เดือนสิบสองเป็งผู้คนล้านนาพากันทานก๋วยสลากอุทิศส่วนกุศลไปหาญาติที่เสียชีวิตหรือต๋ายเก่าเน่าเมิน

เดือนสิบสองล้านนาหรือเดือนสิบใต้(ภาคกลาง) ฟ้่าฝนย่อมพรั่งพรูสาดสายให้น้ำแก่ผู้คนในโลกหล้า สายน้ำย่อมเจิ่งนองท่วมท้นเป็นปกติธรรมดาตามวิถีโลกที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง

ส่วนพิธีกรรมทางศาสนาพุทธเชื่อกันต่อๆมาว่า เดือนสิบสองเป็ง(เพ็ญ)คือวันขึ้นสิบห้าค่ำพระจันทร์เต็มดวงแจ่มจ้าแม้ว่าบางครั้งต้องหลบแผงม่านเมฆที่เคลื่อนเข้ามาบดบัง จนแสงจันทร์เจ้าอับเฉาหม่นมัวลง แต่ผู้คนล้านนายังทำก๋วยสลากหรือสลากภัตต์ไปถวายวัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปหาบรรพบุรุษที่ตายเก่าเน่าเมิน(นาน) บางท่านอาจเสียชีวิตไปแล้วนับร้อยปี  แต่ลูกหลานเหลน ผู้สืบสายโลหิตยังคิดถึงพระคุณบรรพบุรุษผู้มีพระคุณมิสร่างซาจึงทำก๋วยสลากไปถวายวัดทุกเดือนสิบสองเหนือ

 ก๋วยหมายถึงการสานตะกร้าเป็นซองกว้างราวหนึ่งคืบปล่อยปลายเส้นตอกยาวขึ้นไปเพื่อรวบมัดเป็นยอดก๋วย(ตะกร้า)  เรียกกันว่า   "สลากซอง"  เมื่อสานเสร็จจะนำใบตองมาถุหรือ กรองกั้นไว้ด้านในทั้งด้านล่างก้นก๋วยและด้านข้างก๋วยเพื่อให้ปิดตาก๋วยมิดชิดมิให้สิ่งของลอดตาก๋วยหล่นลงแล้วนำข้าวปลาสิ่งของที่จะถวายใส่ลงในก๋วยแล้วรวบปลายก๋วยที่เตรียมดังกล่าวไว้แล้วเป็นยอดเรียวขึ้นไป นำสวย(กรวย)ดอกไม้เสียบลงปลายยอดก๋วยพร้อมไม้เสียบกลักไม้ขีดไฟ เสียบบุหรี่ไว้สองข้างถือว่าได้ก่วยสลากที่สมบูรณ์แล้วหนึ่งแก่น(ใบ)

หากต้องการทำก๋วยสลากกี่ใบก็ทำไปตามที่ว่านี้ บางครอบครัวอาจทำถึงสามสิบสี่สิบใบก็ได้แล้วแต่ใจศรัทธาจะทำทาน

หากมีความต้องการที่จะถวายก๋วยสลากให้ใหญ่กว่านี้ก็ต้องสานก่วยให้มีใบขนาดใหญ่ปากก๋วยกว้างราวหนึ่งศอก ลึกจากปากถึงก้นก๋วยราวหนึ่งศอกเช่นกัน เมื่อเสร็จแล้วจึงนำอาหารพร้อมของมีค่าใส่ลงไปจนเต็มก๋วย เรียกก๋วยสลากที่ใหญ่นี้ว่า  "สลากโจ้ก"(สลากโชค)เพราะเป็นสลากที่มีข้าวของมากกว่าสลากธรรมดาหากพระรูปใดได้สลากนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดี  จึงเรียกกันว่า "สลากโจ้ค"(โชค)นั่นเอง

แต่ในคนบางกลุ่มเช่นคนชาวยอง  สำหรับหญิงสาวที่ต้องการถวายสลากต้องทำเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้คนเห็นว่าตนเองเป็นสาวที่มีความสามารถที่ต้องมีเสื่อสาด ที่นอน ผืนผ้าที่ตนเองทอพร้อมเครื่องครัวต่างๆใส่ลงในสลากขนาดสูงใหญ่เด่นเป็นตระหง่านแสดงศักดาความสามารถของเจ้าของสลากแล้วนำไปถวายทานเพื่อเป็นบุญกุศล สลากที่ว่านี้เรียกกันว่า  "สลากย้อม"  คือต้องย้อมหรือตกแต่งแสดงให้ผู้อื่นให้ทราบถึงความสามารถและความมีฐานะของเจ้าของสลากย้อมนี้

ประเพณีทานก๋วยสลากหรือบางท้องที่เรียกกันว่า "กิ๋นก๋วยสลาก"จะมีในเดือนสิบสองของเมืองล้านนาและต้องให้เสร็จก่อนออกพรรษา    หากล่วงเลยจากเดือนสิบสองก็จะเข้าพิธีการออกพรรษาชาวพุทธต้องเตรียมพิธีงานใหญ่อีกจะทำไม่สะดวกในการทานก๋วยสลาก

ตำนานการทานก๋วยสลากล้านนามีมานานกล่าวสรุปว่า  ในสมัยพุทธกาลมีนางยักษ์ไล่เอาชีวิตนางแม่หม้าย  ส่วนนางแม่หม้ายวิ่งเข้าไปหาพระพุทธเจ้า  พระุพุทธองค์จึงทรงห้ามและให้ทั้งสองหมดเวรกรรมแก่กันไม่จองเวรตามผลาญกันอีกต่อไป

นางแม่หม้ายจึงพานางยักษ์ไปอยู่บ้านช่วยกันทำมาหากิน ปีใดนางยักษ์รู้ว่าน้ำจะแล้งก็ไปบอกชาวบ้านให้ปลูกพืชที่ลุ่ม   ปีใดน้ำจะมากท่วมสูงนางยักษ์ก็ไปบอกชาวบ้านให้ปลูกพืชที่ดอน   ทำให้ชาวบ้านพ้นจากอุทกภัย ชาวบ้านมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ชาวบ้านจึงนำข้าวปลาอาหารมาให้นางยักษ์จนเหลือเฟือกินไม่หมด  นางยักษ์จึงนำอาหารใส่ลงตะกร้า  ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามที่ชาวบ้านนำมาให้

เมื่อมีของทั้งใหญ่เล็กปนกันหากจะนำไปถวายพระคงไม่เสมอภาค  นางยักษ์จึงคิดว่าหากพระรูปใดมีบุญมากก็ควรได้รับสิ่งของมาก  หากพระรูปใดมีบุญน้อยก็จะได้รับสลากสิ่งของน้อยตามบุญบารมี  

เมื่อคิดได้ดังนั้นนางยักษ์จึงนำสิ่งของที่มีในตะกร้าทั้งเล็กใหญ่ปนกันมาทำสลากแล้วให้พระภิกษุสงฆ์จับ  หากพระสงฆ์จับได้อย่างไรก็ถวายไปตามนั้น      

เมื่อผู้คนเห็นว่าวิธีการของนางยักษ์เป็นกลวิธีที่ดี ไม่มีโทษทั้งผู้ถวายและผู้รับ ต่างยินยอมในการกระทำอันชอบนี้  ผู้คนจึงถือปฏิบัติกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีการทานก๋วยสลากล้านนาก็เอวังเพียงเท่านี้..เท่าอี้และนายเฮย