ผู้อำนวยการของ US NSF คือ Subra Suresh เขียนบทบรรณาธิการเรื่อง Moving Toward Global Science ลงพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๑๒ ส.ค. ๕๔ บอกวงการวิทยาศาสตร์โลกว่า วงการวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และวิธีการทำงานสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ สู่แนวใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง คือแทนที่จะต่างคนต่างทำ ต่างประเทศต่างทำ จะต้องเปลี่ยนเป็นความพยายามร่วมกันทั้งโลก แทนที่จะแข่งขันกัน และปกปิดเป็นความลับระหว่างกัน
ทรัพยากรของประเทศต่างๆ มีจำกัด การใช้ทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อความสุขสมบูรณ์ของมนุษย์ เพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ และเพื่อสุขภาพของโลก จึงควรใช้ให้เกิดผลสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งโดยทฤษฎีทำได้อย่างแน่นอน โดยการใช้ทรัพยากรแบบร่วมมือกัน ให้เกิด synergy เปลี่ยนไปเล่น positive sum game ไม่ใช่เล่น zero sum game อย่างในปัจจุบัน
ในขณะนี้ประเทศต่างๆ ในโลก ต่างก็แข่งขันกันลงทุนวิจัยและพัฒนาในสัดส่วนร้อยละของจีดีพีที่สูง เพราะเชื่อว่าต้องพัฒนาประเทศให้มีนวัตกรรม หนุนด้วยพลังของ S&E (Science and Engineering) เพื่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่งคั่ง และสุขภาวะทางสังคม แต่ Subra Suresh เสนอว่า การแข่งขันสู้การร่วมมือไม่ได้ เมื่อมองจากมิติโลก
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์แบบกลับหลังหันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อุปสรรคสำคัญๆ ได้แก่ ความแตกต่างกันด้าน (๑) มาตรฐานการประเมินคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ (๒) โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ในเรื่อง จริยธรรมวิชาชีพ และความมั่นคงในความซื่อสัตย์ (scientific integrity) (๓) ความแตกต่างเชิงวัฒนธรรมด้านมุมมองของผู้คนในสังคมต่อวิทยาศาสตร์ (๔) ความแตกต่างด้านระดับการพัฒนาประเทศ (๕) ไม่มีหลักปฏิบัติร่วมกัน (shared principles) ในเรื่องการเปิดเผย และการเผยแพร่ ผลการค้นคว้าวิจัย
ด้วยเหตุผลข้อ ๕ ข้างบน NSF จึงกำหนดจัด Global Merit Review Summit ขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ เพื่อร่วมกันกำหนดหลักการการตรวจสอบคุณค่าและคุณภาพ (merit) ของผลการวิจัย รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในการวิจัย เพื่อนำไปสู่สมดุลระหว่างการเปิดเผยผลการวิจัยกับการตรวจสอบคุณค่าและคุณภาพอย่างเข้มงาดถูกหลักเกณฑ์
Subra Surest เชื่อว่า ระบบตรวจสอบคุณค่าและคุณภาพ (Merit Review System) ที่เข้มแข็งและใช้ร่วมกันทั่วโลก จะเป็นพื้นฐานของความร่วมมือกันเป็นวิทยาศาสตร์โลก