"เด็กเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเป็นสิบปียังใช้อะไรไม่ได้เลย พี่จะมาหวังอะไรกับการสอนแค่สามชั่วโมงหกชั่วโมง"

เป็นคำพูดของน้องแอน "อ.วัชรี" ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ครับ

ซึ่งเป็นการสนทนาบนรถตู้ระหว่างการเดินทางกลับจากการสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ วิทยาเขตน่าน (ทุ่งศรีทอง)

ซึ่งในเทอมนั้นผมได้รับผิดชอบในการสอนรายวิชา "การเตรียมวิชาประสบการณ์วิชาชีพบริหารธุรกิจ"

คำพูดของ อ.แอน ประโยคนั้น เหมือนกับเป็นการจุดประกายให้ผมคิดถึงเรื่องของ "การจัดการความรู้"

ซึ่งในขณะนั้นผมไม่รู้จักการจัดการความรู้เลยครับ

แต่ในใจเห็นด้วยกับ อ.แอน อย่างมากเลยว่าจริง ๆ ด้วย

เราก็เรียนมาตั้งแต่สามสี่ขวบจนจะสามสิบอยู่แล้วยังใช้ภาษาอังกฤษแบบ Snake Snake Fish Fish อยู่เลย ถ้าเรียนกับเราสามชั่วโมงหกชั่วโมงได้แล้วเก่ง เราก็คงเก่งไปแล้ว

แต่เดิมนับตั้งแต่ที่ผมเคยเรียนวิชานี้มาจนกระทั่งมาสอนในรายวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพนี้

ก็จะเป็นวิชาที่รวบรวมวิชาโน้นนิดวิชานี้หน่อย วิชาเครื่องใช้สำนักงานบ้าง ไปเรียน (มองดู) เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องแฟกซ์ เครื่องโรเนียว เรียนคอมพิวเตอร์นิดนึง และก็มีเรียนภาษาอังกฤษ

เรียนมาตั้งเป็นแต่ปีหนึ่ง เรียนมาวิชานึงตั้ง 15 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง ก็ตก 45 ชั่วโมง แล้วยังไม่ได้อะไรเลย

จะมาเรียนแค่ 2 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงแล้วจะได้เหรอ

มหัศจรรย์แล้ว

 

จากนั้นผมก็เลยมาคิดต่อว่า "จะทำอย่างไรดี"

ก็ต้องมาจัดการความรู้ในหัวตัวเองเป็นลำดับแรกครับ

ว่าเราเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร

ตอนเราเรียนใกล้ ๆ จบมีปัญหาอะไรบ้าง

ตอนไปฝึกงานเราขาดอะไรและใช้อะไรบ้าง

ตอนสมัครงานตอนทำงานล่ะ ต้องใช้อะไร

จากนั้นก็เริ่มไปเก็บข้อมูลจากเพื่อน ๆ อาจารย์บ้าง ว่าสอนภาษาอังกฤษในรายวิชานี้แล้วเป็นอย่างไร สอนการสัมภาษณ์งานในวิชานี้แล้วเป็นอย่างไร จากนั้นก็เริ่มมาสรุปเป็นความรู้ได้ว่า "ถ้าสอนแบบวิชาโน้นนิดนี้หน่อยคงจะไม่ได้ผลแน่"

เพราะเด็กกำลังจะออกไปฝึกงานจริง ๆ จะมาเรียน ๆ เอาเกรด ท่อง ๆ จำ ๆ แบบเดิมไม่ได้

เวลาไปทำงาน หัวหน้างานสั่งจะบอกว่า "เดี๋ยวก่อนค่ะ หนูขอเปิดหนังสือก่อน" ก็ไม่ได้

"การจัดการความรู้" เป็นคำตอบ

ผมก็จึงได้เริ่มเข้า Internet เพื่อหาความหมายของการจัดการความรู้ว่าเป็นอย่างไร

จากนั้นก็นำมาทดลองทำ

โดยการจัดการความรู้ของนักศึกษา "ตั้งแต่เขาเกิดมา เขาเรียนอะไรมาบ้าง แต่ละวิชาว่าไว้อย่างไร และจะนำไปใช้อะไรตอนไหนได้บ้าง"

 

"การศึกษาบริบทชุมชน ในการวิจัยแบบ PAR ก็เป็นการจัดการความรู้ของชุมชนเพื่อชุมชนแบบหนึ่งเหมือนกัน" นำความรู้ที่เคยไปทำมาใช้จัดการความรู้ในการสอนดูซิ น่าจะได้ประโยชน์กับนักศึกษาโดยตรงนะ

จากนั้นก็เริ่มทดลองใช้เป็นครั้งแรกครับ โดยให้นักศึกษาไปยกบอร์ดโดยขอยืมจากโปรแกรมนิเทศศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ห้องที่สอน

แล้วก็ไปนำกระดาษ ซึ่งซื้อไว้ใช้ในโครงการวิจัยฯ ลงมาพร้อมกับปากกาเคมี

ประเด็นแรกที่เริ่มจัดการความรู้ในครั้งนั้นก็คือ

ปี 1 ถึงปี 4 นักศึกษาเรียนวิชาอะไรมาบ้าง?

นักศึกษาก็ช่วยกันคิดอย่างสนุกสนานครับ เพราะทุกคนเรียนเหมือนกัน เป็นวิชาพื้นฐาน ที่ว่าสนุกสนานก็เพราะว่ามีวิชาที่ตอนเรียนค่อนข้างจะ (น่าเบื่อ) หน่อยครับ ประเภทสังคมศาสตร์ วิถีไทย วิถีโลก พุทธศาสนา ประมาณนี้ครับ

เมื่อได้ชื่อวิชามา ก็ย้อนกลับไปดูว่าแต่ละวิชาเรียนอะไรบ้าง และเรียนไปทำไม ก็ให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนกันว่า ทำไมเราต้องเรียนวิถีโลก เรียนวิถีโลกแล้วได้อะไร

"จัดการความรู้ในสิ่งที่เรียนมา"

อ๋อ ที่เขาให้เรียนก็เพราะอย่างนี้นี่เอง

ตอนที่จัดกระบวนการไปผมก็เริ่มเรียนรู้ด้วยครับ เพราะตอนแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า คนจัดหลักสูตรเขาจะให้เราเรียนไปทำไม

แต่เมื่อจัดกระบวนการจัดการความรู้ จึงได้ "เรียนรู้ร่วมกัน" ไปกับนักศึกษาครับ ว่า อ๋อ เขาให้เรียนอันนี้เพื่อสร้างมิติทางด้านนี้ให้เรา

ให้เรียนอีกวิชานึงก็จะได้สร้างมิติให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

เมื่อได้รู้แล้วว่าเราเรียนอะไรมาบ้าง และเรียนมาทำไม

โจทย์ต่อไปก็คือ "จะเอาอะไรไปใช้ได้บ้าง และจะใช้ได้อย่างไร"

อันนี้ก็ต้องกระตุ้นให้นักศึกษาคิดครับ เพราะนักศึกษาบางคนก็เคยไปทำงานในช่วงปิดเทอม ก็จะมีประสบการณ์ว่าตอนไปทำงานอะไรใช้บ้าง อะไรไม่ได้ใช้ และอะไรที่ขาดไปสำหรับการเรียน

นี่แหละครับ เป็นจุดจุดหนึ่งที่ผมเริ่มต้นรู้จักการจัดการความรู้ด้วยตนเองร่วมกันกับนักศึกษาครับ