สพป.ได้เล่าให้ผมฟังว่า ตอนทดสอบสมรรถภาพการอ่านการเขียนของนักเรียนเป็นรายโรงเรียนนั้น ได้ขอให้โรงเรียนเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองมาร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย จะได้รับทราบ เห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมในการกวดขันบุตรหลานในการอ่านการเขียนที่บ้านด้วย

    ๑๕- ๑๖ ก.ย. ผมได้เป็นประธานไปติดตามเยี่ยม สพป.มหาสารคามเขต ๑ พร้อมคณะของ สตผ.สพฐ.ได้เห็นรูปแบบ วิธีการนำเสนอผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ สพฐ.ทั้ง ๕ กลยุทธ์ อย่างเป็นระบบ โดยมีหลักฐานปรากฏที่ชัดเจนทั้ง ๕ กลยุทธ์
   
     เรารู้สึกว่าการนำเสนอผลงานของแต่ละกลยุทธ์เหมือนได้ฟังเรื่องเล่าเร้าพลัง(Storytelling) จากความสำเร็จในการปฏิบัติจริงๆ  จึงทำให้บรรยากาศการติดตามกลายเป็นบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสุนทรียสนทนา
    เริ่มจากการเล่าถึงเบื้องหลังของการดำเนินงาน(ในเชิงบริหาร)ถึงกรอบแนวคิดในการดำเนินงานที่บูรณาการ ๓ เรื่องเข้าด้วยกันคือ กลยุทธ์  PMQA และมาตรฐาน สพท. โดยมีรูปแบบ(Model) ที่เป็นนวัตกรรมการบริหารเชิงกลยุทธ์ชื่อว่า "ประถมศึกษามหาสารคามโมเดล" ขับเคลื่อนโครงการ ๑๐ โครงการ ที่ครอบคลุมทั้ง ๕ กลยุทธ์อย่างครบถ้วน จนส่งผลให้ทุกกลยุทธ์ ทุกประเด็นบรรลุผลตามเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทั้งได้มีการประเมินปัจจัย/วิธีการที่ทำให้การดำเนินงานเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย  ตลอดจนปัญหา อุปสรรค  และจุดที่ควรพัฒนา(ข้อเสนอแนะ)อย่างชัดเจนในทุกประเด็น
    
    มีประเด็นหนึ่งที่ ที่ผมอยากนำมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนกัน เรื่องหนึ่งก็คือ ปัจจัย/วิธีการที่ทำให้การดำเนินงานแก้ปัญหานักเรียนชั้น ป.๓ ทุกคนให้อ่านออกเขียนได้(Best Practice) ของ สพป.มหาสารคาม เขต ๑ คือ
      ๑. กำหนดเรื่องการแก้ปัญหานักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นนโยบายสำคัญและสนองจุดเน้น
      ๒. ประชุมชี้แจงนโยบายสร้างความเข้าใจความตระหนักให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 
      ๓. กำหนดมาตรการให้โรงเรียนปฏิบัติ  ดังนี้
            ๓.๑ นักเรียนรู้จักพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ทุกตัว
            ๓.๒ ครูสอนอ่านแบบแจกลูกสะกดคำ จนกว่านักเรียนจะอ่านได้คล่องจึงให้อ่านเป็นคำได้
            ๓.๓ นักเรียนอ่านออกเสียงอย่างน้อยวันละ ๑๕ นาที  โดยอ่านพร้อมกันเป็นกลุ่ม อ่านจับคู่ หรืออ่านเดี่ยวได้ตามความเหมาะสม
            ๓.๔ นักเรียนเขียนตามคำบอกทุกวันอย่างน้อยวันละ ๕-๑๐ คำ
            ๓.๕ โรงเรียนสอนซ่อมเสริมนักเรียนที่มีปัญหาและแต่งตั้งครูรับผิดชอบนักเรียนเป็นรายบุคคล ใช้อัตราส่วนครู ๑ คน ต่อนักเรียนไม่เกิน ๕ คน ให้มีร่องรอยการพัฒนานักเรียนและสามารถตรวจสอบได้
            ๓.๖ นักเรียนฝึกคัดลายมืออย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง 
      ๔. จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเป็นรายโรงเรียน
      ๕. สนับสนุนและจัดหาสื่อให้โรงเรียนนำไปใช้พัฒนานักเรียนคือ
            ๕.๑ นักเรียนปกติ ชุดคำศัพท์การอ่าน การเขียนรายวัน
            ๕.๒ นักเรียนต่ำกว่าเกณฑ์  ชุดฝึกทักษะการอ่านการเขียน โดยใช้บทอาขยานและบทร้องเล่น
      ๖. นิเทศ ติดตาม ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง 
      ๗. ทดสอบสมรรถภาพการอ่านการเขียน โดยแยก เป็น ๒ กิจกรรม คือ
          ๗.๑ ทดสอบการอ่านการเขียนของนักเรียนเป็นรายภาคเรียนทุกโรงเรียนสอบพร้อมกันในวันเดียวกัน
          ๗.๒ ตั้งกรรมการฯออกไปทดสอบการอ่านการเขียนของนักเรียนเป็นรายโรงเรียน
       สพป.ได้เล่าให้ผมฟังว่า ตอนทดสอบสมรรถภาพการอ่านการเขียนของนักเรียนเป็นรายโรงเรียนนั้น ได้ขอให้โรงเรียนเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองมาร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย จะได้รับทราบ เห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมในการกวดขันบุตรหลานในการอ่านการเขียนที่บ้านด้วย
       ยังมีอีกหลายๆกลุ่มสาระที่ สพป.มหาสารคาม เขต ๑ ร่วมกับโรงเรียนกำหนดมาตรการส่งเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียน รวมทั้งการพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมด้วย  ซึ่งเมื่อเราได้ไปเยี่ยมโรงเรียน ๒ โรงเรียนคือ โรงเรียนบ้านบรบือ(บรบือราษฎร์ผดุง) และโรงเรียนบ้านท่าประทายโนนตูม ก็ได้เห็นผลการดำเนินงานที่ประสบผลสำเร็จอย่างน่าชื่นชมยิ่ง