การอ่านที่ดีเป็นการอ่านที่ไม่เชื่อสิ่งที่อ่านไปเสียทั้งหมด แต่ต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณา จนกระทั่งมีปัญญาเป็นของตนเอง

มีผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2548 พบว่า คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 1.59 ชั่วโมง โดยมีอัตราการอ่านหนังสือเฉลี่ย 5 เล่มต่อคนต่อปี

สี่ปีหลังจากนั้น สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ร่วมกับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยเรื่อง "การศึกษาสถานการณ์การอ่านและดัชนีการอ่านของคนไทยในปี พ.ศ.2552" และพบว่า คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 94 นาทีต่อวัน ซึ่งหมายความถึงว่า คนไทยกำลังอ่านหนังสือน้อยลงทุกที ๆ

(ว่ากันว่า คนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ย 8 บรรทัดต่อปี)

 

ด้วยเหตุนี้ ทาง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบันจึงได้จัดตั้งโครงการ "Bangkok - World Book Capital 2013" ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดแรก เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่า ชาวกรุงเทพฯ มีศักยภาพมากพอที่จะทำให้เมืองหลวงแห่งนี้กลายเป็นมหานครแห่งการอ่านได้ภายในปี พ.ศ.2556 และคาดว่า โครงการดังกล่าวน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นดินแดนแห่งการอ่านในอนาคต

ได้มีการแต่งตั้งทูตแห่งการอ่าน 3 ท่าน ได้แก่ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี คุณวู้ดดี้ และน้องเดียว

ขอยกคำสัมภาษณ์บางส่วนของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี มานำเสนอในจุดที่น่าสนใจในเรื่องการอ่าน

 


พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

 

"การอ่านที่ดีเป็นการอ่านที่ไม่เชื่อสิ่งที่อ่านไปเสียทั้งหมด แต่ต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณา จนกระทั่งมีปัญญาเป็นของตนเอง"

 


พระอาจารย์มองว่าเมืองไทยในวันนี้ก้าวมาจากจุดที่คนไทยอ่านหนังสือ 8 บรรทัดต่อปีแล้วหรือยังครับ

 

ณ เวลานี้ คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเยอะมากเมื่อเทียบกับประมาณสิบปีที่แล้ว แนวโน้มก็กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น พระอาจารย์คิดว่า เมื่อเรามาถูกทางก็ควรขยายประเด็น เพิ่มพื้นที่ และรณรงค์ให้เกิดบรรยากาศการอ่านเพิ่มขึ้น ๆ แม้ว่ายูเนสโกอาจไม่ยอมรับ แต่เราก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิมแล้ว

 

 


แล้วพระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรกับวัฒนธรรมการอ่านผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไอแพด อีบุ๊ก

 

พระอาจารย์คิดว่า หัวใจสำคัญของการอ่านคือการที่คุณเห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งสำคัญและได้รับประโยชน์จากการอ่านนั้น ๆ การรักการอ่านเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของวัสดุ ควรแยกจากกัน เพราะโลกไม่หมุนกลับหลัง วันหนึ่งเมื่อเทคโนโลยีมาถึงเรา โลกการอ่านก็ย่อมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน เมื่อคุณหลงรักการอ่าน ไม่ว่าวัสดุที่ใช้อ่านจะเป็นอินเทอร์เน็ต สมุดข่อย หรือไอแพด ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ท่าทีการเสพสื่อของเรา เพราะหากเสพไม่เป็นก็จะด่าทุกสื่อ ละครโทรทัศน์ที่เลวและข่าวเน่า ๆ ก็ให้ข้อคิดที่ดีและให้สติปัญญาได้ ถ้าเราวางท่าทีการบริโภคข่าวสารข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ จับเนื้อหาสาระจากสิ่งที่อ่านให้ได้ และได้ประโยชน์จากสิ่งนั้นจนกลายเป็นคนมีความคิดความอ่านเป็นของตนเอง ก็ถือเป็นใช้ได้

 

 


อยากให้พระอาจารย์ช่วยกรุณาแนะนำเยาวชนเรื่องการอ่านอย่างมีวิจารณญาณด้วยครับ

 

พระอาจารย์อยากบอกว่า อย่าเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่อ่านพบโดยที่ยังไม่ได้ศึกษาหาความรู้จนพอเพียง เพราะบางครั้งสิ่งที่เราอ่านอาจมีวาระซ่อนเร้นของมันอยู่ เช่น ที่ "เจ้าชายน้อย" พูดว่า "สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา" ไม่ได้หมายถึงตาเนื้อ แต่ความหมายของประโยคนี้คือ ไม่อยากให้เราวินิจฉัยคนจากบุคลิกภาพภายนอก ให้รู้จักใช้วิจารณญาณ โดยคำนึงถึงเนื้อหาสาระเป็นสำคัญ ดังนั้น การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ หลักง่าย ๆ ก็คือ อย่าเชื่อทุกสิ่งที่อ่าน แต่จงคิดและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วค่อยเชื่ออย่างมีเหตุผล ให้ถือหลักว่า ไม่ต้องศึกษา ไม่มีปัญญาต้องเรียนรู้

การอ่านเป็นช่องทางให้คิดอย่างเป็นระบบ มีวิจารณญาณ มีจินตนาการ มีหลักการ และถ้าให้ดีกว่านั้น อ่านเจออะไรแล้วไม่ชอบให้เถียงเลย อ่านไปถกเถียงไป ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมไปเปรียบเทียบจากฐานข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ๆ แล้ววันหนึ่งก็จะมีวิจารณญาณเพิ่มขึ้น โดยอัตโนมัติ

พระอาจารย์เชื่อมั่นว่า นอกจากการอ่าน คนรู้จักคิดได้จากการตั้งคำถาม การสังเกต การฟังอย่างพิเคราะห์จากประสบการณ์ตรงของเขาเอง เขาจะมีพุทธิปัญญาหรือศักยภาพในการคิดเพิ่มขึ้น เพียงแต่การอ่านเป็นตัวกระตุ้นให้คิดที่ง่ายที่สุด เพราะเมื่อเราบรรจุข้อมูลชุดหนึ่งเข้าไปในหัว ตัวข้อมูลชุดนั้นจะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการทางการคิดทันที

การอ่านที่ดีจึงเป็นการอ่านที่ไม่เชื่อสิ่งที่อ่านไปเสียทั้งหมด แต่ต้องรู้จักคิด รู้จักพิจารณา จนกระทั่งมีปัญญาเป็นของตนเอง การอ่านต้องทำให้เกิดความคิด เราจึงเรียกคนที่อ่านหนังสือเยอะ ๆ ว่า เป็นคนมีความคิดความอ่าน เวลาเรากำลังอ่านงานของคนอื่นเท่ากับเรากำลังอ่านความคิดของเขา หากเราคิดได้จากการอ่านงานของเขา ก็ถือว่าเรามีความอ่านแล้ว วันหนึ่งเราอาจจะมีข้อเขียนของตนเองผ่านปลายปากกา หรือผ่านข้อคิดความเห็นของเราในแบบที่เป็นตัวของเราเอง นั่นแหละถือว่า บรรลุวัตถุประสงค์ของการอ่านแล้ว เพราะ...

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการอ่าน ก็คือ เพื่อให้มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง

 

.........................................................................................................................................

 

"การอ่านแล้วอย่าเพิ่งเชื่อ" เป็นหลักแห่งกาลามสูตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ่านแล้วใช้ความคิดพิจารณาถึงเหตุ ปัจจัย ที่มาของเหตุ ผลที่เกิดจากเหตุ

การอ่านในที่นี้ หมายถึง อ่านผ่านจากทุกช่องทางสื่อ รวมทั้ง การอ่านบันทึกในบล็อกต่าง ๆ ของ gotoknow ด้วย

นั่นแน่ ! ท่านอย่าเพิ่งเชื่อบทความนี้ จงไปพิเคราะห์ พิจารณาเสียก่อน ;)...

 

บุญรักษา ทุกท่าน ;)... 


.........................................................................................................................................

ขอขอบคุณ ...

พีรภัทร  โพธิสารัตนะ.  "3 ทูตแห่งการอ่าน", Secret.  4, 76 (26 สิงหาคม 2554) : หน้า 24 - 26.