จดหมายถึงครู 3 กันยายน 2554 เมื่อคืนกว่าจะขับรถจากนนทบุรีถึง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ก็ปาไปหกทุ่มครึ่ง ระยะทางไม่ใช่ปัญหาเมื่อมีความตั้งใจทำอะไรสักอย่างที่เป็นสิ่งดี ความตั้งใจของการเดินทางครั้งนี้ก็เพียงมาเยี่ยมเยียนน้องนี กัลยาณมิตรที่มักจะเดินทางไปบำเพ็ญประโยชน์หรือปฏิบัติภาวนาด้วยกันเสมอๆ ทราบข่าวว่าน้องป่วย เมื่อมีโอกาสจึงมุ่งมั่นมาเยี่ยมเยียนแบบเห็นหน้าสักครั้ง แล้วก็ชักชวนให้สร้างกุศลให้กับตนเอง ระหว่างทางครูแนะว่า “การไปเยี่ยมคนป่วย สติและความผ่องใสเป็นสิ่งสำคัญ” กุญแจแห่งความสำเร็จที่คือ การเจริญสติ ภาวนา เจริญสติต่อเนื่องจนเป็นสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา ความไม่ลังเลสงสัยในครู ความมุ่งมั่นกับตนเอง โชคดีทีื่การเดินทางครั้งนี้มีพี่ปู เปลี่ยนกันขับรถมาอีกคน กว่าจะมาถึงน้องก็หลับแล้ว ทำได้เพียงขอโทษกับห้วงเวลาที่ผ่านมา เรียนรู้ว่า ทุกขณะ คือ การเริ่มใหม่ รุ่งเช้าของวันเสาร์ พยายามชักชวนให้ไปสร้างกุศล วัดที่น้องเลือกเป็นวัดใกล้บ้าน การได้ฟังธรรมจากพระปฏิบัติ ทำให้จิตใจเบิกบาน ด้วยความตั้งใจแห่งตน ที่จะชวนน้องไปวัดป่าหนองไคร้ แต่ด้วยเหตุแห่งการไปของน้องยังไม่ถึงพร้อม จึงเดินทางเพียงคนเดียว ตลอดเส้นทาง ได้ฝึกความอดทน และอดทน ทุกครั้งที่ครูเอ่ยปากอะไรสักอย่าง “นั่นคือ สิ่งที่จะได้เรียนรู้บทธรรมเสมอๆ” แต่ด้วยความโง่ของติ๋ว มักจะไม่รู้หรอกว่าครูให้เรียนเรื่องอะไร แต่ด้วยศรัทธา และความเชื่อมั่นในครู ก็จะทำไปก่อน แบบโง่ๆ แม้จะล้มลุกคลุกคลาน ก็ทำ ทุกครั้งที่เดินตามหลังครูก็พึงระลึกกับตนเองว่า “ฝึกฝน อดทน ครูท่านฝึกมาก่อน แพ้เป็นถ่าน ชนะเป็นเพชร ถ้าเราถอย ก็ไม่รู้จะถอยไปเพื่ออะไร ถอยให้กิเลสมันขี้รดหัวอย่างที่ผ่านมารึ สู้เดินหน้าต่อไป อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ใจตนเองอย่างไม่มีประมาณแบบมีครูนำพา”
หากใช้สมองคิดพฤติกรรมที่ติ๋วทำอาจจะดูโง่ ๆ งี่เง่าหลายครา แต่ครูก็พูดเสมอว่า คือการเรียนรู้ การที่เราเข้าใจอะไรยาก ๆ มันก็ทำให้เราสามารถบอกคนที่เดินผ่านมาทางนี้ได้ว่า ทางไหนมันผิด แต่การจะเข้าใจ เข้าถึงได้นั้นก็แล้วแต่กำลังสติปัญญาของแต่ละคน
กว่าจะมาถึงวัดก็สี่โมงครึ่ง ก่อนเข้าวัด ครูให้โอกาสแวะซื้อหมูกะทะ มาฝากชาวต้นกล้าเพราะครูตั้งใจจะเลี้ยง ตอนแรกครูชวนทานส้มตำ แต่พอทราบว่าตั้งใจรักษาศีลแปดครูจึงไม่ทาน ระหว่างทางครูเมตตาถามว่า “น้องมาด้วยไหม” เมื่อคำตอบคือไม่ ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามวิถี ตอนเจอหน้าครูติ๋วยิ้ม ครูยิ้ม เหมือนไม่มีอะไร แต่ดูเหมือนเราทั้งคู่รู้ว่ามีอะไร “การมาถึงวัดได้นี่แหละคือความสำเร็จ ที่เหลือคือกำไร จะพักที่บ้านพี่หรือที่วัดก็ได้แล้วแต่” คำพูดของครูชี้ชัดว่า “ท่านเข้าใจว่า ติ๋วผ่านความยุ่งยาก ปัญญาอุปสรรค และความท้อแท้ในจิตใจ ผ่านความคิดด้านลบ ที่จะฉุดรั้งให้หยุดเดินไปข้างหน้ามากมาย แทบร้องไห้ระหว่างทาง แต่อุปสรรคก็เป็นแค่สิ่งที่เข้ามาให้เรียนรู้ ได้รู้จักคนมากขึ้น แม้กระทั่งคนเติมแก๊สในปั้ม NGV นักเดินทางต่างๆ การรอคอยทำให้เรามีโอกาสได้ลิ้มลองสิ่งรอบข้างได้มากนะติ๋วว่า ได้เรียนรู้กับตนเองว่า การเจริญสติเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมากๆพอๆกับลมหายใจ ถ้าขาดสติความคิดด้านลบจะปรากฏขึ้น จะฉุดให้เราท้อ ให้เราล้มเลิกการสร้างกุศล ล้มเลิกการละความเห็นแก่ตัว การขาดสติจะทำให้เราไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ซ้ำเติมตนเอง ฟุ้งซ่านแล้วก็อาจจะบ้าสักวัน เพราะสร้างเหตุของการเป็นบ้าด้วยการขาดสติ เมื่อถึงพร้อมก็ให้ผลคือ เป็นคนบ้า แต่ถ้าเอาใหม่อยู่ทุกขณะ เผลอก็เริ่มใหม่ สติเป็นฐานสำคัญให้เกิดสมาธิและปัญญาเมื่อนั้นไม่รู้เอาแรงกำลังมาจากไหน ทำไปได้แบบไม่ได้ใช้สมองแต่ใช้ปัญญา เมื่อทำแล้วก็แล้ว ทำแล้วก็วาง เดินหน้าต่อไป ศีล ครูย้ำเสมอว่า คนป่วยทางจิตโดยส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องศีล คือศีลไม่ครบ อะง่าย ๆ ไม่เมตตาตนเอง จับผิดคนอื่นเพ่งโทษคนอื่น ไฟแห่งความกังวล โทษะ ความน้อยเนื้อต่ำใจ การเปรียบเทียบเปรียบเปรย สาระพัดของการผิดศีลข้อหนึ่ง ความโกรธความขุ่นมัวเป็นหน่อเนื้อสำคัญของการทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น การฆ่าต่างๆก็มีเชื้อมาจากสิ่งเหล่านีิ้ วันนี้เผลอสติก็เหนื่อยล้าท้อแท้อยู่บ้างนะ แต่การมีโอกาสไปเยี่ยมน้อง ได้ไปฟังธรรม ได้เจอครูและคุยงาน เหมือนได้รับอีกโอกาส อ้อที่ละเลยไม่ได้ช่วงระหว่างที่เดินในสวนยุงรุมคัน ก็มีขุ่นแว๊บๆนะคะ แล้วก็เอาใบตะไคร้หอมมาทาๆก็พอได้บ้าง ศีลข้อสองลักทรัพย์หากจะว่าไปติ๋วคงเคยทำใครเขาไว้เยอะ เลยส่งผลให้เป็นผู้มีทรัพย์น้อย ทุกการเดินทางเนื่องด้วยเงิน ติ๋วมีเพียงได้หล่อเลี้ยง และดำเนินไป คงเอาเวลางานไปทำอย่างอื่นเยอะเมื่อก่อน ช่วงนี้เหมือนช่วงเอาคืน ไม่ขโมยใครตรงๆ แต่ยืมแล้วคืนช้านี่แหละที่ศีลข้อนี้ด่างพร้อยค่ะ ศีลข้อสาม เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ยุ่งกับใครในเชิงชู้สาวเลยสบายหน่อย ศีลข้อสี่ ข้อนี้ยากค่ะ กับการพูดไว้แล้วทำให้ได้ แต่วันนี้ดูเหมือนว่าศีลข้อนี้กระชับเหนียวแน่นด้วยการได้ไปเยี่ยมน้อง การได้มาเจอครูที่วัด ขอบพระคุณทุกโอกาส ศีลข้อห้า ไม่ดื่มเหล้าเป็นพื้นฐานค่ะ แต่ก็มีหลุดเผลอสติบ้าน นั่งๆคุยกับครูถ่ายภาพเผลอสติเดินชนโต๊ะซะงั้น โก๊ะจริง ๆเผลอทีไรเจ็บตัวทุกทีค่ะ การได้ไปเยี่ยมน้องและไปหาครูเป็นโอกาสฝึกตนที่งดงามจริงๆ กราบขอบพระคุณครูค่ะ
ครูอ้อย เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ครูของคุณคือใครเหรอ?