บันทึกนี้ สำหรับผู้ที่อยากทราบข้อเท็จจริง ในความรู้สึกของความเป็นพระโสดาบัน ที่ผู้บรรยายขอยืนยันว่าทุกคำที่บรรยาย เป็นเรื่องจริง ไม่หลอกลวง เพื่อเป็นธรรมทานแด่ผู้ที่ต้องการค้นหาทางสว่าง แก่ตนเอง หากท่านมีศรัทธาในบทความนี้ ก็ขออนุโมทนาด้วย
ถามว่าข้าพเจ้าผู้บรรยาย มีสภาวะธรรม ถึงขั้นพระโสดาบันหรือยัง ?
คำตอบคือ ยังไม่บรรลุสภาวะธรรมอันนี้ แต่ ผู้บรรยายได้รับความรู้และความเข้าใจถึงสภาวะธรรมนี้ จากผู้ที่บรรลุแล้ว (ซึ่งผู้บรรลุอยากถ่ายทอดความรู้นี้) แต่ท่านผู้นั้นไม่ประสงค์จะเป็นข่าว ไม่ประสงค์จะวุ่นวาย จึงไม่ได้แถลงด้วยตัวท่านเอง และท่านเองมีความปรารถนาดี ก็ไม่อยากให้คนยุคนี้สมัยนี้เดินหลงทางผิด หรือโดนหลอกจากพวกมิจฉาทิฏฐิ และจากความที่ไม่ได้รับการสอนที่ถูกต้อง หรือเพราะมีความสงสัยว่า มีจริงหรือเรื่องมรรคผลนิพพาน และนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ก็ยังเถียงกันไม่จบ
พระโสดาบัน คือผู้ที่เข้าถึงกระแสพระนิพพาน เหมือนใบไม้ที่ตกลงไปในน้ำวน ซึ่งสุดท้าย ใบไม้นั้นก็จะถูกดูดลงไปใต้น้ำในที่สุด เปรียบเสมือนพระโสดาบัน เมื่อเข้าถึงกระแสพระนิพพานแล้ว สุดท้ายก็จะต้องเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด อันนี้ข้าพเจ้าคงไม่บรรยายให้ละเอียดลงไปเพราะท่านผู้อ่านคงสามารถหาความรู้เพิ่มเติมจากพระไตรปิฎกได้ แต่จะมุ่งเน้นถึงความรู้สึกของท่านมากกว่า ซึ่งไม่มีเขียนบันทึกไว้ที่ไหนเลย..(ผู้บรรยายไม่อยากเก็บเป็นความลับ)........
ความรู้สึกแรก ก่อนบรรลุ คือ ความตรึกถึง ทุกขสัจจะ ความทุกข์จากภัยต่างๆ ที่มาจากเรายึดเหนี่ยวเอาสิ่งที่เรารักเราชอบมาเป็นของเรา ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสิ่งต่างๆ ภายในโลก ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่อยากได้อะไรๆที่เคยอยากได้ นี่แหละคือความรู้สึกแรก แม้แต่จะกินอะไรเข้าไปมันก็ไม่อร่อยเหมือนแต่ก่อน ฟังอะไรๆ ก็ฟังผ่านๆ มองอะไรก็มองผ่านๆ ไม่สนใจเป็นพิเศษ และมักจะปรารภบ่อยๆว่า สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เป็นอนัตตา นี่คือเรื่องจริงนะครับ ความรู้สึกอย่างนี้เคยเกิดกับท่านบ้างไหม? และไม่ใช่แค่วันเดียว หรือสองวันนะครับ เกิดแบบนี้ติดต่อกันเป็นปีๆ เลย
ความรู้สึกที่สอง ขณะหลับตาลงไป เพื่อทำสมาธิ จะเห็นบรรยากาศภายหน้าใส ท่านบอกว่า คล้ายกับจอโทรทัศน์ แต่ใสกว่านั้น เห็นอย่างนั้นเรื่อย เมื่อหลับตาทำสมาธิ บางครั้งเมื่อจะนอนหลับ ก็เห็นภาพความใสเหมือนจอก่อนจะหลับ
ความรู้สึกที่สาม พอทำสมาธิจนใจเป็นสมาธิ ก็ได้เห็น "พระพุทธเจ้า" และได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าในสมาธิด้วย อันนี้ก็เป็นเป็นไปตามคำกล่าวของพระพุทธเจ้าที่ว่า ภายในพุทธันดรนี้ หากผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา (ได้เห็นพระพุทธเจ้า) อันนี้ท่านผู้บรรลุได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องอุปมา อุปไมย อย่างที่คนยุคนี้เข้าใจกัน
ท่านกล่าวว่า เมื่อก่อนใจมันยังมีความวิตกกังวลอยู่บ้าง เช่น ยังต้องฆ่าสัตว์ (ยุง , แมลง , แมลงสาบ , งู , ฯลฯ) อยู่ ยังต้องโมโหอยู่เมื่อมีคนทำให้ไม่พอใจ แล้วจะไปสำเร็จบรรลุกันได้อย่างไร ? หลังจากนั้น ก็เริ่มทำสมาธิได้อีกครั้ง คราวนี้ "พระพุทธเจ้า" ก็ปรากฏขึ้น (ในสมาธิ) แล้วบอกว่า "คนมีกิเลส ยังไงๆ ก็ต้องปฏิบัติไปตามผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังต้องไปจ่ายกับข้าว หุงข้าว พูดคุย หัวเราะ ทำบาป อยู่เป็นธรรมดาตามประสาคนมีกิเลสอยู่ อย่าได้กังวลในข้อนี้เลย" เมื่อมาทำความเข้าใจก็พบว่า จริงอย่างนั้นเพราะคนธรรมดา ก็ต้องปฏิบัติไปตามคนที่อยู่ในโลกนี้เขาทำกัน แต่ก็ให้พยายามละบาป ละอกุศลที่จะเกิดขึ้นต่อไป สิ่งที่แล้วๆ มา ก็อย่าไปคิดมัน อย่าไปนึกถึงมันอีก ความรู้สึกกังวลนั้นก็หมดไป
ความรู้สึกที่สี่ ท่านผู้บรรลุกล่าวว่า เมื่อทำสมาธิแล้วปรากฏเห็นจอ อย่างที่เคยเห็นอีก แต่คราวนี้ กลับเห็นตัวเราเองอยู่ในจอ เนื้อเรื่องในจอนั้น ตัวเราได้มีความแก่ชรา เป็นคนหนังเหี่ยวย่น หน้าตาแก่ดูไม่ได้ และแล้วตัวเราก็ล้มเจ็บ มีโรครุมเร้า เกิดอาการพิกลพิการไปจากเดิมน่ารังเกียจ ต่อจากนั้น ตัวเราก็ตายลง ซึ่งในความตายนั้นได้เห็นตัวเองเน่าเปื่อย เป็นซากศพ มีหนอนไชตัวเท่าหัวแม่มือ ไชไปตามตัว ตามหัว ตามหน้า เป็นอันมาก น่าขยะแขยงน่ารังเกียจมาก และยังได้กลิ่นเหม็นเน่าศพตัวเราตายอีกด้วย สุดท้ายแล้วก็ได้เห็นตัวเราเน่าเปื่อยจนเนื้อหลุดออกจากกระดูกหายไปเหลือแต่กระดูกและซากกระดูกนั้นก็เปื่อยยุ่ยไปตามกาลเวลา ในที่สุดเศษซากกระดูกเราก็กระจัดกระจายหายไป จึงมีความรู้สึกถึงทุกขอริยสัจ ว่าสิ่งใดๆเกิดแล้วก็ดับ ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา เพราะตัวเราก็อยู่ในความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ท่านบอกว่า สมาธิเราเองนั่นแหละสอนเราเอง)
ท่านผู้บรรลุบอกว่า เมื่อจบเหตุการณ์ในสมาธิและการพิจารณานั้น ก็ได้บังเกิดความปิติ ยินดีมากอย่างยิ่ง อย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน เพราะรู้สึกด้วยตัวเองดีเลยว่าได้ละความรู้สึกถึงการมีตัวมีตนและยึดตัวยึดตน อยู่จนหมดแล้ว ในขณะที่เกิดความรู้สึกยินดีนั้น ก็ได้เห็น (มองเห็นขณะลืมตา แต่เห็นในจิตของตน) ดอกบัวชนิดหนึ่งเป็นบัวกินสาย กำลังบานในใจเลยทีเดียว และรู้ตัวเองว่าตนได้บรรลุแล้วในพระโสดาบัน ทันที รู้สึกถึงความเบาบางของกิเลสที่มีในใจทันที อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ข้อนี้ทำให้ผู้บรรยายนึกถึงภาพยนต์การ์ตูน ที่คนไทยร่วมกันสร้างเรื่องพระพุทธเจ้า (Download Free) ไม่ทราบว่าผู้ให้ข้อมูลนั้นจะบรรลุเหมือนกันหรือไม่ เพราะในฉากหนึ่งที่ ยสกุลบุตรสำเร็จพระโสดาบัน จะปรากฏดอกบัวบานในใจด้วย
ความรู้สึกสุดท้าย คือ การรังเกียจการกลับมาเกิดใหม่ ท่านบอกว่าเมื่อคิดถึงว่าเราต้องกลับมาเกิดอีก ก็แขยง และวิตกกับภัยที่จะตามมา เกิดความหวาดกลัวที่จะเกิด เหมือนการกลับมาเกิดอีกนี้เป็นของที่ชั่วมาก ทางที่ดีต้องให้บรรลุยิ่งๆ ขึ้นไปอีกจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่ในภพชาติใหม่อีก ท่านผู้อ่านมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม ?
นี่คือ คำบอกเล่าของผู้ที่เคยบรรลุครับ ข้าพเจ้าคิดว่าโชคดีมากที่ได้รับทราบเรื่องราวต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริง ที่หลายคนไม่รู้และไม่เชื่อ ท่านยังบอกอีกด้วยว่า การทำสมาธินี้ให้ใช้วิธีกำหนดลมหายใจเข้าออก อย่างเดียว (อานาปานสติ) และเมื่อรู้ว่าจิตเป็นสมาธิ ให้พิจารณาถึงตัวเราเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้เป็นทางลัดที่สุด อย่าไปทำทางอื่นๆ เช่น เพ่งไฟ,เพ่งดิน,เพ่งน้ำ (เรียกว่ากสิน) หรือจินตนาการเพ่งวัตถุต่างๆเอาเอง นั่นเป็นทางอ้อม จะบรรลุได้ช้า หากมีความอยากหวังได้อภิญญาหรือความวิเศษด้วยแล้ว ดีไม่ดีก็จะไม่สามารถบรรลุอะไรเลย เพราะจิตไม่ได้ตั้งมั่นในวิปัสสนา แต่มีกิเลสความอยากเข้าครอบงำ ท่านแนะนำให้ทำจิตไว้ว่า "ได้ก็ช่าง ไม่ได้ก็ช่าง" อย่าไปหวังสำเร็จบรรลุเอาเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ มันจะไม่ได้อะไรเลย
สุดท้ายนี้ หากท่านผู้อ่านได้ทราบอย่างนี้แล้ว ท่านก็เปรียบเทียบเอาเถิดว่า สิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริง ในการสอนของบรรดาอาจารย์ต่างๆ แต่อย่าเชื่อ จนกว่าจะพิสูจน์ได้และประจักษ์ด้วยตนเอง ตามพระสูตรที่ชื่อว่า กาลามสูตร
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆนะคะ อ่านแล้วจิตใจสงบ มีสติมากขึ้น เห็นความเป็นจริงของโลก
ผมเป็นคนนึงที่มีความรู้สึกแบบนี้ หลังจากที่บวช แล้วลาสิขา ก็มีความรู้สึกแปลกๆขึ้นกับตัวเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร จนมาศึกษาธรรมะ แล้วปฏิบัติต่อโดยการนั่งสมาธิ ก็ได้พบว่าการที่เราเปลี่ยนไปนั้นเกิดจากการ นั่งสมาธิอย่างเดียวเท่านั้น ใจเราถูกขัดเกลา จนละเรื่องต่างๆได้อย่างสบายๆไม่รู้สึกยาก และเมื่อได้อ่านบทความนี้เลยเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
ขอบคุณค่ะ เป็นประโยชน์มากๆค่ะ
ปุถุชนมีความสามารถในการเข้าถึงธรรมแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะจริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้สอนกรรมฐานไว้มากถึง40 แบบ อานาปานสติ เอย กสิน เอย ก็จัดเป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้น ใช่ว่า กสิน จะเป็นของไม่ดีซะทีเดียว ไม่เช่นนั้นพุทธองค์คงไม่ตรัสสอนไว้ดอก
ขอบคุณครับที่แบ่งบัน
ข้าพเจ้าก็รู้สึกอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ยิ่งตอนนี้ ยิ่งชัด ทั้งๆๆ ทีทข้าพเจ้าก็ไม่ได้ นั่งสมาธิบ่อย
ต่อไปจะเห็นความไม่พอใจมากขึ้นมีความถี่ชัดมากขึ้นเมื่อภายนอกมากระทบเพราะแต่ก่อนไม่เคยเห็นจะตามบ้างไม่ตามบ้าง
แต่จะระงับภายในได้ไม่ยืดเยื้อไปเรื่อยๆไม่มีอะไรมากระทบจิตก็ปกติเย็นปกติเมื่อจิตพร้อมปัญญาพร้อมจิตดิ่งสู่ความสงบดับวูปอีกครั้งจิตรวมใหญ่อีกครั้งจากนั้นอารมณ์ความไม่พอใจดังเดิมหายไป3ใน4เหบือแต่ความปกติมีอะไรมากระทบมันก็เฉยของมันเองเป็นไปเอง. ต่อไปเหลืออารมณ์ความเป็นชายหญิงอารมณ์นี้ก็กระทบมาแต่ก่อนฝึกอยู่แล้วรู้อยู่แล้วมันลึกมัน. มันเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก ถึงขั้นนี้ความกระทบมันมีอยู่จิตจ้องที่จะละพอจิตพร้อมปัญญาพร้อม จิตเป็นสมาธิธรรมเกิดผู้รู้เกิดรู้ชัดมากขึ้นถ้ายังมีอยู่มันก็มีอยู่แม้แต่ผู้รู้ก็ไม่มีถ้ามีก็ยังมี จากนั้นอารมณ์ตัวนี้ไม่ไปหน้าไม่มาหลังค่อยๆเสื่อมไปๆเหลือจิตปกติ อย่างเดียว
ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ
ข้อสุดท้ายก่อน ท่านผู้ยืนอยู่บนทางนี้แล้วจะไม่มีความวิตก รังเกียจ แขยง หรือหวาดกลัวอะไรใดๆทั้งสิ้น มีแต่จะเดินหน้าต่อไป หากยังมีความรู้ที่คุณกล่าวมานี้ ผมว่าโสดาบันที่ว่านั้นสอบตกครับ
ที่ว่าความรู้สึกแรก ก่อนบรรลุ มันเป็นธรรมที่เกิดกับคนที่ปฏิบัติประจำไม่น่าจะแปลก
ความรู้สึกที่สอง คือนิมิตติดตา ไม่ต้องถึงโสดาบนก็เกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ทำสมาธิได้ถึงขั้นอุปะจาระสมาธิก็ทำได้ บางคนมีสมาธิแรง แค่คะณิกะสมาธิก็ได้นิมิตติดตาเป็นเวลานาน ขึ้อยู่ว่าทำมากน้อยแค่ใหน เช่นบางท่านระหว่างฉันข้าวคุยกันเรื่องกิจวัดวาอื่นๆ เมื่อถึงเวลาจะสวดมนต์ให้พรญาติโยม พอสำรวมจิตเป็นหนึ่ง นิมิตก็เกิดในขนะที่ตายังมองมือวางลงหล้งจัดจีวร ตอนนั้นหูดับเลยครับ
ความรู้สึกที่สาม ที่ว่าเห็นและได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้านั้น ผมว่าคุณผู้เขียนควรฟังหูไว้หูก่อนนะครับต่อให้ได้รับฟังมาจากครูบาอาจารย์ของท่านยิ่งต้องฟังหูไว้หูใหญ่เลย ใหนคุณชวนผู้อ่านให้ใช้กาลามะสูตรเข้าเทียบไงละ พระพุทธเจ้าตรัสเป็นภาษาไทยเหรอ ภาษามะคตโบราณสมัยพุทธกาลคุณโสดาบรรรู้เหรอ แม้แต่ต่อมาถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่จารึกบนเสาหินตามพุทธสถานต่างๆ 200กว่าปีให้หลังภาษามะคตสองสมัยยังแตกต่างกันเลย นักปราชญ์สมัยนี้ที่พยายามแปลยังปวดกระบาลเลย กรุณาดู"อโศกะอินสปิชชั่น"เพื่อเทียบเคียงนะครับก่อนที่คุณจะกลายเป็นโสดาตามเขาไปอีกคน
พระพุทธพจที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" อันนี้ควรทำความเข้าใจให้สอดคล้องกับวิธีดูจิตของพุทธะวิธีให้ดูเข้า ไม่ใช่ให้ดูออกเหมือนศาสนาอื่น(เพาระว่ามีศาสนาเดียวในโลกเท่านั้นที่สอนให้ดูเข้ามาในใจของตัวเราเอง) การที่เราดูจิตของเราเองก็ต้องดูที่เวทนาของเราเอง"ทุกขนะอาการของจิต"ถ้าคุณทำได้คุนจะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพุทธนั้น เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ไม่เกี่ยวอะไรใดๆกับคุณหนิ และก็ไม่เกี่ยวกับใครใดๆทั้งสิ้น การดูเข้าดูอาการของจิตเราเองจนเข้าใจคำว่า"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา" คุณจะเข้าใจเลยว่า พุทธพจนั้นกำลังสอนคุณโดยตรงตัวต่อตัว แบบอาจารย์สอนลูกศิษย์ one on one ไม่ว่าคุณจะไปเปิดพระไตรปิฎกหน้าใหนพระสูตรบทใหนก็กำลังสอนคุณโดยตรง
เคยได้ฟังพระสายวัดป่ารุปหนึ่งเทศว่าหลับตาปั๊บไปกราบเท้าพระพุทธเจ้าบนดาวดึงส์เลย ผมลุกหนีเลยเสียเวลา วิธีไซโคของสายวัดป่ามักจะเป็นไปในรูปนี้ โดยเฉพาะชอบบอกว่าลูกศิษย์รุปนั้นเป็นอรหันต์เป็นนุ้นเป็นนี้ เราไม่ต้องไปสนใจ ท่านเป็นก็เป็นไปสิ เกี่ยวอะไรกับเราละ ดูเวทนาของเราไปเรื่อยๆก็จะเห็นเหตุเกิดของเวทนา จนกระทั่งเหตุเกิดของสังขารขัน พอเข้าใจแล้ว สายดับก็จะเข้าใจเองเป็นขบวนการ ผมเชื่อว่าถ้าใครเข้าใจถึงจุดนี้ 12องค์ธรรมในปฏิจจสมุปบาทไม่ว่าจะเป็นสายเกิดหรือสายดับก็จะชัดเจนเป็น ระดับไป การดับสังโยดขั้นต่ำก็อยุ่แค่เอื่อม
ส่วนความรุ้ที่สี่ ท่าน"ผู้บรรลุกล่าวว่าเห็นตัวเราอยุ่ในจอ" ผิดกับพุทธวิธีแบบย้อนศรเลย ผมแจงใว้แล้วในข้อที่สาม ถ้าท่านผู้บรรลุกล่าวว่าเห็นตัวเองกำลังทำสมาธิอยุ่ หรือถ้าสายวัดป่านะก็อาจจะว่า เฮ้ย ว่าว ตัวเรายังทำพุทเข้าโธออกอยุ่เลยนะเนี่ย 5555 อันนี้พอจะรับได้เพราะมองเข้ามาในตัวเรา แต่อย่ากระนั้นเลย ตราบใดที่คุณยังใช้คำว่าพุทโธคุณก็ทำผิดแล้วเพราะเมื่อมีคำเรียกขานคุณก็ไม่สัมผัสกับธรรชาติของจิตคุณเองแล้ว ถ้าคุณเป็นนักปฏิบัติธรรม คุณต้องเข้าใจข้อนี้แน่นอน เพราะในปฐมพุทธะวะจะนะว่า "คะหะการัง คะเวสันโต" ความหมายว่า เราตามหาช่างปลูกเรือน เราเข้าใจทั่วๆไปว่าช่างปลูกเรือนนี้คือตัวตันหา ผมเข้าใจคนละแบบเพาระว่า คนเราเกิดมาก็เกิดในเรือน,บ้าน(โลก) ในโลกีนี้และเด็มไปด้วยนิยามศัพท์ชื้อเรียกต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เกลียดระเอียดกว่าโกรธในเวทนารมณ์ ถ้าวางเฉยมันๆก็ไม่มีความหมาย แม้กระทั่งภูเขาลำธารลมไฟถ้าคุนวางเฉยมันๆก็เป็นธรรมชาติเท่านั้น
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะเคหัง นะกาหะสิ
เราย้อนไปดูตอนที่ท่านนั่งทรมานตนจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเป็นเวลาหลายสิบวันยังไม่ตายเพราะอาหารระเอียด(พลังงาน)ที่ถูกสะสมในร่างกายถูกนำมาเผาผลาญหย้่งชีพต่อไปเลื่อยๆจนกว่ามัน(พลังงาน)จะหมดสิ้น(ตาย) แต่พระพุทธะองค์เลือกมาวางเฉยกับอาหารจิต อหารใหม่ไม่เข้า อาหาร(จิต)เก่าที่สะสมไว้ก่อนมันก็ออกมา(ตอนนี้สำคัญที่สุดผู้ปฏิบัติต้องวางเฉยไปตลอด ถ้าคุณไม่วางเฉยคุณก็จะเกิดอารมณ์ไม่ฝ่ายบวกก็ฝ่ายลบ ไม่เป็นอารมณ์กลางๆเหมือนโสดาบรรที่คุณว่านั้นและที่เกิดอารมณ์แขยง รังเกียจ วิตกกับภัยที่จะตามมา)ออกมาเลื่อยจนเห็นปุเรชาติ(อะเนกะชาติสังสารัง) ข้ามไปดูท่านว่า(ทุกขาชาติปุนัปปุนัง)อันนี้คงไม่ต้องแปลนะครับ
อนึ่ง ไตรลักษณ์ไม่ต้องพิจารณาให้เสียเวลา มันเป็นของมันเองในตัว โสดาบันที่คุณว่ากสินคือทางอ้อม แล้วทำไมไปเห็นอะสุพะนิมิตเล่า อะสุพะกรรมฐานก็กสินดีๆนี่แหละ แม้แต่อานาปานสติก็คือกสินอย่างหนึ่งที่พระพุทธะองค์ทรงสอนไว้ เพียงแต่เอาอานาปานสติเบิกทาง เมื่อสมาธิแน่วแน่แล้ว จึงหันมาต่อด้วยวิปัสสะนะวิธี กรุณาดูหลักคำสอนมหาสติปัฐฐานสี่
สุดท้ายคุณจะเห็นว่าเมื่อมีเจตตนารมณ์แม้เกิดในใจก็เป็นเหตุให้กงจักรหมุนเวียนต่อไป ถ้าดับเสียปัจจุบันก็จะหากรรมใหม่ใหนอีกเล่า ก็คงเลือแต่ที่ลมหายใจกับ.......
กิจควรทำได้ทำแล้ว กิจอื่นไม่มีอีกต่อไป
ภะวะตุ สัพพะมังคาลัง ขอให้ทุกท่านจงมีแต่ความสุขในธรรม
ปล. ผมเองก็ยังไม่ถึงอะไรกับเขาหรอกน้า แต่กระทู้นี้แน่นอนเอากาลามะสูตรเข้าเทียบ โยนิโสมนสิการประจำทุกอารมณ์เจออันนี้ครับ.....มา ภัพพะรูปะตา.
ผมไม่ได้บรรลุนะครับ แต่ผมก็เคยรู้สึกบ่อยๆ อยู่เหมือนกัน คงเป็นเพราะผมเคยบวชเคยได้ยินได้ฟ้งคำสอนของครูบาอาจารย์มาอยู่ เลยรู้สึกกลัวการเกิด ความรู้สึกแบบนี้ ผมจะรู้สึกเป็น ระยะ ระยะ บางครั้งนังดื่มเหล้ากับเพื่อนๆ กำลังหัวเราะชอบใจ และร้องเพลงกันกับเพื่อนๆ อยู่ดีๆก็รู้สึกขึ้นมาว่า เพื่อนๆกับผมกำลังจะต้องตายในภายหน้า เสียงหัวเราะที่เคยได้ยินได้หัวเราะกัน ก็จะเงียบหายไป แล้วอยู่ดีๆจิตก็นึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ขึ้นมาว่าเป็นความจริง และรู้สึกกลัวนรกสวรรค์ กลัวตกนรก กลัวการเกิด เพราะไม่รู้ว่าชาติต่อไปตัวเองจะได้เกิดมาเป็นอะไร เป็นหมาเป็นแมลง รึจะเป็นนกงู ความกลัวมันมาเรื่อยๆ ครับ และนั่งจับแขนจับขาจับใบหน้าที่ข้างในเนื้อเรามันเป็นกระดูก ทำให้ผมเองนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นมาว่า มันเป็นของไม่เที่ยง
การ ทำสมาธิ มีอาการ เกิดไม่เหมือนกันครับ จิตจะพ้นไม่พ้น ปัญญาญาณจะรู้เอง ขณะปฏิบัติอาจจะไม่เห็น หรือรู้ไม่เหมือนกัน แต่พอปัญญาเกิดขึ้น แล้วมันตัด มันตัดว่าทุกข์ หรือ สุข มันเป็นของต่อเนื่องด้วยกัน(แล้วมันเห็นว่า จะทุกหรือสุข มันไม่มีอยู่จริง เพราะตัวเราไม่มี) แต่มันเป็นเรื่องของ สังขาร มันแยกกัน คือที่มีคือจิตที่รับรู้สะภาวะทุกอย่าง คือสังขาร มีความยินดี กับ ยินร้าย คือชอบไม่ชอบ แล้วตัวผู้รู้ มันจะเห็นว่า จิตนี้ที่ไม่ใช่เราจะอยู่ตรงกลาง ระหว่าง สุขกะทุก คือไม่สุดโต่ง ข้างใดข้างหนึ่ง .. (ห้ามถามว่า ผมบรรลุธรรมไหม ..ไม่มีคำตอบนะครับ แค่แบ่งปันครับ ใครไม่ชอบก็ ลองไปทำ และพิสูจน์เองทำไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้สักวันครับ)
การ ทำสมาธิ มีอาการ เกิดไม่เหมือนกันครับ จิตจะพ้นไม่พ้น ปัญญาญาณจะรู้เอง ขณะปฏิบัติอาจจะไม่เห็น หรือรู้ไม่เหมือนกัน แต่พอปัญญาเกิดขึ้น แล้วมันตัด มันตัดว่าทุกข์ หรือ สุข มันเป็นของต่อเนื่องด้วยกัน(แล้วมันเห็นว่า จะทุกหรือสุข มันไม่มีอยู่จริง เพราะตัวเราไม่มี) แต่มันเป็นเรื่องของ สังขาร มันแยกกัน คือที่มีคือจิตที่รับรู้สะภาวะทุกอย่าง คือสังขาร มีความยินดี กับ ยินร้าย คือชอบไม่ชอบ แล้วตัวผู้รู้ มันจะเห็นว่า จิตนี้ที่ไม่ใช่เราจะอยู่ตรงกลาง ระหว่าง สุขกะทุก คือไม่สุดโต่ง ข้างใดข้างหนึ่ง .. (ห้ามถามว่า ผมบรรลุธรรมไหม ..ไม่มีคำตอบนะครับ แค่แบ่งปันครับ ใครไม่ชอบก็ ลองไปทำ และพิสูจน์เองทำไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้สักวันครับ)