วงอายุตั้งแต่ 71-80 เป็นช่วงของการเสื่อมถอยของสังขาร มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย คือหลังจะเริ่มงอผิวหนังเหี่ยวย่น ผมก็จะร่วงจนหัวล้าน ฟันก็จะเริ่มหมดปาก อะไรต่อมิอะไรในร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ ตั้งแต่อายุ 1-10 ปี ดาวอาทิตย์ครองเสวยอายุ พออายุ 11-20 ปี ดาวพุธเสวยอายุ พออายุ 21-30 ปี ดาวศุกร์เสวยอายุ 31-40 ปี ดาวจันทร์เสวยอายุ อายุ 41-50 ปี ดาวอังคารเสวยอายุ อายุ 51-60 ปี ดาวพฤหัสบดีเสวยอายุ พออายุ 61 ปี ดาวเสาร์เสวยอายุไปถึง 70 ปีช่วงอันตรายของคนวัยนี้คือ ช่วงอายุ 64 ปี เป็นช่วงที่ดาวเสาร์เสื่อมเป็นนิจ กระดูกจะหดตัว ทำให้เกิดการปวดเมื่อย นอนไม่หลับ คือนั่ง-ลุกไม่สบาย เจ็บไปทั่วสรรพางค์กาย และอีกช่วงคืออายุ 68 ปี ดาวเสาร์เป็นประ ช่วงนี้จะเจ็บป่วยง่าย เลือดลมเดินไม่สะดวก หัวใจอ่อนแอ ความดันสูง ถ้าใครป่วยหนักช่วงนี้ก็เตรียมจองวัดได้เลย และอีกด่านอันตรายคือ อายุ 69 เข้าช่วงภพมรณะ ใครที่เป็นมะเร็งก็เตรียมตัวตายได้เลย คนที่เคยดูดบุหรี่กินเหล้ามาตั้งแต่หนุ่ม ก็จะสะสมเอาสารพิษต่างๆ ไว้เต็มอวัยวะในร่างกาย จนเป็นโรคเรื้อรัง เรียกว่า "มะเร็ง" ถ้าใครผ่านช่วงนี้ไปได้อายุก็จะยาวไปถึง 80 ตั้งแต่อายุ 71-80 ปี ดาวมฤตยูเสวยอายุ ช่วงนี้ร่างกายจะมีการปรับเปลี่ยนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นอัลไซเมอร์ ขี้หลงขี้ลืม คนที่อายุ 61 ปี ถ้ามีโรคประจำตัว ต้องปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารและเรื่องอารมณ์ และหมั่นออกกำลังกาย ทำจิตใจให้ว่าง อย่าไปยึดติดกับอดีตที่ผ่านมามากนัก เพราะอิทธิพลดาวเสาร์ คือ เรื่องในอดีต เรื่องเก่าๆ ในชีวิต เรื่องทุกข์ ผิดหวัง สูญเสีย ล้วนอยู่ใต้อิทธิพลดาวเสาร์จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมา บางเรื่องทำให้ชีวิตเจ็บปวด และคั่งแค้น เช่น ในช่วงชีวิตที่มีอำนาจวาสนา มีคนห้อมล้อมหน้าหลัง จนเพลินไปกับอำนาจวาสนา พอเกษียณ หมดอำนาจวาสนา ผู้คนก็ห่างหาย เวลาโทร.ไปหาก็ไม่รับสาย จิตใจก็จะเริ่มโกรธ ทำให้เครียด พอเครียดมากๆ ก็นอนไม่หลับ ท้องก็จะเริ่มผูก โรคภัยไข้เจ็บก็จะตามมา ใครที่มีโรคประจำตัวก็จะกำเริบ ฯลฯ บางคนยังยึดติดกับอำนาจ พอเกษียณก็หันมาเล่นการเมือง เพื่อแสวงหาอำนาจที่หมดไปให้กลับคืนมา เงินทองที่หามาได้ก็จะหมดไป ตำแหน่งที่หวังก็ไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ต้องตายอย่างน่าอัปยศในบั้นปลายของชีวิต ช่วงนี้การเมืองกำลังเปลี่ยนผ่าน ผู้บริหารประเทศจะเป็นคนรุ่นใหม่อายุ 40 ปีขึ้น มาเป็นนายกฯ ส่วนคนสูงอายุในรัฐบาลชุดนี้ก็มีหลายท่าน ไม่รู้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะถึงคิวเมื่อไหร่ ตอนนี้คนซื้อรถคันแรกก็ได้ส่วนลดคันละหนึ่งแสน คนซื้อบ้านหลังแรกก็ได้ส่วนลดห้าแสน ข้าราชการก็ได้เงินเดือนเพิ่ม ปริญญาตรีคนละ 15,000 บาท ค่าแรงขั้นต่ำก็ได้คนละ 300 บาทต่อวัน ปวช. ปวส. ก็จะได้คนละ 9,000 บาท ผู้สูงอายุน่าจะแบ่งเป็นสามขั้นตอน คนที่อายุ 61-70 เพิ่มเป็นเดือนละ 1,000 บาท คนสูงอายุตั้งแต่อายุ 71-80 รับไปเดือนละ 2,000 บาท และคนอายุ 81-90 รับไปคนละ 3,000 บาท เพราะอายุแต่ละช่วงมีความจำเป็นในการใช้จ่ายไม่เท่ากัน อายุยิ่งมากสุขภาพไม่ค่อยดี ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพสูง เพราะอยู่ในช่วงเตรียมตาย ยังไงก็ต้องตาย จะตายช้าหรือตายเร็วก็หนีไม่พ้น ถ้าดูตามตัวเลขก็เหลือไม่เท่าไหร่ ส่วนคนอายุ 61-70 ยังแข็งแรง และยังพอมีเงินเหลือจากการทำงานเดือนละ 1,000 บาท ก็น่าจะพอ เพราะอยู่ในช่วงเตรียมแก่ ก็เลยอยากขอให้รัฐบาลอย่าลืมคนสูงอายุ ปัจจุบันนี้มีถึง 8 ล้านคน จะเป็นฐานเสียงให้ในอนาคต รัฐบาลกำลังแจกจ่ายเงินช่วยเหลือ ก็ทำให้เหมือนฝนที่กำลังตกท่วมไปทั่วประเทศ แบบฝนตกทั่วฟ้า การทำประชานิยมก็ต้องให้ทั่วถึง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ คนจะได้เชื่อว่าพูดจริงทำจริง"
กำจัด คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑