เกิดมาทำไม


จะเห็นมีก็แต่มนุษย์เท่านั้นที่แปลกประหลาดไปกว่าสิ่งอื่นๆ

เกิดมาทำไม

 

คำถามที่ว่า “เกิดมาทำไม” เป็นคำถามที่ท่าน พุทธทาสภิกขุเล่าว่า

คนไทยโบราณผู้ชาญฉลาดได้ถามไว้

ท่านจึงนำมาปัดฝุ่นถามและฝากไว้ให้แก่สังคมไทยอีกต่อหนึ่ง

ถือได้ว่าคำถามนี้เป็นมรดกไทย และ มรดกโลกชิ้นสำคัญ

ที่คนไทยเราควรพยายามหาคำตอบให้ได้

เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับเป้าหมายชีวิตของตัวเรา

ของสังคมไทยและสังคมโลก

 

ผมได้ยินคำถามนี้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 20 ปี

และก็หาคำตอบให้กับตัวเองมาโดยตลอด

ผมเชื่อว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ในทุกระดับ

คือระดับส่วนตัว ครอบครัว องค์กร สังคม ประเทศชาติ และ โลก

มีต้นเหตุมาจากมนุษย์ไม่เข้าใจว่า “เกิดมาทำไม”

 

ท่านพุทธทาสได้ช่วย”ไขปัญหา”ให้เราโดยชี้นำเราว่า

เราน่าจะเกิดมาเพื่อ”ยกระดับตนเองให้สูงขึ้น”

ซึ่งวิธีที่จะยกระดับตนเองนั้นก็มีด้วยกันหลายวิธี

สำหรับคนส่วนใหญ่อาจทำได้ดีที่สุดด้วยการปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างเต็มที่

มีเพียงเท่านั้นจริงๆ เพราะการทำงานนั้น คือ”การประพฤติธรรม” ในตนเองอยู่แล้ว

ที่ยกระดับทั้งผู้อื่น และ ยกระดับตนเองพร้อมกันไป

ดูเหมือนเป็นคำตอบที่งั้นๆแหละ

แต่หากคิดให้ดีจะเห็นว่า ช่างเป็นคำตอบที่ครอบคลุม และลึกซึ้งยิ่งนัก

 

คำตอบของท่านพุทธทาสภิกขุนั้น ผมเห็นว่า เหมาะสำหรับบัวที่ใกล้จะบานเต็มทีแล้ว

สำหรับบัวใต้น้ำอย่างเราท่าน อาจต้องตอบให้แคบลงมาหน่อย

ผมจึงได้ลองตอบคำถามนี้ตามแนวของผมดูบ้าง

แต่ก่อนจะนำมาไขให้ท่านฟัง ผมขอท้าวความสักนิด

หากผมถามว่าก็แล้ว ต้นไม้ ใบหญ้า ฝูงปลา และ อากาศ ล่ะ

พวกเขาเกิดมาทำไมกัน

 

ถ้าตอบอย่างเข้าข้างตนเองก็คงต้องตอบว่า

พวกเขาเกิดมาเพื่อให้เป็นเครื่องใช้ไม้สอยแก่มวลมนุษย์

และคงจะด้วยเหตุนั้นกระมัง มนุษย์จึง”ใช้”เขาเหล่านั้น

ในการอำนวยความสุขให้แก่ตนจนเลยเถิดมาจนถึงบัดนี้

 

แต่ไม่ว่าจริงๆแล้วเขาจะเกิดมาทำไมก็ตาม

แต่อย่างน้อยที่สุดสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า

เขาเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของเขา และทำอย่างเต็มที่ เต็มเวลา

โดยไม่เรียกร้องสิทธิใดๆทั้งสิ้น

เช่น ต้นไม้ใบหญ้า ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง

หมุนเปลี่ยนเวียนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นก๊าซออกซิเจน

ให้เราได้สูดหายใจประทังชีวิตอยู่ได้จนทุกวันนี้

ธรรมชาติทุกอย่างก็เช่นเดียวกัน ต่างก็ทำหน้าที่ของตนอย่างสอดประสานกลมกลืน

เพื่อธำรงไว้ซึ่งสภาวะอันสมดุลของธรรมชาติ

 

หากต้นไม้ไม่ปฏิบัติหน้าที่อันชอบธรรมของตน

ต่างพากันเกียจคร้านไม่ทำงาน หรือรวมหัวกันสไตรค์หยุดงานสัก 1 ปี

มนุษย์ก็คงตายกันหมดโลกเพราะไม่มีอากาศหายใจ

ดังนั้นการทำหน้าที่ตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง

จึงเป็นการเกื้อกูลกันอย่างแน่นแฟ้น

ตามกฎธรรมชาติที่ได้รับการบัญญัติมาไว้ดีแล้ว

 

จะเห็นมีก็แต่มนุษย์เท่านั้นที่แปลกประหลาดไปกว่าสิ่งอื่นๆ

เพราะมนุษย์เท่านั้นที่อาจเกียจคร้านได้ (ซึ่งต้นไม้ทำไม่ได้)

และมนุษย์เท่านั้นที่ขยันเกินเวลาที่กำหนดได้

(ซึ่งต้นไม้ทำงานสังเคราะห์แสงได้เฉพาะเมื่อมีแสงแดดเท่านั้น)

มนุษย์จึงเป็นสิ่งเดียวที่อาจเลวได้มาก และ ดีได้มากกว่าเกณฑ์มาตรฐานกลาง

 

นอกจากเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อันชอบธรรมของตนในโลกแล้ว ณ บัดนี้ ผมจะขอตอบคำถามอันท้าทายของท่านพุทธทาส

ตามแนวคิดของผมเอง สักสองประการคือ

 

1. มนุษย์เกิดมาเพื่อแสวงหาความสุข

ซึ่งหลายคนอาจหาว่าเป็นคำตอบที่โง่เง่าและเห็นแก่ตัว

แต่ผมว่าตอบแบบนี้มันสะใจโก๋ดี ชวนให้ติดตามตอนต่อไป

 

เพียงแต่ผมมีข้อแม้ว่า ต้องมั่นใจนะว่า มีความเข้าใจในคำว่า “ความสุข” ตรงกัน

ผมมีความเห็นว่าความสุขมีด้วยกันสามระดับคือ สุขกาย สุขอารมณ์(ใจ) และสุขวิญญาณ

โดยทั่วไปแล้วการศึกษา(ซึ่งเราเดินตามฝรั่ง)

มักสอนให้เน้นกันที่สุขกายเป็นหลัก(มีวิชาชีพที่สร้างรายได้)

ส่วนสุขอารมณ์เป็นรอง(มีรสนิยมสูงและหลากหลายในการเสพวัตถุทางอารมณ์)

แต่ความสุข ”กาย” และ “ใจ” เป็นความสุขที่ไม่สามารถให้นิยามได้แน่นอน

เพราะแปรผันตาม”ความยึดมั่น” ของใครของมัน

เช่น บางคนเห็นว่ากินเหล้าอร่อย แต่อีกคนกลับเห็นว่า น่าสะอิดสะเอียน

และบางคนเห็นว่าฟังเพลงร็อคเป็นการสนุกอารมณ์  แต่อีกคนกลับว่า น่าขยะแขยง

ของสิ่งเดียวกันแท้ๆ กลับเห็นเป็นตรงกันข้ามได้ สุดแล้วแต่ความยึดมั่นของใครของมัน

 

ส่วนความสุขทางวิญญาณนั้น หากนิยามโดยหลักการทางพุทธศาสนา

ย่อมเหมือนกันหมด เพราะหมายถึงสภาวะที่ ”หมดความยึดมั่นถือมั่น” ใดๆ

เช่น “สุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี”

ดังนี้ ความสุขวิญญาณ จึงควรนับเป็นความสุขที่ดีที่สุด ควรแสวงหาที่สุด

เพราะมันมั่นคงที่สุด ไม่รวนเรไปตามความยึดติดของใครของมัน

ซึ่งหาหลักการแน่นอนอะไรเป็นเครื่องตัดสินไม่ได้เลย

 

ดังนั้นหากกล่าวว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อ

“แสวงหาความสุขทั้งสามประเภทยอย่างสมดุล” แล้วไซร้

ก็น่าที่จะเป็นเป้าหมายของ “การเกิดมา” ที่น่าพอใช้ได้ทีเดียว

เพราะการยึดมั่นทำให้เสพมากเกินพอดี นำสู่การทำลายล้าง

ส่วนการไม่ยึดมั่นช่วยทำให้เสพแต่พอดี นำสู่สันติภาพ

 

2. มนุษย์เกิดมาเพื่อแก้ปัญหา

เด็กคลอดใหม่ก็เริ่มแก้ปัญหาแล้ว ด้วยการร้อง”อุแว้” เพื่อหายใจออกขับไล่เสมหะ

มิฉะนั้นจะประสบปัญหาอันยิ่งใหญ่มาก……. คือ ตาย

 

มีชีวิตรอดอยู่ต่อมาก็แก้ปัญหาที่ร่างกายเรียกร้องความหิว ด้วยการกิน

โตขึ้นเป็นหนุ่มสาวก็แก้ปัญหาความกำหนัดด้วยการร่วมเพศ

อยู่ต่อมามนุษย์ก็มีปัญหามากขึ้นทุกที

ปัญหาเหล่านี้คือปัญหาที่ว่า จะสนองความอยากได้อย่างไร

เช่น อยากรวย อยากสวย อยากโก้ อยากมีเกียรติเป็นที่นับหน้าถือตา อยากมีศักดิ์ศรี

รวมไปถึงอยากให้คนสรรเสริญว่าเป็นคนดี

มนุษย์จึงแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับตัวเองไปตามแต่จะคิดได้

 

เช่นอยากรวย ก็มุมานะทำงาน หรือ โกง กิน ต่างๆนาๆ

ซึ่งในขณะที่ทำไปก็มีปัญหาต่างๆจรมาเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

เช่น มีคู่แข่ง ศัตรู คอยทำลายล้าง ขัดแข้งขัดขา เพราะผลประโยชน์ขัดกัน

จึงต้องแก้ปัญหาเหล่านั้น ด้วยการทำลายล้างคู่ต่อสู้

ซึ่งนำปัญหาต่างๆมาให้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

จนในที่สุดอาจต้องทำสงครามกัน ………..เพื่อแก้ปัญหา

 

แต่ในที่สุดเขาฉลาดขึ้นมากพอที่จะรู้ว่าปัญหาอันมิรู้จบสิ้นเหล่านั้น

เกิดมาจากปัญหาขั้นพื้นฐานที่สุด คือ……….

เขามีความโง่ทางวิญญาณมากเกินไป

จนปล่อยให้ปัญหางี่เง่ามันสะสมพอกพูน จนกำหนดชีวิตตนได้

นับเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ปัญหาความโง่ของตนให้ได้

หากแก้ปัญหาความโง่นี้ได้ก็คง”หมดปัญหา”

ไม่ต้องเกิดใหม่เพื่อมาแก้ปัญหาอันน่าเบื่อหน่ายอีกต่อไป

และไม่ต้องมาพบกับคำถามอีกว่า “เกิดมาทำไม” อีก

 

ท่านล่ะมีคำตอบจะฝากไว้ให้แผ่นดิน

เป็นมรดกไทยมรดกโลกกับเขาบ้างไหม

 

ท้ายสุดท่านพุทธทาสภิกขุเองก็ได้ตบท้ายไว้ด้วยคำถามแบบย้อนรอยว่า

“เราได้เกิดมาแล้วแน่หรือ”

ซึ่งเป็นคำถามที่แยบยลเหลือเกิน

ใครขบแตกอาจตรัสรู้ได้ในบัดดล

 

 ..คนถางทาง (๒๕๔๗)

หมายเลขบันทึก: 459675เขียนเมื่อ 10 กันยายน 2011 14:59 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มิถุนายน 2012 23:16 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

ต้นไม้ให้..............ความร่มรื่น..............แก่ทุกชีวิต
นกตัวนิด..............ให้เสียงเพลง...........แก่โลกหล้า
ดอกไม้น้อย..........ยังให้ความ..............ชื่นบานตา
แม้ต้นหญ้า...........ก็ยังให้...................ออกซิเจน

แล้วตัวเรา.............เกิดมา...................ในโลกนี้
ทำสิ่งดี.................อะไร.....................ให้โลกเห็น
กิน กาม เกียรติ........เท่านั้นหรือ..............ที่ทำเป็น
ไม่ดีเด่น...............กว่าบรรดา...............ต้นหญ้าเลย

(ลิขิต..พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ)

เกิดมา..เพื่อทำประโยชน์
ขอบคุณครับ...

เกิดมาเพื่อทำความดีค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท