กรณีศึกษาวัย 1 ปี 9 เดือน ไม่ยอมเคี้ยวอาหาร กลืนอาหารเหลว/กัดมันฝรั่งกรอบได้ทันทีถ้าหิวและอยากเล่น ไม่ชอบให้แปรงฟัน/ใช้ผ้าพันนิ้วทำความสะอาดฟัน ไม่ชอบให้ประคองแก้วน้ำดื่มน้ำได้ดี ไม่เคยได้ฝึกทานนมจากขวด ไม่เคยโดนบังคับให้ทาน ไม่พูดเป็นคำ ติดทานนมแม่ ถ้าไม่ให้ทานนมแม่ ก็จะร้องขอ ไม่ชอบอยู่นิ่ง ยกเว้นให้ดูทีวี เด็กจะมีอารมณ์ร่วมหัวเราะสนุกสนานกับตัวการ์ตูนเด็ก (3 มิติ) ได้ดี ชอบเล่นกับเด็กโตและสามารถเล่นเสียงและนำเล่นได้ดี
ดร.ป๊อป ได้สังเกตและประเมินวิธีการเล่นกับคนแปลกหน้า การสื่อสาร การกินอาหาร การดูทีวี การจัดการอารมณ์หงุดหงิด การดูดนมแม่ การเล่นพร้อมการสื่อสารจ๊ะเอ้กับคุณพ่อคุณแม่ พบว่ามีการพัฒนาเด็กในการเคี้ยวที่ช้าพอๆ กับการเล่นน้ำลายและเสียงจากลิ้นกว่าเกณฑ์พัฒนาการ 3-6 เดือน และมีภาวะหลีกหนีจากสัมผัสในบริเวณช่องปากระดับเล็กน้อย (Mild Tactile Defensiveness, TD)
โปรแกรมที่ ดร. ป๊อป แนะนำได้แก่
- กิจกรรมบำบัดกับการปรับพฤติกรรมในการทานอาหาร โดยเพิ่มจำนวนมื้อตลอดวัน จำกัดบริเวณที่รับประทานอาหารไม่ปนกับการเล่น บังคับเล็กน้อย (1 คำ ทานไปพักไป) ในการป้อนอาหารผิวสัมผัสนิ่ม-กรอบละลายง่ายกับน้ำลาย เน้นการจับนั่งไม่แหงนคอและปิดปากเป็นพักๆ จนกว่าจะกลืนอาหารปนน้ำลาย มีการวางอาหารที่หลากหลายพร้อมเครื่องดื่มให้เด็กได้เล่นและเรียนรู้การหยิบทานเอง ไม่ต้องบังคับป้อนมากเกินไป ให้จิบน้ำบ่อยๆ ไม่ให้ลิ้นแห้งจนไม่เล่นน้ำลาย ให้พักโดยการทำกิจกรรมที่เด็กชอบมากๆ เช่น การเดินเล่นสำรวจสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องเดินตามป้อน จูงมือและเรียกเด็กมาที่บริเวณฝึกทานอาหาร การนั่งนอนดูทีวีมนช่วง 10-30 นาที ซึ่งวิธีนี้จะเบี่ยงเบนเมื่อเด็กล้มตัวนอนขอทานนมแม่ด้วย พยายามลดการทานนมแม่ลง 30-50% ของเวลาที่เด็กตื่นนอน แล้วเพิ่มกิจกรรมการปรับพฤติกรรมข้างต้นอีก 50-70% ของเวลาที่เด็กตื่นนอน อาหารที่ใช้ไม่ควรกังวลการได้รับสารอาหาร เพราะอาหารเด็กที่ทำจากอาหารครบห้าหมู่แล้วฝึกตลอดทั้งวันก็เพียงพอแล้ว
- กิจกรรมบำบัดกับการสื่อสารเล่นอย่างมีความหมาย โดยจัดตารางเรียนเล่นให้ชัดเจนในแต่ละวัน บันทึกความถี่ของการออกเสียง เมื่อเด็กเล่นเสียงและน้ำลายมากขึ้น หลังจากได้ทำกิจกรรมการทานอาหาร ก็พยายามเรียนรู้ถึงความหมายของการสื่อสารภาษาท่าทางและการออกเสียง (แตะริมฝีปาก ฟัน เหงือก และลิ้นให้มีหลากหลายเสียง) พร้อมเน้นกระซิบและเปล่งเสียงดังของพ่อแม่ให้เด็กรับรู้คำละ 3 ครั้ง บ่อยครั้งทั้งเวลาเล่นและเวลาทานอาหาร แนะนำให้หาสื่อภาพที่มีการเคลื่อนไหว แต่อย่าเล่าเรื่องอย่างเดียว ควรมีการเล่นเสียงและเว้นจังหวะให้เด็กเลียนแบบเสียงตามสื่อได้ ไม่บังคับการแปรงฟัน แต่ใช้ผ้าหรือพลาสติกหุ้มนิ้วจุ่มน้ำยาบ้วนปากหรือน้ำผสมฟูลออไรด์ของเด็กแตะบริเวณเหงือกแบบสั่น แตะฟันจากบนลงล่าง ทำเป็นส่วนๆ เพื่อความสะอาดในช่องปากหลังมื้ออาหารทุกครั้ง จากนั้นนวดลิ้นกระตุ้นน้ำลายให้ลิ้นแตะอวัยวะที่จำเป็นต่อการพัฒนาการเปล่งเสียงที่มีความหมายมากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นทั้งเด็กเล็กที่กำลังเล่นเสียงและเด็กโตที่กำลังมีภาษาพูดบ้าง อย่างไรก็ตามให้ฟังการตรวจระบบการได้ยินเพิ่มเติมจากแพทย์ เพราะดร.ป๊อป ส่งสัยภาวะการทำงานของหูชั้นใน/การทรงท่า Vestibular ที่อาจไวเกินไปทำให้ไม่อยู่นิ่งและการสะท้อนกลับของเสียงจากการได้ยินไม่ดีพอ สังเกตว่า ตกใจกลัวเมื่อได้ยินเสียงกริ่งบ้านดังๆ ด้วย และลังเลที่จะได้ยินเสียงกระซิบ
ดร.ป๊อป แนะนำถึง "ครอบครัวบำบ้ด (Family Therapy)" สำคัญมากในการลดภาวะหลีกหนีสัมผัสที่ส่งผลกระทบให้เด็กติดทานนมแม่ ไม่มีโอกาสได้เคี้ยวและสัมผัสอาหารจากฟันและริมฝีมากอย่างเพียงพอ ทำให้เด็กเล่นเสียงที่ไม่เป็นภาษาพูด รวมทั้งเริ่มตั้งเงื่อนไขทางอารมณ์ในการขอกินนมแม่ แต่โชคดีที่เด็กโกรธง่ายหายเร็วตามวัย สามารถลืมเหตุของอารมณ์เชิงลบได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญเด็กเลียนแบบนิสัยจากพ่อและแม่ ซึ่งเมื่อถามตอนตั้งครรถ์ แม่ไม่ยอมนอนพัก มีภาวะไม่อยู่นิ่ง (อาจเกิดก่อนกำหนดและมีภูมิแพ้) ทำให้มีผลต่อภาวะการพัฒนาประสาทสัมผัสที่ส่งผลต่อการพัฒนาอารมณ์และกล้ามเนื้อเล็กในการสื่อสารและการกินอาหารในปัจจุบัน