พระท่านว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นอย่างยิ่ง เราได้แต่เฝ้าสังเกตชีวิตมนุษย์ตั้งแต่คลอดเติบโตเป็นผู้ใหญ่และตายในที่สุด คำว่า "ตาย" ให้ความหมายบางอย่าง ในบางครั้งมันหมายถึงความน่ากลัว เพราะเราต้องพลัดพรากจากหลายสิ่งที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และไม่รู้ว่า "ตาย" ไปแล้วจะพบเจอเบื้องหลังความตายแบบไหน ถ้าตายแล้วไม่เกิดอีก ความเป็น "ฉัน" จะอยู่อย่างไร เราลองคิดดูว่า ตายแล้วไม่เกิด หมายถึง ตายแล้วจึงสลาย เหมือนกับเรานอนนิ่งอยู่บนที่นอน แล้วโดนอาวุธทันสมัยชนิดหนึ่ง ร่างกายและความเป็นตัวเราหายวับเป็นฝุ่นในพริบตา "เราอยู่ที่ไหน" "ความเป็นเราที่เคยเป็นหายไปไหน" เราจะทำอย่างไรถ้าความเป็นเราไม่มีอยู่แล้ว ความรู้สึกในตอนคิดถึงเรื่องนี้เหมือนตีบตัน บีบอัด แน่นขนัด
แต่ถ้าตายแล้วเกิดล่ะ เราจะไปอยู่ที่ใด จะอยู่อย่างไร มีอะไรอยู่เบื้องหน้า ที่แน่ๆคือ เรายังไม่อยากตาย เราอยากจะอยู่บนโลกใบนี้ที่มีอะไรให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย แต่นั่นแหละ ทำไมรอบตัวจึงมีสิ่งต่างๆให้ขัดใจได้ตลอดเวลา แล้วที่เราว่าโลกใบนี้สวยงามมันสวยงามตรงไหน พระท่านว่า โลกใบนี้สวยงามอยู่ที่ใจของเรา แล้วการที่คนทำสงครามกันจะมองว่าสวยงามได้อย่างไร เราลองคิดดู หากการทำสงครามคือกิริยา ซึ่งเรานั่งมองสิ่งนั้นอย่างเข้าใจ แม้ตัวเราต้องตายในสงคราม แต่เราก็ยังเข้าใจว่าการที่เราตายนั้นเพราะอะไร ทำไมต้องตาย ทำไมต้องอยู่ในสงคราม สาวหาเหตุผลจนเกิดความเข้าใจ การเข้าใจโลก น่าจะเป็นคำตอบของโลกใบนี้ที่สวยงาม ความสวยงามเกิดขึ้นที่ใจ ความสวยงามที่ว่านี้ไม่ใช่ความแปลกใหม่ ความแปลกใหม่ก็ใช่ว่าจะไม่เป็นสิ่งเก่า เพราะความแปลกใหม่เป็นเพียงอีกรูปแบบหนึ่งของสิ่งที่แตกต่างเท่านั้น หากวิเคราะห์เจาะลึกกันจริงๆ ความแตกต่างโดยสารัตถ์แล้วไม่มี
เมื่อทุกอย่างเคลื่อนตัวโดยที่เราบังคับไม่ได้ ทำไมเราต้องไปฝืนกับสิ่งที่ฝืนไม่ได้นั้น ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเอง อยู่อย่างเข้าใจ แล้วสุดท้ายเราจะอยู่อย่างสบายและตายอย่างตาหลับ ส่วนตายที่ว่านี้จะเป็นอย่างไรก็ช่างปะไร ถึงเวลาแล้วจะรู้เองว่าหลังตายมีอะไร ดับสูญหรือเดินต่อ จากนั้นค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง
สาธุ
สาธุ ด้วยครับ