สรุปสถิติที่ใช้ในการวิจัย
การวิจัยต้องใช้สถิติหลายกลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 สถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ ทั้งรายข้อ และทั้งฉบับ
- แบบทดสอบ การหาคุณภาพรายข้อ เช่น ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) การหาคุณภาพทั้งฉบับ ได้แก่ การหาค่าความเที่ยง เช่น KR-20 และการหาค่าความตรง ใช้ ดัชนี IOC (ความสอดคล้อง)
- แบบสอบถามลักษณะที่เป็นแบบประมาณค่า การหาคุณภาพรายข้อใช่ค่าที (T- value) การหาค่าความเที่ยงใช้สูตร Alpha Coefficient (a ) ของ Cronbach และในการหาค่าความตรงของแบบสอบถามก็ใช้การหาดัชนี IOC สำหรับเครื่องมือแบบอื่น เช่น แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต ฯลฯ มีวิธีการหาคุณภาพของเครื่องมือเช่นกัน ศึกษาได้จากตำราการวัดผลประเมินผลทั่วไป
สรุปว่า ผู้ที่จะทำวิจัยต้องมีทักษะพื้นฐานด้านการวัดผลประเมินผล และการหาคุณภาพของเครื่องมือที่จะใช้ในการวิจัยมาก่อน (ซึ่งมีสถิติมากมายหลายตัว) และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณค่าสถิติได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
กลุ่มที่ 2 สถิติบรรยาย (Descriptive Statistics) เช่น ค่าเฉลี่ย (X) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ สถิติวัดความสัมพันธ์ เป็นสถิติพื้นฐานที่ต้องใช้กับการวิจัยเกือบทุกเรื่อง
กลุ่มที่ 3 สถิติอ้างอิง (Inferential Statistics) หรือสถิติอนุมาน
สถิติอ้างอิง เป็นสถิติที่ใช้สรุปค่าสถิติไปยังค่าพารามิเตอร์ ใช้ในกรณีทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง โดยมากจะใช้ในการทดสอบสมมุติฐานที่นักวิจัยตั้งไว้ (Hypothesis Testing) หรือ การทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติ (Test of Significance)
หลักการเลือกสถิติให้เหมาะสม
1. การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ บรรยายข้อมูล (กรณีทำกับประชากรทั้งหมด ใช้สถิติบรรยาย) หรือสรุปอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างไปยังค่าประชากร (กรณีทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง ต้องใช้สถิติบรรยายและสถิติอ้างอิง)
2. จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้มีกี่กลุ่ม
-
1 กลุ่ม
-
2 กลุ่ม
-
มากกว่า 2 กลุ่ม
3. ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาอยู่ในระดับใด หรือมาตราใด
-
นามบัญญัติ
-
จัดอันดับ
-
อันตรภาค
-
อัตราส่วน
4. ตัวแปรที่ใช้มีกี่ตัว
-
1 ตัวแปร
-
2 ตัวแปร
-
มากกว่า 2 ตัวแปร
เมื่อได้พิจารณาลักษณะสำคัญของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้แล้วก็ต้องเลือกสถิติอ้างอิงให้เหมาะกับลักษณะของข้อมูล และข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติแต่และตัว
ซึ่งสถิติที่ใช้ในการอ้างอิงข้อมูลมี 2 ประเภท คือ
สถิติแบบพาราเมตริก (Parametric) ใช้สำหรับข้อมูลอันตรภาค และอัตราส่วน และแบบนอนพาราเมตริก (Nonparametric) ใช้สำหรับข้อมูลที่อยู่ในระดับนามบัญญัติ และจัดอันดับ เช่น
- สุ่มนักเรียนมา 9 คน เพื่อทดสอบความรู้หลังจากที่อบรมไปแล้ว พบว่านักเรียนได้คะแนน 6, 7, 9, 10, 5, 6, 4, 7, 5 ถ้าจะทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของนกเรียนโรงเรียนแห่งนั้นมีค่าเท่ากับ 7 คะแนน (เกณฑ์ที่ตั้งไว้) จริงหรือไม่ ข้อมูลลักษณะนี้ใช้ t - test แบบ อิสระ (Independent)ทดสอบ เพราะเป็นกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่มขนาดเล็ก (N < 30) และข้อมูลเป็นคะแนนอยู่ในระดับอันตรภาค
- ต้องการเปรียบเทียบผลการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชายและหญิงจำนวนกลุ่มละ 25 คน ต้องใช้ t – test แบบอิสระ (Independent) ทดสอบ
- ต้องการเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนในเขตเทศบาลกับนอกเขตเทศบาล โดยสุ่มตัวอย่างมากลุ่มละ 500 คน ใช้ Z - test ทดสอบ
- ในการทดสอบผู้เข้าอบรมก่อนการอบรมและหลังการอบรม เพื่อดูประสิทธิผลของโครงการนี้ ต้องใช้ t – test แบบ ไม่อิสระ (Dependent)
- ต้องการเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ใช้ANOVA ทดสอบ
- จากการทดสอบความคิดเห็นของกลุ่มผู้บริหาร ผู้ดำเนินการโครงการ และผู้รับบริการ ในโครงการอบรมอย่างหนึ่งปรากฏว่า กลุ่มผู้บริหารเห็นว่าดี 244 คน กลุ่มผู้ดำเนินการโครงการจำนวน 243 คน และกลุ่มผู้รับบริการจำนวน 320 คน เห็นว่าควรปรับปรุง จะทำการทดสอบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 กลุ่มมีความคิดเห็นแตกต่างกันหรือไม่ ต้องใช้ c2 - test เพราะข้อมูลที่วัดมาเป็นความถี่ (มาตรานามบัญญัติ)
- คะแนนเกณฑ์ปกติ (Norm) ของแบบทดสอบวัดความรู้ภาษาไทยมีค่าเท่ากับ 60 คะแนน โรงเรียนแห่งหนึ่งอ้างว่านักเรียนของตนมีความรู้มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อเป็นการทดสอบคำกล่าวอ้างดังกล่าว ผู้วิจัยได้สุ่มนักเรียนของโรงเรียนนั้นมาจำนวน 40 คน แล้วทดสอบด้วยแบบทดสอบมาตรฐานวิชาภาษาไทยปรากฏว่า ได้คะแนนเฉลี่ย 62 คาสความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 12 ข้อมูลลักษณะนี้ ใช้ Z – test แบบกลุ่มตัวอย่างเดียวทดสอบ เพราะเป็นการทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากรกลุ่มเดียวที่มีขนาดใหญ่ (N>30)
…………………………………
ความรู้เต็มๆ--