ผมติดตาม ดร. เจือจันทร์ จงสถิตย์อยู่ ผู้ประสานงานโครงการ LLEN ของ สกว. ไปเยี่ยมชื่นชมโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เมื่อเย็นวันที่ ๒๕ - เที่ยงวันที่๒๖ ก.ย. ๕๔ ไปแล้วจึงรู้ว่าโรงเรียนนี้ได้คิดค้นวิธีการเรียนรู้แห่งศตวรรษใหม่ (21st Century Learning) ขึ้นในบริบทไทย โดยไม่ได้ลอกเลียนของใครมา น่าทึ่งจริงๆ เราไปเห็นทั้ง PBL และ PLC ในบริบทไทยและบริบทของโรงเรียนที่ไม่เลือกนักเรียนเก่งใช้วิธีคัดเลือกโดยจับฉลากเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ตามความเป็นจริงในสังคมเราไปเห็นโรงเรียนที่ไม่บ้าอวดความ “เก่งวิชา” ของนักเรียนทั้งๆที่จริงๆแล้วเขาเก่ง
หัวใจสำคัญคือ เน้น “สอนคน” ไม่ใช่ “สอนวิชา”และในการ “สอนคน” นั้นเน้น “สอนแบบไม่สอน” คือเน้นที่การเรียนรู้ของผู้เรียนเองจึงจัดบรรยากาศสถานที่และความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างนักเรียนด้วยกันเองให้กระตุ้นการเรียนรู้โดยที่การเรียนรู้นั้นเลยจากเรียนรู้วิชาการเพื่อสติปัญญาไปสู่การเรียนรู้ทักษะด้านจิตใจด้านสุนทรียภาพและด้านการคิดและจินตนาการ
นักเรียนทุกชั้นจะใช้เวลา ๒๐ นาทีของทุกเช้าระหว่างเวลา ๘.๒๐ - ๘.๔๐ น. เรียน “จิตศึกษา”ถือเป็นการเตรียมพร้อมจิตใจหรือสมองต่อการเรียนในวันนั้นเป็นการฝึกเพื่อเพิ่มEQ (Emotional Quotient) & SQ (Spiritual Quotient) และผมตีความว่าเป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนา EF (Executive Functions) ของสมอง และผมตีความว่า การกล่าวคำขอบคุณพ่อแม่ ชาวนา ฯลฯ ก่อนรับประทานอาหารเที่ยงที่นักเรียนกล่าวดังๆ พร้อมกัน และพิธีชักธงชาติ และสวดมนตร์ที่หน้าเสาธง ก็เป็นการฝึกฝนด้าน “จิตศึกษา” ด้วย
วิธีเรียน “จิตศึกษา”ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามีความหลากหลายที่ผมไปเห็นมีการเดินจงกรมการนั่งสมาธิการใช้จินตนาการต่อ Lego ชั้น ป. ๑ เอาคลิปหนีบกระดาษ ๔ อันมาต่อเลข 7 ในเอกสารบอกว่าอาจใช้เวลาทำประโยชน์แก่สังคม ตามในบทความเรื่อง การเรียนรู้ในวัยเยาว์ : 3. พัฒนาการสมองด้าน Executive Functionที่ลงใน บล็อก council วันนี้ บอกว่าวิธีเพิ่ม EF ของสมองมี ๖ วิธี
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากตนเอง จากการคิด ไม่ใช่จากการเชื่อ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจึงไม่มีการสอบอย่างที่ใช้กันในกระทรวงศึกษา คือไม่จัด Summative Evaluation เลย แต่ผมกลับเห็นว่า นักเรียนถูก “สอบ” แบบไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาแต่เป็นการสอบแบบ Formative Evaluation คือสอบเพื่อทำความเข้าใจความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนแต่ละคน ผมคิดว่า นี่คือจุดแตกต่างที่สำคัญและกล้าหาญยิ่ง
ครูของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จึงมีทักษะด้านการทดสอบนักเรียนที่ล้ำลึกมาก และในการตีความของผม แทนที่ครูจะเน้น “สอน” แบบบอกข้อความรู้แก่เด็กครูกลับเน้นชักชวนให้เด็กคิดและแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการต่างๆนานาและคอยสังเกตเด็กว่ามีการเรียนรู้ก้าวหน้าไปอย่างไรสำหรับนำมาใช้ปรับบทบาทของครูเองและสำหรับนำมาใช้จัดกระบวนการเพื่อช่วยเด็กที่เรียนบางด้านได้ช้าข้อความในย่อหน้านี้ผมตีความเอาเองจากการไปเห็นเพียงครึ่งวันจึงต้องย้ำว่าไม่ทราบว่าตีความถูกต้องหรือไม่
แทนที่ครูจะเน้น “บอก” เด็กครูกลับเน้น “ถาม”ตั้งคำถามง่ายๆเพื่อชวนเด็กคิดเองแล้วตามมาด้วยคำถามที่ยากขึ้นหรือค่อยๆนำไปสู่กระบวนการคิดหาคำตอบหรือข้อความรู้ด้วยตนเอง
คำตอบของนักเรียนเท่ากับเป็น “ผลการสอบ” ทางอ้อมที่ครูใช้ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายคนนอกจากนั้นนักเรียนแต่ละคนต้องเขียนรายงานว่าตนเรียนรู้อะไรโดยเน้นเขียนเป็นผังความคิด (mind mapping) เขียนด้วยลายมือของตนเองต่อเติมศิลปะเข้าไปตามจินตนาการของตนดังนั้น ที่หน้าห้องและในห้องเรียนจึงมีรายงานของนักเรียนสำหรับแต่ละบทเรียนติดอยู่อย่างเป็นระเบียบ เต็มไปหมดนักเรียนจะได้เรียนรู้ว่าในเรื่องนั้นๆเพื่อนคนอื่นๆเข้าใจว่าอย่างไรและครูก็ได้ตรวจสอบว่านักเรียนแต่ละคนมีความเข้าใจหัวข้อนั้นและมีความก้าวหน้าของการเรียนรู้อย่างไรนี่คืออีกกิจกรรมหนึ่งของ formative evaluation หรือการ “สอบแบบไม่สอบ” หรือ “สอบเพื่อพัฒนา”
จึงเท่ากับนักเรียนเรียนรู้แบบทำโครงงาน(project) ที่เป็นการทำงานเป็นทีม (team learning) แล้วเขียนรายงานเป็นรายคน เพื่อสรุปว่าตนเรียนรู้อะไร ตอน เรียน/ทำงาน เป็นทีม ก็ได้ฝึกทักษะด้านความร่วมมือ (collaboration skills) หลากหลายด้าน รวมทั้งทักษะด้านความแตกต่างหลากหลาย และทักษะอื่นๆ ใน 21st Century Skills แล้วได้สะท้อนการเรียนรู้ของตนออกมาเป็นรายงาน โดยการเขียนด้วยลายมือ ตกแต่งด้วยศิลปะตามจินตนาการของตน ย้ำว่ารายงานต้องเขียนด้วยลายมือ ห้ามพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันการคัดลอกกัน นักเรียนจะได้รับการอบรมให้ซื่อสัตย์ ทำงานด้วยตนเอง ไม่คัดลอกกัน และเนื่องจากไม่มีคะแนน ไม่มีดาว เด็กจึงไม่ลอกกัน
การ“สอบแบบไม่สอบ” ครั้งใหญ่มีขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของ quarter โดยนักเรียนจะจัด การรายงานผลการเรียนรู้ในภาคเรียนนั้นของตนต่อทั้งโรงเรียน และผู้ปกครองก็ได้รับเชิญ มาฟังด้วยการรายงานนี้อาจจัดเป็นละครหรือเป็นหนังสั้นจึงเท่ากับทั้งโรงเรียน (และผู้ปกครอง) ได้มีส่วนประเมินการเรียนรู้ในภาคเรียนนั้นของนักเรียนแต่ละชั้นด้วยวิธีการ “สอบแบบไม่สอบ”
การเรียนแบบนี้ นักเรียนจะค่อยๆ บ่มเพาะตัวตนของตน เกิดความมั่นใจตนเองไปพร้อมๆ กันกับความเคารพผู้อื่น และเห็นข้อจำกัดของตนเอง ครูจะแสดงตัวอย่างการเคารพตัวตนของนักเรียน โดยไม่มีการดุด่าว่ากล่าว ไม่มีการขึ้นเสียง ไม่มีการลงโทษ เมื่อเด็กทำผิดวินัยครูก็จะถามว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น คำถามที่ถามต่อๆ กันจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ และหาทางแก้ไขตนเอง ดังนั้น การทำผิดวินัยจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
การเรียนรู้ที่นี่มีผู้ปกครองมาร่วมด้วย มีโครงการผู้ปกครองอาสา ในวันที่ผมไปชม ในชั้นอนุบาล ๑ มีคุณตา และคุณแม่ของเด็กเข้าไปนั่งสังเกตการณ์ในห้องด้วย รวมทั้งจะมีคนหรือองค์กรในชุมชนเข้ามาร่วมบางโครงการ ตรงกับหลักการที่ระบุใน พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ระบุให้ใช้ทรัพยากรการเรียนรู้จากหลากหลายแหล่งในสังคม
นักเรียนได้รับการฝึกให้เป็นคนตรงต่อเวลา (ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑) ผ่านกติกาต่างๆ คนที่มาโรงเรียนสาย ไม่ทันเวลาเคารพธงชาติและสวดมนตร์ จะต้องมาทำกระบวนการดังกล่าวเอง ตามกติกาว่าทุกคนต้องเคารพธงชาติและสวดมนตร์ก่อนเข้าห้องเรียนทุกวัน
ผมสรุปว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจัดการเรียนรู้แบบเน้น “เรียนความรู้มือหนึ่ง” ไม่ใช่เน้นเรียนแบบคัดลอกหรือแบบจดจำ “ความรู้มือสอง” จากครูหรือตำรา
จะเขียนต่ออีก ๑ ตอน หลังจากค่อยๆ เคี้ยวเอื้องความประทับใจ
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ก.ย.๕๔
|
บรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ ช่วยการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะ
|
|
ทุกสถานที่ ทุกจุดในโรงเรียนคือเครื่องอำนวยให้เรียนรู้ ครูต๋อย พรรณทิพย์พา ทองมี กำลังแนะนำ ตารางร้อย สำหรับเรียนเลขด้วยการเล่น
|
|
ตารางเรียนชั้น ป. ๔ แสดงการเรียนเพื่อพัฒนา ๓ ด้านใหญ่ๆ คือ จิตศึกษา วิชาการ และพลศึกษา เน้นเรียนด้วยโครงงาน
|
|
ห้องเรียนเป็น studio ไม่ใช่ classroom
|
|
ทุกสถานที่เป็นระเบียบเรียนร้อย นี่คือส่วนหนึ่งของการเรียน มีการจัดแสดงแผนและผลการเรียนหน้าห้อง เพราะต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในวงการศึกษา
|
|
ใกล้ ๘ น. นักเรียนมาเข้าแถวเคารพธงชาติกันเอง โดยไม่ต้องมีระฆังเตือน เป็นการฝึกสติ วินัย และการเป็นทีม
|
|
เดินจงกรมในวิชาจิตศึกษา
|
|
ต่อ Lego ในวิชาจิตศึกษา
|
|
หลักการเรียนแบบ PBL ในชั้นอนุบาล
|
|
ความหมายของ Transformative Learning
|
|
ปณิธานครูโรงเรียนลำปลายมาศวิทยา
|
|
ทางเดินฝึกสติ
|
|
สื่อสารกับผู้ปกครอง
|
|
กิจกรรมการเรียนรู้หลักเพื่อ ๔ เป้าหมาย สุนทรียะ จิตศึกษา สติปัญญา และการคิด-จินตนาการ
|














คุณครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เป็นตัวอย่างที่ดีจังเลยคะ ได้ทั้งเห็นคุณค่าคนอื่น โดยคงคุณค่าของตัวเอง..ขอบคุณมากคะ
มองย้อนไปที่การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา บางแห่งยังบรรยายในชั้นใหญ่ๆ แถมไม่มีการพัฒนาการเป็น Team Teaching สำหรับครู
เรียนท่าน อ.นพ.วิจารณ์
อ่านแล้วสงสัยค่ะว่า ทีมอาจารย์โรงเรียนลำปลายมาศ คิดและทำได้อย่างไร สงสัยน่าจะมี Personal Mastery และมี EF ที่ดีทั้งทีมใช่ไหมคะ กิจกรรมต่างๆจึงดูกล้าหาญ และบุกเบิกมาก
ขอบพระคุณอย่างสูงที่ให้เห็นภาพและแบบอย่างที่ดีค่ะ
ขอบคุณเสียงสะท้อนดีๆที่น่าประทับใจทุกๆเสียงครับ จากกัลยาณมิตรที่เข้ามาเยี่ยมชม โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หรือ โรงเรียนนอกกะลา
จะคอยอ่านตอนที่ 2 ครับผม..
ติดคามความเคลื่อนไหวเล็กๆ ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ได้ที่นี่ครับ http://www.facebook.com/lamplaimatpattanaschool
รออ่านตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อค่ะ