ประการที่สอง คนดีต้องมีความสามารถด้วย คือต้องมี จักขุมา-มีวิสัยทัศน์ที่ดี ได้แก่คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง, ต้องมีวิธูโร-ได้แก่เก่งตน เก่งคน เก่งงาน เก่งการวางแผน ฯลฯ, ต้องมีนิสยสัมปันโน-ได้แก่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมีการคบค้าสมาคมคนในทุกระดับชนชั้น

     เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุมสัมมนาวิชาการ เรื่อง "การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการเลือกตั้ง" ของร้อยโทเทพพนม ข่มอาวุธ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภายใต้การกำกับดูแลของ ผศ.ดร.สุชาติ ลี้ตระกูล ซึ่งเป็นการสัมมนาครั้งที่ ๓ เพื่อแสวงหาประเด็นในการสร้างหัวข้อวิทยานิพนธ์ของการศึกษาตามหลักสูตรที่วางไว้

 

     การสัมมนาในวันนั้น ผู้จัดได้แจ้งวัตถุประสงค์เพิ่มเติมว่าเพื่อหาแนวทางการพัฒนากลยุทธการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การคัดเลือกบุคคลที่จะมาเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างมีคุณภาพในการทำหน้าที่ในรัฐสภา

 

     ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้เขียนได้เสนอแนวคิดออกเป็น ๓ ช่วงคือความเบื้องต้นของการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการเมืองไทย  ช่วงต่อมาเสนอพระสงฆ์กับการมีส่วนร่วมทางการเลือกตั้ง  ช่วงสุดท้ายเสนอการเลือกคนดีตามทัศนะของพุทธศาสนา รายละเอียดดังนี้

 

     ช่วงแรก ความเบื้องต้นของการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการเมืองไทย 

          เดิมประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองไทยเลย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นหน้าที่ของกษัตริย์หรือขุนนางเท่านั้น เช่น ยุคของสุโขทัย-ใช้ระบบธรรมราชา, อยุธยา-ใช้ระบบเทวราชา, ธนบุรี-พยายามใช้ทั้งสองระบบเข้ามาบริหาร หรือแม้แต่รัตนโกสินทร์-ก็ใช้ระบบเทวราชา  ทั้งนี้ถือว่าสถาบันกษัตริย์เป็นสมมติเทพไม่สามารถแตะต้อง-สัมผัสได้

          ต่อมาในยุครัชกาลที่  ๑  แม้จะใช้ระบบเทวราชา แต่แนวคิดที่เป็นเทพจุติเริ่มเปลี่ยนไปเป็น เอนกชนนิกรสโมสรสมมติ ซึ่งก็หมายถึงว่าไม่ใช่เทพสมมติอีกต่อไป แต่เป็นเพราะประชาชนสมมติขึ้นมาเป็น นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่อำนาจยังผูกขาดไว้ในมือของคนชั้นสูงของสังคมอยู่ดี

          ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ แม้จะมีกลุ่มสยามหนุ่มที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาทางการเมืองการปกครองก็ตาม แต่โดยมากเป็นสิ่งที่พระองค์ส่งคิดพัฒนาตามแบบที่พระองค์ทรงไปประภาสดูงานยังต่างประเทศ จนเป็นที่มาของการปฏิรูประบบราชการและการกระจายความเจริญในรูปแบบต่าง ๆ จนพระองค์ทรงเป็นที่รักของประชาชน

          แม้ในรัชกาลที่ ๖ จะทรงสร้างดุสิตธานีเมืองจำลองเพื่อปูทางไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ตาม แต่กระแสความไม่พอใจของคนหนุ่มที่ผ่านการศึกษาจากโลกตะวันตกมีมากขึ้น จนเกิดการกบฏขึ้นอีกหลายครั้ง และในรัชกาลที่ ๗ เกิดการถ่ายโอนอำนาจของกษัตริย์ไทยสู่มือคณะราษฎร์เมื่อ ๒๔๗๕ แต่กระนั้นก็ตามคณะราษฎร์ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง

          ลุถึงรัชกาลปัจจุบัน แม้จะถือว่าประเทศไทยมีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เพียงมีการเลือกตั้งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เนื้อหาที่แท้จริงทั้งตัวของประชาชนเองและตัวของนักการเมืองยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนแห่งอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งผู้เขียนขอสรุปสภาพของสังคมไทย(ไม่เกี่ยวกับการเมืองไทย)ว่า  "...เป็นสังคมที่ไม่เอาเหตุและผล แต่ถ้าผลประโยชน์ตนลงตัวก็โอเค..."

 

     ช่วงต่อมา เสนอพระสงฆ์กับการมีส่วนร่วมทางการเลือกตั้ง 

          ตามทฤษฎีแล้วการมีส่วนร่วมนั้นมีระดับอยู่หลายประการคือ ระดับข้อมูลข่าวสาร, ระดับรับฟังความคิดเห็น, ระดับการเข้าไปเกี่ยวข้อง, ระดับความร่วมมือ และระดับการเสริมอำนาจประชาชน ดังนั้นการที่พระสงฆ์จะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการเลือกตั้งนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกฏหมายที่ห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างชัดเจน นั่นก็หมายความว่าพระสงฆ์ควรอยู่อย่างสมณะ แต่ในหลายกรณีหากพระสงฆ์ไม่เข้าไปยุ่งแล้ว สังคมอาจจะเลวร้าย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วผลเสียย่อมกระทบวงการสงฆ์อย่างแน่นอน

          เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่พระสงฆ์ควรเข้าไปเกี่ยวข้องได้นั้นก็มีช่องทางอยู่  ๒  ทางคือ 

          ๑)พระสงฆ์ควรเข้าไปร่วมในการเสนอข้อเท็จจริงเชิงคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง-ผู้ซื้อขายบาป หรือรับเงินมาแล้วไม่กาให้-ไม่บาป ฯลฯ

          ๒) ชี้แนะ หรือวิพากษ์สังคม-ชี้นำทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เช่น แค่การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ต้องชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอน คือ

               ก่อนการเลือกตั้ง ต้องตรวจดูคุณสมบัตินักการเมืองก่อนว่าคุณสมบัติส่วนบุคคลเป็นอย่างไรบ้าง?  ผลงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?  ฯลฯ

               ระหว่างการเลือกตั้ง ต้องตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่? อย่างไร? นโยบายเป็นอย่างไร? อุดมการณ์ของนักการเมืองมีแค่ไหน?  ฯลฯ

               หลังการเลือกตั้ง ต้องดูว่าทำตามนโยบายที่หาเสียงหรือไม่? การบริหารประเทศโปร่งใส-ตรวจสอบได้แค่ไหน? การเลือกคณะรัฐมนตรีเป็นอย่างไร?  ฯลฯ

    

    ช่วงสุดท้ายเสนอการเลือกคนดีตามทัศนะของพุทธศาสนา

          พอมาถึงช่วงสุดท้าย มีผู้เข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งถามว่า แล้วคนดีดูกันอย่างไร? ประเด็นนี้น่าสนใจมากเพราะคนดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชื่นชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคล ดีในแบบอีกคนหนึ่ง แต่ไม่ดีในแบบของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังปรากฏความวุ่นวายไม่รู้จักหมดสิ้นมาแล้ว

          ส่วนในทัศนะของผู้เขียน ได้เสนอคนดีต้องมี ๓ คุณลักษณะซึ่งไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผู้เขียนก็ได้ คือ คนดี-มีความสามารถ-ฉลาดด้านความสุข

               ประการแรก คนดีต้องมีดี ตามแนวคิดของผู้เขียนคือต้องมีศีล ๕ เพราะศีลห้าข้อในทางพุทธศาสนาย่อมรับประกันการอยู่ร่วมสังคมได้คือศีลข้อที่ ๑ รับประกันการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ศีลข้อที่ ๒ รับประกันทรัพย์สินของบุคคล  ศีลข้อที่ ๓ รับประกันการแตกแยกในครอบครัว  ศีลข้อที่ ๔ รับประกันการพูดไม่จริงในสังคม  และศีลข้อที่ ๕ รับประกันการไม่มียาเสพติดในสังคม  นอกจากนี้แล้วคนดีต้องมีสังคหวัตถุสี่ คือ ต้องมีการให้-ไม่ใช่ให้ตอนหาเสียง(ไม่ใช่ซื้อเสียง), ต้องมีปิยวาจา คือพูดจาดีมีสัมมาคารวะ, อัตถจริยา คือทำงานเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ, สมานัตตา คือการมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เลือกเฉพาะเวลาเลือกตั้งอย่างเดียว

          ประการที่สอง คนดีต้องมีความสามารถด้วย คือต้องมี จักขุมา-มีวิสัยทัศน์ที่ดี ได้แก่คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง, ต้องมีวิธูโร-ได้แก่เก่งตน เก่งคน เก่งงาน เก่งการวางแผน เก่งการบริหารจัดการ (ไม่เกี่ยวกับดีแต่พูด) ฯลฯ, ต้องมีนิสยสัมปันโน-ได้แก่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมีการคบค้าสมาคมคนในทุกระดับชนชั้น

          ประการสุดท้าย คนดีต้องฉลาดในประโยชน์ คือประโยชน์ในโลกนี้-ที่สามารถถูกต้องสัมผัสได้ในชาตินี้, ประโยชน์ในโลกหน้าคือการสร้างอุดมการณ์เพื่อจะสามารถก่อประโยชน์ให้คนรุ่นหลัง ตลอดถึงคนทั้งโลกได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของตน, ประโยชน์อย่างยิ่ง คือการเล็งผลเลิศในอุดมคติ แม้ตนเองและครอบครัวจะไม่ได้ประโยชน์ แต่ถ้าประเทศชาติหรือมนุษยชาติได้รับผลที่เราทำ นั่นแหละคืออุดมคติที่สูงส่งของศาสนา

 

     นี้คือสิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอในวันนั้น เป็นแค่ ๑ ใน ๔๓ คนเท่านั้น เสียดายว่าไม่ได้เก็บประเด็นของคนอื่นไว้ อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวก็พอจะสามารถฉายภาพของคนดีได้ เมื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้มีเกณฑ์ไว้ในใจของไทยทุกคน