มองสิ่งที่แตกต่างแบบละไมๆๆๆ


มีโจทย์ชีวิตที่ต้องแก้ ตอนนี้ฉันต้องฝึกจิตให้มองสิ่งแตกต่างละไมๆๆๆ ใจจะได้มีสุข และมีทักษะชีวิตที่มีประสิทธิภาพ

เคยได้ยินหรือเปล่าคะ ประโยคที่ว่า "ยิ่งอายุมากอัตตายิ่งสูง" และ "พลังด้านลบจะทำให้เราหดหู่และห่อเหี่ยว"

2 ประเด็นนี้เป็นโจทย์สมการ 2 ชั้นที่ฉันต้องแก้ไข เพื่อที่จะใช้มองสิ่งที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ฉันเป็น โดยคำตอบที่ถูกต้องได้กำหนด ไว้แล้วว่าไม่ว่าจะถอดสมการด้วยวิธีอะไรก็ช่าง คำตอบคือ ความสุข ที่มนุษย์หมายปอง

ข้อตกลงแรกก่อนแก้โจทย์ คือ อะไรคือความสุข?....จงระบุสิ่งทีแสดงให้เห็นถึงความสุขของท่าน...

ความสุขของฉันคือ ร่างกายสบายดี จิตใจแจ่มใส มีเงินพอใช้จ่าย มีคนที่รักและได้รัก มีคุณค่าและศักดิ์ศรีพอที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร

แล้วของท่านหล่ะ...

อันดับต่อมา คือการแก้โจทย์

ณ วันที่ฉันผ่านมา  ฉันเห็นผู้คนมากมายล้วนแต่มีปัญหา  มองไม่เห็นความดีของผู้อื่น...ฉันก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น นี่แหละตัวทุกข์ของฉัน

และมุมกลับกัน หลายๆ คนและฉันเองก็ถูกคนอีกหลายๆ  คน ที่มองผ่านแว่นตาคนละสี ว่าฉันเป็นตัวปัญหา  ไม่มีความดีซะเลย สรุปได้ว่า อะไรที่แตกต่างจากตัวเรา มันผิด... เช่น

  • นายกะลูกน้อง เห็นไม่ตรงกัน....ต้องมีคนผิดสักคนแหละน่า
  • สามี-ภรรยา เห็นไม่ตรงกัน....ต้องมีคนผิดสักคนแหละน่า จะผิดเล็กผิดใหญ่ก้อชาง แต่ต้องมีคนผิด
  • การเมืองคนละขั้ว ต้องให้อีกฝ่ายผิดแหละ แถมออกสื่อด้วย
  • คนรุ่น BebyBoom กับ GenX GenY  รับม่ายด้ายยยย ทำไมๆๆๆๆๆ

     ฯลฯ

นี่ก็ตัวทุกข์อีกตัว   ดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันทำให้หลายๆ คน จิตใจไม่แจ่มใส โลกขาดความละไม

แต่พอเวลาผ่านมา ทำให้ฉันมองย้อนไปว่า เรามามัวแต่นั่งดูคนอื่น ที่แตกต่างจากเรา เพราะสวมแว่นตาคนละสี ที่มาจากอัตตาที่เพิ่มขึ้น ทำให้มนุษย์ในสังคมหนอ มัวเมาในเรื่องไร้สาระ ทั้งที่ชีวิตเรามีอะไรที่น่าทำกว่านี้ และยังไม่ได้ทำอยู่อีกตั้งเยอะ

ปล. มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน (จำผู้เขียนไม่ได้)  แนะนำว่า ถ้าแว่นมันคงละสี ก็ถอดออกซะก็สิ้นเรื่อง

ทั้งนี้แม้ว่า ประสบการณ์จากอดีต จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ แต่ควรนำมาใช้ในลักษณะพัฒนาต่อยอด ไม่ใช่เป็นการสร้างกำแพง

  • การหนีออกจากอัตตา และพลังด้านลบ มีวิธีการมากมาย :-

1. เปิดใจยอมรับคนอื่นให้มาก (ช่วงปีที่ผ่านมาขอบคุณโอกาสดีๆ มากมายที่ทำให้ฉันผ่านเส้นความเป็น "ตัวฉัน" ไปได้มาก แม้วันนี้ยังไม่มากพอ แต่วันหน้าฉันคงข้ามเส้นที่ว่านี้ไปได้มากกว่าเดิม)

2. มองความแตกต่างให้เป็นแง่มุม หรือมิติ (ถ้ามนุษย์เราเห็นพระอาทิตย์ฉายแสงคู่พระจันทร์เมื่อไหร่ ค่อยตัดสินคนอื่นว่าถูกผิด ดีชั่ว...ถ้าซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ขอแค่ ชอบใจกับไม่ชอบ ได้มั๊ยอ่ะ)

3. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โลกหมุนเปลี่ยนทุกวินาที เช่นเดียวกับเส้นลายมือเปลี่ยนทุกขณะจิต เปรียบได้ว่า  หากได้สามีใหม่ อย่าเปรียบเทียบกับสามีเก่า...วันเวลาไม่เคยหวนคืน ต้องไปหน้าตลอด มันไม่มีประโยชน์

4. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ปัญหาต่างๆ ทั่วโลกที่เกิดขึ้น ลองนำมาคิดเล่นๆ ว่าหากขึ้นกับเรา เราจะแก้ไขอย่างไร (อันนี้เป็นเทคนิคหนึ่งของการฝึกการคิดแบบสร้างสรรค์)  แต่ขอร้อง โปรดอย่าตอบว่า

      - ทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ...ไม่มีซะหล่ะที่จะเกิดขึ้น กับฉันไม่ด้ายยยย

      - อือมีทางออกนะ พุดดดดดด แล้วให้ Mr......(คนอื่น) ไปทำ

      - ไม่ได้ ไม่ถูก....(แต่ไม่มีคำแนะนำที่ดี ที่ถูกต้อง)

5. พยายามอย่าอยู่กลางวงที่เป็นพลังด้านลบ  เช่น การนินทา การให้ร้ายคนอื่น การคิดเล็กคิดน้อย ถ้าปรามได้ให้ปราม เพราะ พลังด้านลบจะทำให้เราหดหู่และห่อเหี่ยว  หากแต่การพูดตำหนิ ติติง แม้จะเป็นทางลบ แต่ขอให้กระทำเพื่อการพัฒนา และทำไปด้วยความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง

 

กรณีมองสิ่งที่แตกต่างจากตนเองเป็นเรื่องที่ผิดๆๆๆๆ ฉันเคยเสียใจอยู่ 2-3 เหตุการณ์ แต่ก็ขอโทษเจ้าตัวไปแล้ว นี่ก็เป็นอุธาหรณ์สอนตัวเอง  ไม่ได้รับรองว่ามันจะหายไป แต่เวลาที่ได้เรียนรู้มันจะน้อยลง...

เรื่อง ไข่ดาว  ฉันนัดเพื่อนไปกินข้าวเย็นกัน เพื่อนฉันกรึ่มมาเล็กน้อย มาทีหลัง เห็นเมนูที่เพื่อนสั่ง ฉันก็รู้สึกอยากกินไข่ดาวทันที ถ้ากินด้วยกันมันจะอร่อยมาก จึงถามเพื่อนว่ากินไข่ดาวไหม---ไม่...15 นาที ต่อจากนั้นฉันเห็นเพื่อนตัวดีไปกระซิบอะไรกับเด็กเสิร์ฟ...ฉันรู้สึก... 1 )อีบ้านี่หลีเด็ก สันดานผู้ชายแท้ๆ เชียว 2) อะไรวะ จะสั่งเหล้าอีกแล้วรึ จะกินอะไรปานนั้น...ผ่านไปอีก 15 นาที ไข่ดาวร้อนๆ ถูกนำมาเสิร์ฟ แถมดาวให้ไข่แดงไม่สุกมาก ดูน่ากินจัง....อ๊ะ งานนี้ เราเป็นพลังด้านลบนี่นา น่าอายมั๊ยหล่ะ

-อีกเรื่องก็ คิดไปก่อนตามประสาคนอาบน้ำร้อนมาก่อน  คือ มีสาวทอมมาติดน้องสาว เราหน่ะไม่แคร์หรอก เพราะน้องเราถือว่าเป็นเพื่อน  แต่ด้วยความห่วง เพราะน้องเราถ้าเปรียบกับดอกไม้ก็คือ ดอกบัว เค้ารับไม่ได้กับเรื่อง กินขี้ปี้นอน เค้าจะระวังในเรื่องการวางตัวมาก ทำให้ออกปากทักไปก่อนว่า ให้ระวัง ถ้าจะคบเพื่อนคนนี้หากมีข่าวลือ ต้องรับให้ได้ มันทำให้มิตรภาพที่ดีๆ เกิดขึ้นได้ยาก  นี่ก็พลังด้านลบอีกแล้ว

-มีเรื่องที่ฟังดูขำๆ จากพลังด้านลบของตัวเองอีกเรื่อง มาซื้อเทป  แต่มันสะท้อนได้ดีว่าใจเราคิดอะไร  มีวันหนึ่งชวนเพื่อนไปร้านอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน แล้วไปต่อที่ร้านขายเสื้อผ้า เพื่อนคนนี้มีแฟนเป็นคนลาว ที่ไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยนัก แฟนเพื่อนโทรมาถามระหว่างที่ซื้อของกันอยู่  ว่า

      แฟนเพื่อน :  ไปไหนกัน

      เพื่อน:  มาซื้อเครื่อง (ภาษาลาวหมายถึง เสื้อผ้า)

      แฟนเพื่อน: อีหยังเกาะ

      เพื่อน:  กลัวแฟนไม่เข้าใจ เลยตอบไปว่า มาซื้อเทป

     พอเพื่อนวางโทรศัพท์จากแฟน เราถามว่า ทำไมต้องโกหก ซื้อเทปอะไรกัน อยู่ร้านเสื้อผ้าแท้ๆ  นี่แหละน้าพวกผู้ชาย

     เพื่อน : นี่งัยเทป พร้อมกับควักเทปพันสายไฟออกมา 2-3 ม้วน ซื้อตอนไปโฮมโปรงัย

    แป่วๆๆๆๆ นอกจากคิดลบแล้ว ยังเชย เพราะคิดไปถึงเครื่องเล่นเทป สมัยนี้มันต้อง DVD VCD แล้ว คิดได้งัย  เทป...อิอิ  (เล่นคิดแบบนี้ เพื่อนยังจะคบอยู่หรือเปล่า)

คำตอบสุดท้าย ทั้งหมดทั้งมวลของเรื่องก็คือ  Paradigm shift ใช่ไหมคะ

หมายเลขบันทึก: 459163เขียนเมื่อ 7 กันยายน 2011 17:28 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 20:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
L3nr
ระบบห้องเรียนกลับทาง