จะมีใครบ้างที่รู้ว่าพระโสดาบันรู้สึกอย่างไร

บันทึกนี้ สำหรับผู้ที่อยากทราบข้อเท็จจริง ในความรู้สึกของความเป็นพระโสดาบัน ที่ผู้บรรยายขอยืนยันว่าทุกคำที่บรรยาย เป็นเรื่องจริง ไม่หลอกลวง เพื่อเป็นธรรมทานแด่ผู้ที่ต้องการค้นหาทางสว่าง แก่ตนเอง  หากท่านมีศรัทธาในบทความนี้ ก็ขออนุโมทนาด้วย 

ถามว่าข้าพเจ้าผู้บรรยาย มีสภาวะธรรม ถึงขั้นพระโสดาบันหรือยัง ?

คำตอบคือ ยังไม่บรรลุสภาวะธรรมอันนี้ แต่ ผู้บรรยายได้รับความรู้และความเข้าใจถึงสภาวะธรรมนี้ จากผู้ที่บรรลุแล้ว (ซึ่งผู้บรรลุอยากถ่ายทอดความรู้นี้) แต่ท่านผู้นั้นไม่ประสงค์จะเป็นข่าว ไม่ประสงค์จะวุ่นวาย จึงไม่ได้แถลงด้วยตัวท่านเอง และท่านเองมีความปรารถนาดี ก็ไม่อยากให้คนยุคนี้สมัยนี้เดินหลงทางผิด  หรือโดนหลอกจากพวกมิจฉาทิฏฐิ  และจากความที่ไม่ได้รับการสอนที่ถูกต้อง  หรือเพราะมีความสงสัยว่า มีจริงหรือเรื่องมรรคผลนิพพาน และนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ก็ยังเถียงกันไม่จบ

พระโสดาบัน คือผู้ที่เข้าถึงกระแสพระนิพพาน เหมือนใบไม้ที่ตกลงไปในน้ำวน ซึ่งสุดท้าย ใบไม้นั้นก็จะถูกดูดลงไปใต้น้ำในที่สุด   เปรียบเสมือนพระโสดาบัน เมื่อเข้าถึงกระแสพระนิพพานแล้ว สุดท้ายก็จะต้องเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด  อันนี้ข้าพเจ้าคงไม่บรรยายให้ละเอียดลงไปเพราะท่านผู้อ่านคงสามารถหาความรู้เพิ่มเติมจากพระไตรปิฎกได้   แต่จะมุ่งเน้นถึงความรู้สึกของท่านมากกว่า ซึ่งไม่มีเขียนบันทึกไว้ที่ไหนเลย..(ผู้บรรยายไม่อยากเก็บเป็นความลับ)........

ความรู้สึกแรก ก่อนบรรลุ    คือ ความตรึกถึง ทุกขสัจจะ ความทุกข์จากภัยต่างๆ ที่มาจากเรายึดเหนี่ยวเอาสิ่งที่เรารักเราชอบมาเป็นของเรา  ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสิ่งต่างๆ ภายในโลก ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่อยากได้อะไรๆที่เคยอยากได้   นี่แหละคือความรู้สึกแรก  แม้แต่จะกินอะไรเข้าไปมันก็ไม่อร่อยเหมือนแต่ก่อน ฟังอะไรๆ ก็ฟังผ่านๆ มองอะไรก็มองผ่านๆ ไม่สนใจเป็นพิเศษ   และมักจะปรารภบ่อยๆว่า สิ่งนั้นไม่เที่ยง  สิ่งนี้เป็นทุกข์  สิ่งนี้เป็นอนัตตา  นี่คือเรื่องจริงนะครับ ความรู้สึกอย่างนี้เคยเกิดกับท่านบ้างไหม?  และไม่ใช่แค่วันเดียว หรือสองวันนะครับ  เกิดแบบนี้ติดต่อกันเป็นปีๆ เลย 

ความรู้สึกที่สอง  ขณะหลับตาลงไป เพื่อทำสมาธิ  จะเห็นบรรยากาศภายหน้าใส ท่านบอกว่า คล้ายกับจอโทรทัศน์ แต่ใสกว่านั้น เห็นอย่างนั้นเรื่อย เมื่อหลับตาทำสมาธิ บางครั้งเมื่อจะนอนหลับ ก็เห็นภาพความใสเหมือนจอก่อนจะหลับ

ความรู้สึกที่สาม  พอทำสมาธิจนใจเป็นสมาธิ ก็ได้เห็น "พระพุทธเจ้า"  และได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าในสมาธิด้วย   อันนี้ก็เป็นเป็นไปตามคำกล่าวของพระพุทธเจ้าที่ว่า ภายในพุทธันดรนี้ หากผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา (ได้เห็นพระพุทธเจ้า) อันนี้ท่านผู้บรรลุได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องอุปมา อุปไมย อย่างที่คนยุคนี้เข้าใจกัน

ท่านกล่าวว่า เมื่อก่อนใจมันยังมีความวิตกกังวลอยู่บ้าง เช่น ยังต้องฆ่าสัตว์ (ยุง , แมลง , แมลงสาบ , งู , ฯลฯ) อยู่   ยังต้องโมโหอยู่เมื่อมีคนทำให้ไม่พอใจ แล้วจะไปสำเร็จบรรลุกันได้อย่างไร ? หลังจากนั้น ก็เริ่มทำสมาธิได้อีกครั้ง คราวนี้ "พระพุทธเจ้า" ก็ปรากฏขึ้น (ในสมาธิ) แล้วบอกว่า "คนมีกิเลส ยังไงๆ ก็ต้องปฏิบัติไปตามผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังต้องไปจ่ายกับข้าว หุงข้าว พูดคุย หัวเราะ ทำบาป อยู่เป็นธรรมดาตามประสาคนมีกิเลสอยู่ อย่าได้กังวลในข้อนี้เลย"  เมื่อมาทำความเข้าใจก็พบว่า จริงอย่างนั้นเพราะคนธรรมดา ก็ต้องปฏิบัติไปตามคนที่อยู่ในโลกนี้เขาทำกัน แต่ก็ให้พยายามละบาป ละอกุศลที่จะเกิดขึ้นต่อไป สิ่งที่แล้วๆ มา ก็อย่าไปคิดมัน อย่าไปนึกถึงมันอีก  ความรู้สึกกังวลนั้นก็หมดไป

ความรู้สึกที่สี่  ท่านผู้บรรลุกล่าวว่า เมื่อทำสมาธิแล้วปรากฏเห็นจอ อย่างที่เคยเห็นอีก แต่คราวนี้ กลับเห็นตัวเราเองอยู่ในจอ  เนื้อเรื่องในจอนั้น ตัวเราได้มีความแก่ชรา เป็นคนหนังเหี่ยวย่น หน้าตาแก่ดูไม่ได้  และแล้วตัวเราก็ล้มเจ็บ มีโรครุมเร้า เกิดอาการพิกลพิการไปจากเดิมน่ารังเกียจ   ต่อจากนั้น ตัวเราก็ตายลง ซึ่งในความตายนั้นได้เห็นตัวเองเน่าเปื่อย เป็นซากศพ มีหนอนไชตัวเท่าหัวแม่มือ ไชไปตามตัว ตามหัว ตามหน้า เป็นอันมาก น่าขยะแขยงน่ารังเกียจมาก และยังได้กลิ่นเหม็นเน่าศพตัวเราตายอีกด้วย  สุดท้ายแล้วก็ได้เห็นตัวเราเน่าเปื่อยจนเนื้อหลุดออกจากกระดูกหายไปเหลือแต่กระดูกและซากกระดูกนั้นก็เปื่อยยุ่ยไปตามกาลเวลา ในที่สุดเศษซากกระดูกเราก็กระจัดกระจายหายไป   จึงมีความรู้สึกถึงทุกขอริยสัจ ว่าสิ่งใดๆเกิดแล้วก็ดับ ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา เพราะตัวเราก็อยู่ในความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ท่านบอกว่า สมาธิเราเองนั่นแหละสอนเราเอง)

ท่านผู้บรรลุบอกว่า เมื่อจบเหตุการณ์ในสมาธิและการพิจารณานั้น ก็ได้บังเกิดความปิติ ยินดีมากอย่างยิ่ง อย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน เพราะรู้สึกด้วยตัวเองดีเลยว่าได้ละความรู้สึกถึงการมีตัวมีตนและยึดตัวยึดตน อยู่จนหมดแล้ว  ในขณะที่เกิดความรู้สึกยินดีนั้น ก็ได้เห็น (มองเห็นขณะลืมตา แต่เห็นในจิตของตน) ดอกบัวชนิดหนึ่งเป็นบัวกินสาย กำลังบานในใจเลยทีเดียว และรู้ตัวเองว่าตนได้บรรลุแล้วในพระโสดาบัน ทันที รู้สึกถึงความเบาบางของกิเลสที่มีในใจทันที  อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน  ข้อนี้ทำให้ผู้บรรยายนึกถึงภาพยนต์การ์ตูน ที่คนไทยร่วมกันสร้างเรื่องพระพุทธเจ้า (Download Free) ไม่ทราบว่าผู้ให้ข้อมูลนั้นจะบรรลุเหมือนกันหรือไม่ เพราะในฉากหนึ่งที่ ยสกุลบุตรสำเร็จพระโสดาบัน จะปรากฏดอกบัวบานในใจด้วย 

ความรู้สึกสุดท้าย คือ การรังเกียจการกลับมาเกิดใหม่ ท่านบอกว่าเมื่อคิดถึงว่าเราต้องกลับมาเกิดอีก ก็แขยง และวิตกกับภัยที่จะตามมา เกิดความหวาดกลัวที่จะเกิด เหมือนการกลับมาเกิดอีกนี้เป็นของที่ชั่วมาก ทางที่ดีต้องให้บรรลุยิ่งๆ ขึ้นไปอีกจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่ในภพชาติใหม่อีก  ท่านผู้อ่านมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม ? 

นี่คือ คำบอกเล่าของผู้ที่เคยบรรลุครับ ข้าพเจ้าคิดว่าโชคดีมากที่ได้รับทราบเรื่องราวต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริง ที่หลายคนไม่รู้และไม่เชื่อ ท่านยังบอกอีกด้วยว่า การทำสมาธินี้ให้ใช้วิธีกำหนดลมหายใจเข้าออก อย่างเดียว (อานาปานสติ) และเมื่อรู้ว่าจิตเป็นสมาธิ ให้พิจารณาถึงตัวเราเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้เป็นทางลัดที่สุด อย่าไปทำทางอื่นๆ เช่น เพ่งไฟ,เพ่งดิน,เพ่งน้ำ (เรียกว่ากสิน)  หรือจินตนาการเพ่งวัตถุต่างๆเอาเอง  นั่นเป็นทางอ้อม จะบรรลุได้ช้า หากมีความอยากหวังได้อภิญญาหรือความวิเศษด้วยแล้ว ดีไม่ดีก็จะไม่สามารถบรรลุอะไรเลย เพราะจิตไม่ได้ตั้งมั่นในวิปัสสนา แต่มีกิเลสความอยากเข้าครอบงำ  ท่านแนะนำให้ทำจิตไว้ว่า "ได้ก็ช่าง ไม่ได้ก็ช่าง" อย่าไปหวังสำเร็จบรรลุเอาเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ มันจะไม่ได้อะไรเลย

สุดท้ายนี้ หากท่านผู้อ่านได้ทราบอย่างนี้แล้ว ท่านก็เปรียบเทียบเอาเถิดว่า สิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริง ในการสอนของบรรดาอาจารย์ต่างๆ แต่อย่าเชื่อ จนกว่าจะพิสูจน์ได้และประจักษ์ด้วยตนเอง ตามพระสูตรที่ชื่อว่า กาลามสูตร