สถิติที่ใช้ในการวิจัย ดูว่าใช้เรื่องไหนในสถิติมาใช้ในการทดสอบบ้าง







 

สถิติที่ใช้ในการวิจัย
 


 



Pearson
Correlation



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่อยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval
หรือ Ratio Scale ค่าที่ได้เรียกว่า
"สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์" โดยปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง -1.00 ถึง 1.00



- ถ้ามีค่าติดลบหมายความว่า ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม



- ถ้ามีค่าเป็นบวกหมายความว่า ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน



- ถ้ามีค่าเป็น 0 หมายความว่าตัวแปร
2 ตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน



Spearman Rank Correlation



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2 ตัวที่อยู่ในมาตราการวัดระดับ Ordinal Scale โดยปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง
-1.00 ถึง 1.00



- ถ้ามีค่าติดลบหมายความว่า
ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม



- ถ้ามีค่าเป็นบวกหมายความว่า
ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน



- ถ้ามีค่าเป็น 0
หมายความว่าตัวแปร 2 ตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน





Kendall Tau Correlation



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2 ตัวที่อยู่ในมาตราการวัดระดับ Ordinal Scale โดยปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง
-1.00 ถึง 1.00



- ถ้ามีค่าติดลบหมายความว่า
ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม



- ถ้ามีค่าเป็นบวกหมายความว่า
ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน



- ถ้ามีค่าเป็น 0
หมายความว่าตัวแปร 2 ตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน





Point Biserial Correlation



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2
ตัว โดยตัวแปรตัวหนึ่งอยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ Ratio Scale และอีกตัวหนึ่งอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Nominal Scale ที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง
-1.00 ถึง 1.00



- ถ้ามีค่าติดลบหมายความว่า ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม



- ถ้ามีค่าเป็นบวกหมายความว่า ตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน



- ถ้ามีค่าเป็น 0 หมายความว่าตัวแปร 2 ตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน





Simple Regression



ใช้เมื่อต้องการสร้างสมการถดถอยอย่างง่าย
ประกอบไปด้วยตัวแปรทำนาย 1 ตัว และตัวแปรเกณฑ์ 1 ตัว
โดยควรจะอยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ Ratio
Scale ทั้งคู่





Multiple Regression Analysis



ใช้เมื่อการสร้างสมการถดถอย
ประกอบไปด้วยตัวแปรทำนายตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป และตัวแปรเกณฑ์ 1 ตัว โดยตัวแปรทั้งหมดควรจะอยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ Ratio Scale



ถ้ามีตัวแปรใดอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Nominal
หรือ Ordinal Scale ควรจะเปลี่ยนให้เป็นตัวแปรดัมมี่
(Dummy Variable)





Multivariate Regression Analysis



ใช้เมื่อการสร้างสมการถดถอย
ประกอบไปด้วยตัวแปรทำนายตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป และตัวแปรเกณฑ์มากกว่า 1 ตัว โดยตัวแปรทั้งหมดควรจะอยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ Ratio Scale



ถ้ามีตัวแปรใดอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Nominal หรือ Ordinal Scale ควรจะเปลี่ยนให้เป็นตัวแปรดัมมี่ (Dummy Variable)



สถิตินี้เหมาะที่จะใช้เมื่อพบว่าตัวแปรเกณฑ์แต่ละตัวมีความสัมพันธ์กัน





Multiple Correlation



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างชุดของตัวแปรที่อยู่ในระดับ
Interval
หรือ Ratio Scale ที่ประกอบไปด้วยตัวแปรตาม 1
ตัวและตัวแปรอิสระมากกว่า 1 ตัว





Multiserial Correlation



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรโดยตัวแปรตัวหนึ่งจะต้องอยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ Ratio Scale และชุดของตัวแปรที่อยู่ในมาตราการวัดระดับ
Ordinal Scale





Partial Correlation



กรณีที่มีตัวแปรหลาย
ๆ ตัว และตัวแปรแต่ละตัวต่างก็มีความสัมพันธ์กัน หากคำนวณหาค่าสหสัมพันธ์ทีละคู่ ค่าที่ได้จะไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะได้รวมความสัมพันธ์ของตัวแปรอื่น
ๆ ไว้ด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการขจัดอิทธิพลของตัวแปรอื่น ๆ ออกไปด้วย



สำหรับหาสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2 ตัวที่อยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ
Ratio Scale ที่มีการขจัดตัวแปรอื่น ๆ ออกไป





Path Analysis



เป็นการศึกษาอิทธิพลระหว่างตัวแปรต่าง
ๆ เพื่อดูว่ามีอิทธิพลทางตรงและอิทธิพลทางอ้อมของตัวแปรที่สันนิษฐานว่าเป็นสาเหตุต่อตัวแปรที่เป็นผลหรือไม่



สัมประสิทธิ์เส้นทาง
เป็นค่าที่บ่งบอกถึงอิทธิพลทางตรงของตัวแปรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้อีกตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป





z-test



z-test เป็นสถิติที่ใช้ทดสอบต่อไปนี้



1. กรณีกลุ่มตัวอย่างหนึ่งกลุ่ม



- ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างกับประชากร



- ทดสอบความแตกต่างของสัดส่วนระหว่างกลุ่มตัวอย่างกับประชากร



2. กรณีกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม



- ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่ม



- ทดสอบความแตกต่างของสัดส่วนระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่ม





t-test



t-test เป็นสถิติที่ใช้ทดสอบต่อไปนี้



1. กรณีกลุ่มตัวอย่างหนึ่งกลุ่ม
ใช้ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างกับประชากร



2. กรณีกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม



- ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน



- ทดสอบความแตกต่างของสัดส่วนระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่มที่สัมพันธ์กัน





Chi-Square



Chi-Square เป็นสถิติที่ตัวแปรจะต้องอยู่ในระดับการวัด
Nominal Scale ใช้ทดสอบต่อไปนี้



1. กรณีกลุ่มเดียว



- ทดสอบความแตกต่างของความแปรปรวนระหว่างกลุ่มตัวอย่างกับประชากร



- ทดสอบความแตกต่างของความถี่ที่คาดหวังกับความถี่ที่สังเกตได้



- ทดสอบความข้อมูลว่ามีการแจกแจงเป็นโค้งปกติหรือไม่
(Goodness of fit)



2. ใช้ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่เป็นอิสระจากกัน



Phi Coefficient



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่อยู่ในมาตราการวัดระดับ Nominal
Scale ที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเท่านั้น



Contingency Coefficient



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่อยู่ในมาตราการวัดระดับ Nominal
Scale โดยปกติจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1



Analysis of Variance



เป็นการหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่
2 กลุ่มขึ้นไป โดยตัวแปรตามจะมีเพียง 1 ตัวอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Interval หรือ Ratio Scale และตัวแปรอิสระตั้งแต่
1 ตัวขึ้นไปอยู่ในมาตราการวัดระดับ Nominal Scale



ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ
1 ตัว เรียกว่า One-way ANOVA



ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ
2 ตัว เรียกว่า Two-way ANOVA



ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ
3 ตัว เรียกว่า Three-way ANOVA



ฯลฯ





Analysis of Covariance



เป็นการหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่
2 กลุ่มขึ้นไป โดยตัวแปรตามจะมีเพียง 1 ตัวอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Interval หรือ Ratio Scale ตัวแปรอิสระตั้งแต่
1 ตัวขึ้นไปอยู่ในมาตราการวัดระดับ Nominal Scale และตัวแปรร่วมตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Interval หรือ Ratio Scale



ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ
1 ตัว เรียกว่า One-way ANCOVA



ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ
2 ตัว เรียกว่า Two-way ANCOVA



ถ้าวิเคราะห์กับตัวแปรอิสระ
3 ตัว เรียกว่า Three-way ANCOVA



ฯลฯ





Analysis of variance with Repeated measures



เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ความแปรปรวนที่มีการวัดซ้ำมากกว่า
1 ครั้งในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน



กลุ่มตัวอย่างตั้งแต่
1 กลุ่มขึ้นไป โดยตัวแปรตามจะมีเพียง 1 ตัวอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Interval หรือ Ratio Scale ที่มีการวัดซ้ำมากกว่า
1 ครั้ง ถ้ากลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่มจะไม่ปรากฏตัวแปรอิสระ





Factorial ANOVA



เป็นคำที่ใช้เรียกสถิติในกลุ่มของการวิเคราะห์ความแปรปรวน
ทั้ง ANOVA,
ANCOVA และ Repeated Measure ที่มีตัวแปรอิสระตั้งแต่
2 ตัวขึ้นไป





Discriminant Analysis



เป็นการศึกษาว่ามีตัวแปรทำนายตัวใดบ้างที่สามารถใช้ในการจำแนกกลุ่มของตัวแปรเกณฑ์ได้
เพื่อประโยชน์ในการจำแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้อย่างถูกต้อง



ตัวแปรทำนายตั้งแต่
1
ตัวขึ้นไปอยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ
Ratio Scale และตัวแปรเกณฑ์ 1 ตัวอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Nominal Scale





Factor Analysis



เป็นการศึกษาองค์ประกอบของตัวแปร ว่าตัวแปรที่ศึกษาสามารถจัดกลุ่มได้เป็นกี่องค์ประกอบ
การวิเคราะห์องค์ประกอบมี 2 ชนิด คือ



1. การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory
Factor Analysis) เป็นการค้นหาหรือสำรวจว่าตัวแปรที่ศึกษาประกอบด้วยกี่องค์ประกอบ



2. การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory
Factor Analysis) เป็นการตรวจสอบหรือยืนยันทฤษฎีที่มีผู้ค้นพบไว้แล้ว



Canonical Correlation



เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างชุดของตัวแปรอิสระและชุดของตัวแปรตาม
โดยตัวแปรอิสระจะมีตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป และตัวแปรตามมีมากกว่า 2 ตัว โดยตัวแปรทั้งหมดควรอยู่ในมาตราการวัดระดับ Interval หรือ Ratio Scale





Hotelling T2



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม โดยมีตัวแปรอิสระ 1 ตัวอยู่ในมาตราการวัดระดับ Nominal Scale ที่แบ่งออกเป็น
2 กลุ่ม และตัวแปรตามมากกว่า 1 ตัวอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Interval หรือ Ratio Scale



Multivariate Analysis of Variance



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่
2 กลุ่มขึ้นไป โดยตัวแปรอิสระจะมีตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปอยู่ในมาตราการวัดระดับ
Nominal Scale และตัวแปรตามมากกว่า 1 ตัวอยู่ในมาตรการวัดระดับ
Interval หรือ Ratio Scale



ถ้ามีตัวแปรอิสระ
1 ตัว เรียกว่า One-way MANOVA



ถ้ามีตัวแปรอิสระ
2 ตัว เรียกว่า Two-way MANOVA



ถ้ามีตัวแปรอิสระ
3 ตัว เรียกว่า Three-way MANOVA



ฯลฯ



ถ้ามีตัวแปรร่วม
จะเรียกว่า "Multivariate Analysis of Covariance"





Binomial Test



เป็นการทดสอบความน่าจะเป็นของข้อมูลระดับ
Nominal
Scale ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง 2 อย่าง (Dichotomous)





Kolmogorov Smirnov Test



1. Kolmogorov Smirnov One Sample
Test เป็นการทดสอบตัวแปรว่ามีการแจกแจงเป็นโค้งปกติหรือไม่ (Goodness
of fit) โดยตัวแปรจะต้องอยู่มาตราการวัด Ordinal Scale



2. Kolmogorov Smirnov Two-Sample
Test เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน โดยตัวแปรที่นำมาทดสอบจะต้องอยู่มาตราการวัด Ordinal
Scale





Wilcoxon matched-pairs Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่มที่สัมพันธ์กัน โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด Ordinal
Scale





Sign Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่มที่สัมพันธ์ โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด Ordinal
Scale





McNemar Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างข้อมูลก่อนและหลังของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกัน
ข้อมูลที่นำมาทดสอบอยู่ในมาตราการวัด Nominal หรือ Ordinal
Scale





Mann Whitney U Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2
กลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด
Ordinal Scale





Median Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่
2 กลุ่มขึ้นไปที่เป็นอิสระจากกัน
โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด Ordinal Scale





Fisher exact test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด Nominal
Scale ที่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม





Friedman Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างมากกว่า
2 กลุ่มที่สัมพันธ์กัน โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด Ordinal
Scale





Cochran Q Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างมากกว่า
2 กลุ่มที่สัมพันธ์กัน โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด Nominal
Scale





Kruskal Wallis Test



เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างมากกว่า
2 กลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน โดยข้อมูลที่นำมาทดสอบต้องอยู่ในมาตราการวัด Ordinal
Scale