การใช้ปืนใหญ่ประกอบพิธีการ
ในอดีตนั้นนอกจากจะนำเอาปืนใหญ่มาใช้ในราชการสงครามแล้ว ยังปรากฎว่าได้มีการนำปืนใหญ่มาใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่ออีกด้วย เช่น พิธีขับไล่เสนียดจัญไร พิธีฉลองวันตรุษ พิธีขับไล่โรคภัย (พิธีอาพาธพินาศ) กล่าวกันว่าในสมัยโบราณนั้นจะมีปืนใหญ่ขนาดใหญ่ ตั้งไว้ประจำทั้ง 4 มุมเมือง สำหรับไว้ยิงขับไล่เสนียดจัญไร โดยที่เวลายิงจะใช้ดินดำบรรจุลงไปมาก ๆ เพื่อเวลายิงจะได้มีเสียงดัง หลังจากบรรจุดินดำลงไปแล้วก็จะใช้ใบไม้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับเสนียดจัญไรบรรจุลงไปด้วยแล้วยิงไล่คววามอัปมงคลออกไปจากเมือง (พลโทดำเนิร เลขะกกุล,2526:น:16)
หนังสือลัทธิธรรมเนียมเล่ม 2 ได้กล่าวถึงการใช้ปืนใหญ่มายิงฉลองประกอบในพิธีวันตรุษขึ้นปีใหญ่ เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ว่า “อนึ่งเดือน 4 แรม 14 ค่ำ จะสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่นั้น พันอินทราชพันเทพราช ได้เกณฑ์ปืนใหญ่น้อยยิงอาฏานาการ พระราชพิธีตรุษ ณ วันเดือน 4 แรม 14 ค่ำ ปีเถาะเบญจศก (พ.ศ.2326)…..ปืนใหญ่ยิงพร้อมกัน 3 นัด แล้วผลัดกันยิงจนกว่าจะรุ่ง….รวมปืนใหญ่ยิงอาฏานาการ 118 กระบอก (องค์การค้าคุรุสภา,2504 : น. 169)
ในสมัยรัชกาลที่ 2 ก็ได้นำปืนใหญ่มาใช้ยิงขับไล่อหิวาตกโรค หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “โรคป่วงใหญ่” ซึ่งปรากฏอยู่ในพงศาวดาร รัชกาลที่ 2 ว่า “เมื่อเดือนเจ็ดข้างขึ้น เวลายามเศษทิศพายัพเป็นแสงเพลิงติดอากาศ เรียกว่าทุมเพลิง เกิดไข้ป่วงใหญ่ขึ้นมาจากทะเลจนกระทั่งถึงกรุงเทพเมื่อเดือนเจ็ด ขึ้น 6 ค่ำ ไปจนถึง วันเพ็ญผู้คนล้มตายมากมายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่าคามไข้ที่เกิดขึ้นไปทั่งครั้งนี้เป็นกรรมของสัตว์จะรักษาพยาบาลแก้ไขด้วยคุณยาเห็นจะไม่หาย จึงให้ตั้งพิธีอาพาธพินาศขึ้น คือยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดรุ่ง 1 คืน” (องค์การค้าคุรุสภา,2504 :น. 115 – 117)
การหล่อปืนใหญ่เหล็กครั้งแรกในเมืองไทย
หนังสือแถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดี เล่ม 1 ปีที่ 17 ได้กล่าวถึงประวัติการหล่อปืนใหญ่เหล็กในเมืองไทยเอาไว้ว่า
“ตั้งแต่สมัยอยุธยามาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่างไทยหล่อได้แต่ปืนสัมฤิทธิ์ ส่วนปืนเหล็กยังหล่อไม่ได้ ปืนใหญ่เหล็กเท่านั้นที่มีอยู่บ้างนั้นเป็นปืนที่พ่อค้าต่างประเทศนำเข้ามาถวายบ้างขายบ้าง มาตั้งแต่กลางสมัยอยุธยา สมัยธนบุรีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น(รัชกาลที่ 1 และที่ 2) ครั้งรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าให้หาช่างเหล็กจากเมืองจีนเข้ามาตั้งโรงงานหล่อปืนใหญ่เหล็กขึ้นใช้ในราชการได้เป็นครั้งแรก 2 แบบ คือ แบบเจ้าพญาสัมมาทิษฐิ และ แบบเจ้าพญารักษาพระศาสนา
ในการไปตรวจปืนโบราณหน้ากระทรวงกลาโหมของนายซี.เอ.ซีร์เมอร์/ซีเวลด์
(CA Seymour Sewell) นั้น เขาได้เขียนรายงานไว้เมื่อ พ.ศ. 2464 ว่า ปืนเหล็กเจ้าพญาสัมมาทิษฐิและเจ้าพญารักษาพระศาสนา ทั้งสองกระบอกนี้มีความกว้างปากกล้อง 7 นิ้วใช้กระสุน 7 นิ้วและว่าสร้างตามพระราชโองการพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว…” (พลโทดำเนิร เลขะกุล,2526 :น. 12 - 13)
ประเภทของปืนใหญ่
ปืนใหญ่แบบโบราณที่นำเข้ามาใช้ประจำการในกองทัพไทยนั้นมีทั้งปืนที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งสามารถจำแนกออกตามลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท (สินชัย กระบวนแสง , 2531 : น. 71)
1. ปืนใหญ่ระดมยิงหรือยิงกวาดล้างทำลาย (Bombard) ปืนใหญ่ประเภทนี้มักจะเป็นปืนที่ติดตั้งประจำป้อม หรือรถรบสำหรับใช้ในสนามปกติแล้วปืนใหญ่ประเภทนี้มักใช้ยิงสนับสนุนการรบของทหารราบ , ยิงทำลายกำแพง , ป้อมประตูเมือง ตลอดจนยิงทำลายเมือง และขวัญทหารข้าศึก ปืนใหญ่ประเภทนี้มักมีวิถีการยิงไกล ลาลูแบร์ได้บันทึกการยิงปืนใหญ่ชนิดนี้ไว้ว่า “ปืนใหญ่นั้นถ้ายกทัพไปในที่ดอนทางลำน้ำลำคลองเข้าไม่ถึงก็บรรทุกไปด้วยเกวียนลากด้วยกระบือหรือโคด้วยไม่มีรถปืน ปืนใหญ่เป็นตัวเริ่มลงมือก่อน ถ้าหยุดยิงปืนใหญ่ที่มักไม่ใคร่หยุดก็แปลว่ารุกทัพกระชั้นกันเข้าแล้วจนถึงทางปืนเล็กและธนูศรยิงถึงกัน ….”(นราธิปประพันธ์พงศ์,พระเจ้าบรมวงศ์เธอ,กรมพระ,2505 : น. 85 ) อีกทั้งในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันนุมาศ (เจิม) ก็ได้กล่าวถึงการใช้ปืนใหญ่ประเภทนี้รบว่า “….ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดียกทัพมาถึงพระนครศรีอยุธยา ณ วันพุธขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ตั้งทัพมั่น ณ ตำบลลุมพี จึงพระยารามก็ให้เอาปืนนารายณ์สังหารยาว 3 วาศอก กระสุน 12 นิ้ว ลากไปตั้งช่องมุมศพสวรรค์ให้จังกายิงเอากลางทัพพระเจ้าหงสาวดีต้องช้างม้า รี้พลตายมากและกระสุนนั้นไปตกใกล้พลับพลาพระเจ้าหงสาวดีก็เอากระสุนปืนขึ้นสรวงพลีแล้วก็เสด็จเลิกทัพมาตั้งมั่น ณ มหาพราหมณ์…” (สำราญ วังศ์พ่า ,2526 :น. 6)
2. ปืนใหญ่ส่ายมุมยิงหลายระดับ (Swivel gun) ปืนประเภทนี้มักเป็นปืนที่มีขนาดใหญ่นัก ใช้พลยิงประจำปืนเพียงกระบอกละ 1 หรือ 2 คน ป้อมที่ยึดปืนประเภทนี้จะออกแบบพิเศษให้สามารถปรับมุมยิงได้ทั้งระดับมุมก้ม มุมเงย ตลอดทั้งมุมซ้าย มุมขวา ปืนประเภทนี้มักเป็นปืนที่ใช้ติดตั้งกำแพงเมืองบนเรือ (ทั้งปืนหน้าเรือและปืนรายแคม) ปกติจะใช้ปืนประเภทนี้รบกันในระยะใกล้กว่าปืนใหญ่ประเภทแรก
กระสุนปืนใหญ่
ปืนใหญ่โบราณเป็นปืนลำกล้องเรียบและกระสุนที่ใช้นั้นมักจะมีขนาดเล็กกว่าลำกล้องประมาณเศษหนึ่งส่วนสิงถึงเศษหนึ่งส่วนยี่สิบนิ้วทั้งนี้เพื่อให้กระสุนเคลื่อนออกมาได้สะดวก (สำราญ วังศ์พ่า ,2526 : น.6)และสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. กระสุนลูกโดด กระสุนชนิดนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบตามลักษณะการยิงทำลาย เช่น
1.1 ลูกกระสุนหล่อตัน ลูกกระสุนชนิดนี้มักนิยมใช้ยิงทำลายในระยะไกล เช่น ยิงทำลายประตูเมือง กำแพงเมือง ขบวนช้างม้าในกองทัพ และหากต้องการยิงเพื่อเผาทำลายเมืองด้วยก็จะใช้ลูกกระสุนนี้เผาไฟให้ร้อนแดงก่อนยิงออกไป
1.2 ลูกกระสุนเพลิงระเบิด ลูกกระสุนชนิดนี้เป็นลูกกระสุนแบบหล่อกลวง มีรูเปิด ข้างในบรรจุดินกระสุนที่ต่อสายชนวนไว้เมื่อยิงออกไปไฟจะจุดชนวนนั้นไปด้วย กระสุนไปตกที่ไหนก็จะระเบิดไฟลุกขึ้นที่นั้น ปกติจะใช้กระสุนชนิดนี้สำหรับยิงเผาเมือง
2. กระสุนลูกแตก กระสุนชนิดนี้มีเป้าหมายเพื่อยิงทำลายชีวิตรี้พลข้าศึกเป็นหลักและหากเพื่อหวังผลในการทำลายบ้านเรือนด้วยก็จะใช้กระสุนนั้นเผาไฟให้ร้อนแดงก่อนเช่นเดียวกับกระสุนลูกโดด กระสุนลูกแตกนี้ ในกระสุนลูกหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยลูกกระสุนเล็ก ๆ จำนวนหลายลูกรวมรวมกันโดยอาจจะบรรจุไว้ในกระป๋อง ถุงตาข่าย เวลายิงออกไป ถุงหรือกระป๋องจะแตกออกก่อนที่จะตกลงพื้น กระสุนเล็ก ๆ ที่อยู่ข้างในจะกระจายเป็นวงกว้าง
3. กระสุนแบบพิเศษ กระสุนชนิดนี้เป็นกระสุนที่ผลิตขึ้นเป็นกรณีพิเศษสำหรับใช้ในเป้าหมายการยิงทำลายบางอย่าง เช่น กระสุนแบบดรัมเบล,กระสุนที่ยิงออกไปแล้วยืดออกได้ กระสุนชนิดนี้มักใช้ยิงทำลายเสากระโดงเรือ (เสาใบเรือ) หรือใช้ยิงเพื่อหวังผลเฉพาะอย่าง (สำราญ วังศ์พ่า,2526 : น.2)
ปืนใหญ่โบราณเมืองตรัง
ตรังเป็นชื่อจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางทิศเหนือจังหวัดสตูล ทางทิศใต้จังหวัดพัทลุงทางทิศตะวันออกส่งนทางทิศตะวันตกติดกับจังหวัดกระบี่ และทะเลอันดามัน
ตามพิกัดทางภูมิศาสตร์ จังหวัดตรังตั้งอยู่ที่เส้นแวง 99 องศา 37 ลิปดาตะวันออกและเส้นรุ้งที่ 7 องศา 34 ลิปดาเหนือ
คำว่า “ตรัง” นั้นได้มีผู้อธิบายความหมายเอาไว้หลายทางด้วยกันเช่น
1. ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน อธิบายคำว่า (ตรัง) เป็นภาษาโบราณ แปลว่า ติดอยู่ ส่วนคำว่า “ตรังค์” และ “ตรังค” (ออกเสียงตะรัง และตะรังคะ) แปลว่า “ลูกคลื่น”
2. คำว่า “ตรัง มาจากคำว่า “ตรังเค” ซึ่งเป็นภาษามลายูแปลว่า รุ่งอรุณ หรือสว่างแล้ว
3. ตรัง มาจาก “ตรังคะปุระ” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “การวิ่งห้อของม้า หรือคลื่นเคลื่อนตัว(หมายถึง ชื่อเมือง 12 นักษัตร ซึ่งใช้ตรามะเมียเป็นตราประจำเมือง)
คำว่า “ตรังเค” (Trangue) ได้ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุดังกล่าว ได้ระบุว่า แม่ทัพเรือของปอตุเกส ชื่อ อัลฟองโส เดอ อัลบูเคอร์ก ได้ยกทัพมาตีเมืองมะละกาและเมื่อทราบว่าเมืองนี้เป็นเมืองประเทศราชของไทยก็เลยส่งสาส์นขอโทษไทยมา โดยให้ อาซเวโด เป็นผู้เดินทางมาขึ้นบกที่ตรังก่อนแล้วจึงไปลงเรือที่นครศรีธรรมราช เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น
ผู้รู้หลายท่านจึงลงความเห็นว่า ตรัง น่าจะมาจากคำว่า “ตรังค์” หรือ “ตรัง เค” อันหมายถึงคลื่น หรือรุ่งอรุณนั่นเอง (หน่วยสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม,2534 : น.1)
ตรังตั้งขึ้นเป็นเมืองมาตั้งแต่สมัยใด ไม่เป็นที่ปรากฏชัดเจนแต่จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดเสมาเมืองได้กล่าวถึงเมืองตรังเอาไว้ในฐานะเมืองบริวารของนครศรีธรรมราชความตอนหนึ่งว่า “….เมื่อพระยาศรีธรรมโศกราช สร้างเมืองนครศรีธรรมราชที่หาดทรายแก้ว ในปี พ.ศ. 1098 นั้นเมืองนครยังมีเมืองขึ้นอีก 12 เมือง เรียกว่า เมือง 12 นักษัตริย์ ซึ่งได้กำหนดตราประจำเมืองไว้ดังนี้
1. ตราชวด เมืองสายบุรี 7. ตรามะเมีย เมืองตรัง
2. ตราฉลู เมืองปัตตานี 8. ตรามะแม เมืองชุมพร
3. ตราขาล เมืองกลันตัน 9. ตราวอก เมืองบันทายสมอ
4. ตราเถาะ เมืองปาหัง 10. ตราระกา เมืองสะอุเลา
5. ตรามะโรง เมืองไทรบุรี 11. ตราจอ เมืองตะกั่วป่า
6. ตรามะเส็ง เมืองพัทลุง 12. ตรากุล เมืองกระบุรี
(สงวนศักดิ์ ตันวิมลรัตน์ , 2527 : น. 2)
ด้วยตรังเป็นเมืองที่มีอาณาเขตติดกับชายฝั่งทะเลแลเป็นเมืองที่สำคัญมาแต่โบราณดังที่ปรากฎอยู่ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชไว้ตอนหนึ่งว่า…พญาโคสีหราชผู้ครองนครบุรีได้ทันตธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ ต่อมาท้าวอังกุตราชเจ้าเมืองชัยบุรีอยากได้พระทันตธาตุนั้น จึงยกทัพไปช่วงชิง พญาโคสีหราชคุมทัพออกต่อสู้ พร้อมกับทรงสั่งพระธนกุมาร กับนางเหมมาลา โอรสและธิดาว่าถ้าพระองค์พ่ายแพ้ถึงแก่ชีวิตในสงคราม ให้นำพระทันตธาตุหลบหนีไปเมืองลังกา แล้วพระองค์ก็เสียทีแก่ข้าศึกสิ้นพระชนม์บนคอช้างพระธนกุมารและนางเหมมาลาได้ทราบข่าวว่าพระบิดาสิ้นพระชนม์จึงนำพระทันตธาตุห่อเกล้าชฎาลงสำเภาหนีไปแต่สำเภาเกิดอัปปางระหว่างทาง พระธนกุมารและนางเหมมาลาขึ้นบกได้ บกป่าฝ่าดงมาพบหาดทรายแก้ว จึงได้ฝังพระทันตธาตุไว้ พระมหาเถรพรหมเทพทราบเข้าก็มานมัสการ พบกับสองกุมาร รู้ความประสงค์จึงรับว่าจะช่วยเหลือพร้อมกับสั่งว่าหากมีภัยเกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่าน สองกุมารเคารถแล้วลาพระมหาเถรพรหมเทพแล้วเดินทางต่าไปถึงเมืองตรังขอโดยสารสำเภาออกจากท่าเรือเมืองตรัง…”(คณะข้าราชการเมืองตรังและประชาชนชาวจังหวัดตรังจัดพิมพ์ทูลเกล้าถวายฯ,จังหวัดตรัง,2502 : น. 13 – 14)
ตำนานนางเลือดขาวได้กล่าวถึงเมืองตรังเอาไว้ว่า “…เมื่อนางเลือดขาวและพระกุมาร ทราบว่าทางเมืองนครศรีธรรมราชส่งฑูตไปลังกานางและพระกุมารก็ได้เดินทางมาร่วมกับคณะฑูตที่เมืองตรัง และระหว่างทางได้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งชื่อวัดพระงาม แล้วลงเรือที่ท่าเมืองตรังไปลังกา..ขากลับจากลังกานางก็ได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งชื่อว่า วัดศรีสรรเพ็ชรพุทธสิงหงค์…” (ดูตำนานนางเลือดขาว)
จากเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในตำนานทั้งสองจะเห็นได้ว่าที่เมืองตรังนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการเดินทางติดต่อกับต่างแดนมาตั้งแต่โบราณซึ่งความเป็นท่าเรือของเมืองตรังนั้นยังมีต่อมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏอยู่ในหลักฐานพระราชพงศาวดารต่าง ๆ ว่าที่ท่าเมืองตรังมีเรือมารับซื้อช้างแล้วบรรทุกไปขายต่อยังต่างประเทศปีละหลาย ๆ ลำ
มาถึงแผ่นดินสมัยต้นรัตนโกสินทร์เมืองตรังยังคงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองท่าเรือสำหรับติดต่อค้าขายกับต่างชาติและยังเป็นเมืองสำคัญในทางยุทธศาสตร์ทางชายฝั่งทะเลตะวันตกซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ได้ทรงเป็นห่วง ถึงกับได้ทรงกำชับให้พระยานครศรีธรรมราช(พัฒน์) จัดการดูแลเมืองตรังไว้ในตราสารตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ.2327 เอาไว้ว่า “…อย่าให้อ้ายสลัดศัตรูและญวนเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คน ข้าขอบขัณฑสิมาไปแต่คนหนึ่งได้เป็นอันขาดทีเดียวและถ้าพระยานครศรีธรรมราชและกรมการพนักงานประมาทละเมินเสีย มิได้แต่งเรือรบ เรือไล่ ออกลาดตระเวณตามพระราชกำหนดนี้ และอ้ายสลัดศัตรูญวณเหล่าร้ายเล็ดลอดเข้ามาจับผู้คนไปได้ประการใดเจ้าพระยานครศรีธรรมราชและกรมการพนักงานประมาทละเมินเสีย มิได้แต่งเรือรบ เรือไล่ ออกลาดตระเวณตามพระราชกำหนด ประการหนึ่ง เมืองตรังและเมืองสงขลาเป็นเมืองปลายด่านแดนต่อด้วยเมืองไทร เมืองปัตตานีและเมืองแขกทั้งปวงยังมิสงบราบคาบ ให้แต่ง หลวง ขุน หมื่น ข้าทะแกล้วทหารโดยควร กอร์ปไปด้วยปืนกระสุน ดินประสิว…”(องค์การค้าคุรุสภา,2506 : น. 230) ที่เป็นเช่นอาจจะเป็นเพราะทางเมืองหลวงเห็นว่าเมืองตรังนั้นมีชัยภูมิที่ได้เปรียบในทางยุทธศาสตร์กอร์ปกับเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองนครศรีธรรมราช หากเหล่าร้ายข้าศึกเข้ายึดเมืองตรังได้จะมีผลกระทบกับเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองอื่น ๆ ในบรรดาหัวเมืองภาคใต้อีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อเป็นรัชกาลที่ 2 ทางด้านพม่าก็เห็นว่าเมืองสยามกำลังอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนแผ่นดินคงจะไม่มีเวลาในการเตรียมกองทัพให้เข้มแข็งได้ จึงยกทัพลงมาตีหัวเมืองทางปักษ์ใต้ เมืองตรังในช่วงนั้นได้เป็นสถานที่รวมทัพต่อเรือรบ ของเจ้าพระยานคร (พัฒน์) ที่จะยกไปช่วยเมืองถลาง ดังที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดาร รัชกาลที่ 2 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า “…เมื่อเดือนสิบเอ็ด ปีมะเส็ง เอกศก ศักราช 1171 ปี (พ.ศ.2352 ผู้เขียน) อะเติงวุ่นให้แยฆอง คุมนายทัพนายกองและไพร่พลสี่พันลงเรือรบไปตีถลางกองหนึ่งให้ดุเรียงสาละกะยอคุมพลสามพันขึ้นที่เมืองระนองตีเมืองตะเมือชุมพร…ครั้นหนังสือบอกเข้ามากรุงเทพมหานครแล้วโปรดให้เจ้าพระยายมราชน้อยเป็นแม่ทัพพระยาท้ายน้ำเป็นทัพหน้าให้มีตราไปถึงพระยานครศรีธรรมราช ให้เกณฑ์กองทัพไปกับพระยายมราช ช่วยราชการเมืองถลางให้ได้…(ทิพากรวงศ์,เจ้าพระยา,2504 : น. 11 – 13)
ด้วยการจัดการกองทัพของเมืองนครในสมัยพระยานครศรีธรรมราชที่ผ่านมาไม่มีความพร้อมโดยเฉพาะกองเรือที่จะใช้ในราชการสงคราม และเมื่อเกิดศึกในครั้งนี้จึงต้องทำให้เสียเวลาในการต่อเรือเป็นเวลานานจนเป็นเหตุให้พม่าตีเมืองถลางได้ เมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้นเก้าค่ำ หลังจากที่พม่าเลิกทัพกลับไปแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 2) ได้มีตราสารไปถึงเจ้าพระยายมราช ใจความว่า “พม่าเข้ามาตีเมืองถลางถึงสองกลับ ถ้าทัพเจ้าพระยายมราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราช รีบยกไปช่วยเมืองถลางให้ทันก็คงไม่เสียแก่พม่าข้าศึก…พม่าไปครั้งนี้มันจะกลับมาตีเมืองตรัง เมืองนครอีกดอกกระมัง เมืองตรังก็เป็นเมืองที่ไว้เรือรบเป็นอันมากให้เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราชคิดอ่านจัดการรักษาเมืองไว้ให้จงดี…” (ทิพากรวงศ์ ,เจ้าพระยา,2504 น.16)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2354 หลังเสร็จศึกถลางแล้ว 2 ปี เจ้าพระยานครศรีธรรมราช(พัฒน์) ซึ่งมีความชราและทุพพลภาพได้ขอลาออกจากราชการเพราะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ (ดูประชุมพงศาวดารเล่ม 46) ดังนั้นทางกรุงเทพมหานครจึงได้พิจารณาโปรดเกล้าแต่งตั้งให้พระบริรักษ์ภูเบศร์(น้อย) ขึ้นดำรงตำแหน่งพระยานครศรีธรรมราช แทนเจ้านคร (พัฒน์) พร้อมกับได้ทรงกำชับให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนใหม่ดำเนินการจัดเมืองตรังให้อยู่ในสภาพพร้อมรบ หากมีข้าศึกมารุกรานดังข้อความในตราสาร เรื่องตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ เป็นพระยานครศรีธรรมราชว่า “…อนึ่งเมืองตรังเป็นเมืองล่อแหลมอยู่ที่ฝั่งทะเลตะวันตกจะไว้ใจมิได้ให้พระยานครปรึกษาด้วยกรมการกะเกณฑ์หลวง ขุน หมื่น และชาวด่านคุมเรือรบเรือไล่สรรพไปด้วยปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิวเครื่องสัตราวุธ ออกไปอยู่พิทักษ์รักษา ประจำคอด่านทั้งกลางวันกลางคืน…” (องค์การค้าคุรุสภา,2506 : น.237)
และในสารตราเรืองเมืองตรังภูรา ของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดีที่ได้ให้แก่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชจัดการดูแลรักษากองเรือที่เมืองตรังให้อยู่ในสภาพพร้อมรบตลอดเวลา ดังข้อความบางตอนว่า “…ฝ่ายเมืองนครหามีที่ตั้งเป็นกำลังราชการฝ่ายฝั่งตะวันตกไม่และไอ้พม่าที่ยกมาทำแก่เมืองถลางถึงเสียทัพกลับไป…ว่ามิได้แพ้ด้วยฝีมือ…ให้ยกเมืองตรังมาขึ้นแก่เมืองนครตามเดิม ให้พระยานครจัดแจงหลวง ขุน หมื่น กรมการ ที่มีสติปัญญา ซื่อสัตย์ มั่นคง ลงไปตั้งเกลี่ยกล่อมแขกไทยมีชื่อให้เข้ามาทำไร่ปลูกยุ้งฉางรวบรวมเสบียงอาหารทำร่มโรงไว้เรือรบเรือไล่รักษาปากน้ำเมืองตรังภูราไว้…” (มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ฯ,.2514 :น. 13 – 14 )
หลังจากที่พระบริรักษ์ภูเบศร์ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระยานครศรีธรรมราชแล้วก็ได้ออกดำเนินการปรับปรุงเมืองตรังด้วยตนเองจนเมืองตรังในระยะนั้นมีความเจริญก้าวหน้ามีเรือต่างประเทศเข้ามาติดต่อค้าขายปีละหลายลำสำหรับทางด้านการทหารพระยานครศรีธรรมราช(น้อย( ได้ปรับปรุงจนเป็นฐานทัพเรือรบเรือไล่ เข้าประจำการอยู่รวมกันถึง 300 ลำ ไว้รักษาปากน้ำ ป้องกันพม่า และสลัดแขกที่อาจจะมารุกรานได้ อีกทั้งยังได้จัดหน่วยราชการพิเศษขึ้นในเมืองตรังซึ่งต่างไปจากเมืองนครศรีธรรมราช คือ ได้จัดให้มีกรมปืนซึ่งเป็นกรมที่มีหน้าที่ในการจัดหาสะสมตลอดจนรักษาปืนไว้ใช้ในราชการสงครามดังทำเนียบกรมการเมืองตรัง ที่ได้จัดการกรมต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอาวุธดังนี้
…ขุนศักดิ์วุธ ว่าการปืนใหญ่ ถือศักดินา 500
หมื่นจงสรสิทธิ์ รอง ถือศักดินา 400
หมื่นจิตสรศักดิ์ ปลัด ถือศักดินา 400…
…ขุนสรพินาศ ว่าการดินกระสุน ถือศักดินา 500
หมื่นแผลงพินาศ รอง ถือศักดินา 400
หมื่นผลาญพินาศ ปลัด ถือศักดินา 400…
…ขุนอินทร์นาวา ว่าการเรือรบ ถือศักดินา 500
หมื่นทิพนาวา รอง ถือศักดินา 400
หมื่นเทพนาวา ปลัด ถือศักดินา 400…
(สงวนศักดิ์ ตันวิมลรัตน์,ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ : น. 1 – 2 )
เมืองตรังในระยะนี้น่าจะเป็นเมืองหน้าด่านที่มีแสนยานุภาพมากเมืองหนึ่งกล่าวคือเป็นเมืองที่มีกองเรือรบประจำการอยู่เป็นจำนวนมากประกอบกับได้มีเรือสินค้าจากต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายด้วยหลายครั้งดังนั้นเมืองตรังในระยะนี้คงจะได้มีการสะสมอาวุธเอาไว้มากในอัตราที่สมดุลย์กับจำนวนเรือรบ
ต่อมาจนถึงสมัยแผ่นดินพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 คือ ใน พ.ศ. 2381 เมืองตรัง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่เข้มแข็งมาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ก็ได้ถูกหลายพระยาไทรบุรี ชื่อตนกูมะหะหมัดสะหัส กับตนกูมะหะหมัดอาเกบได้สมคบกับหวัดมาหลี*โจรสลัดอยู่ที่เกาะยาว ยกพวกเข้าตีเมืองตรัง เมืองสตูล และปะเหลียน พระยาวิชิตสงคราม (ดูประชุมพงศาวดารเล่ม 31 ภาคที่ 53 ) เจ้าเมืองตรังสู้ไม่ได้จึงพาครอบครัวหนีออกจากเมืองโจรหวันมาหลีขึ้นครองเมืองตรังอยู่นานหลายเดือน จนกระทั่งพระยาสงขลา และพระยานครศรีธรรมราช(น้อย) ได้ทำการปราบปรามจนเหตุการณ์สงบลงพร้อมกับตีเมืองไทยบุรีได้ แล้วขนเอาปืนใหญ่และอาวุธต่าง ๆ มาไว้ที่สงขลาและที่ตรังโดยเฉพาะที่เมืองตรังนั้นได้ปืนทองมาด้วย 2 กระบอก (สงวนศักดิ์ ตันวิมลรัตน์ , มปพ. : น.1 – 2)
พ.ศ.2433 (ร.ศ.109) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเมืองตรัง และได้ทรงบันทึกถึงเรื่องปืนใหญ่ที่พบไว้ว่า “…บ่ายโมง 1 กลับมาลงเรือ เราลืมว่าถึงเรื่องปืนที่เห็น คือปืนใหญ่ ทิ้งอยู่ริมศาลเจ้า 4 กระบอก เป็นปืนใหญ่ที่มีโรงปลูกครองไว้ ยังที่ด่านควนราชสีห์ (ควนทองสีห์…ผู้เขียน) ก็เห็นมีอยู่อีก 1 โรง ว่าเป็นปืนแต่ครั้งไปตีเมืองไทรได้เชลยมา เจ้าพระยานครเอามาไว้ที่นี้ มีปืนทอง 2 กระบอก อยู่ที่บ้านข้าหลวง เป็นปืนสมเด็จเจ้าพระยาซื้อมาเมื่อครั้งจีนวุ่นวายที่ภูเก็ต “(จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว , พระบาทสมเด็จพระ,2507 : น.188)
อย่างไรก็ตามเมืองตรังซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งของกรมปืนและเคยมีแสนยานุภาพทางทะเลเมื่อครั้งต้นรัชกาลที่ 2 มิได้มีหลักฐานอื่นใดที่หลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน นอกจากปืนใหญ่ซึ่งกระจายอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ และจากการติดตามปืนใหญ่ในจังหวัดตรังพบว่าเดี๋ยวนี้มีปืนใหญ่เหลืออยู่ในเมืองตรังรวม 31 กระบอกดังนี้
- บริเวณเสาธงหน้าศาลากลางจังหวัด 5 กระบอก
- ประตูทางเข้าศาลากลาง ด้านถนนพัทลุง 3 กระบอก
- ริมบันใดขึ้นศาลจังหวัด ด้านทิศเหนือ 2 กระบอก
- บริเวณเสาธงบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด 4 กระบอก
- บริเวณเสาธงหน้าศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลเมืองตรัง 1 กระบอก
- บริเวณอนุสาวรีย์พระยารัษฎาฯ 2 กระบอก
- หน้าสนามกีฬาเทศบาลเมืองตรัง 3 กระบอก
- ริมบันใดขึ้นสถานีตำรวจ ภูธร จังหวัด 2 กระบอก
- บริเวณวัดกระพังสุรินทร์ 2 กระบอก
10. บริเวณเสาธงหน้าศาลกรมหลวงชุมพร บนเกาะเนรมิตร อ.กันตัง 1 กระบอก
11. บริเวณเสาธงหน้าที่ว่าการอำเภอกันตัง 2 กระบอก
12. บริเวณสวนสาธารณะควนตำหนักจันทร์ 2 กระบอก
13. ริมบันใดขึ้นสำนักงานหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตง.7 อ.กันตัง 2 กระบอก
ปืนใหญ่ทั้ง 31 กระบอกนั้น ปรากฏว่าเป็นปืนที่หล่อด้วยเหล็ก 29 กระบอก
ส่วนอีก 2 กระบอกเป็นปืนทอง
กล่าวสำหรับปืนทองตามเอกสารที่ได้เสนอมาแล้วตั้งแต่ต้นพบว่าได้ถูกนำเข้ามาในเมืองตรังถึง 2 ครั้ง รวม 4 กระบอก แต่จากการติดตามพบว่ามีเหลืออยู่เพียง 2 กระบอก ซึ่งปืนทั้ง 2 กระบอกได้มีรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิตประทับอยู่บนปืนด้วยและรายละเอียดต่าง ๆ นี้อาจารย์สงวนศักดิ์ ตันวิมลรัตน์ได้อ่านและรายงานไว้ดังนี้
กระบอกที่หนึ่ง น้ำหนัก 100 กิโลกรัม สร้างโดย บริษัท (Lefoy) วิศวกรชื่อ (Devai) สร้างเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1843 (พ.ศ. 2386)
กระบอกที่สอง น้ำหนัก 99 กิโลกรัม สร้างโดยบริษัท (Toulousi Mather) ไม่
ปรากฏวันที่สร้าง บอกไว้แต่เพียงปีที่สร้างและปีที่สร้างไว้ด้วย เช่น
1. กลุ่มปืนที่บริเวณเสาธงศาลากลางจังหวัดซึ่งมีอยู่รวม 3 กระบอก (จากทั้งหมด 5 กระบอก) ที่มีรูปตรามงกุฏและอักษรภาษาอังกฤษตัว พี.อาร์ซึ่งเป็นตัวย่อของบริษัทปริ้นรอแยลบริษัทผู้ผลิตปืนใหญ่ของประเทศอังกฤษ (สงวนศักดิ์ ตันวิมลรัตน์ : ม.ป.พ. : น.3) ส่วนอีก 2 กระบอกมีตรานูนอยู่บนปืนแต่ไม่ทราบความหมาย
2. กลุ่มปืนที่บริเวณประตูทางเข้าศาลากลาง ซึ่งมีอยู่รวม 3 กระบอก แต่มีตัวเลขนูนอยู่ทางด้านหน้าเพลาด้านซ้าย 2 กระบอก โดยทั้ง 2 กระบอกได้บอกปีที่สร้างคือ ค.ศ. 1783 (พ.ศ.2326)
3. กลุ่มปืนที่หน้าสนามกีฬา ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 3 กระบอก และมีอยู่ 1 กระบอกที่มีตรานูนรูปคล้ายมงกุฏและอื่น ๆ แต่ถูกสนิมกันกร่อนดูไม่ออก และที่บั้นท้ายปืนมีตัวเลขบอกปีที่สร้างไว้ คือ ค.ศ. 1705 (พ.ศ. 2248)
4. กลุ่มปืนที่วัดกระพังสุรินทร์ ซึ่งมีอยู่ 2 กระบอก และมีอยู่ 1 กระบอก มีตราสลักเป็นร่องลึกบนตัวปืน
5. กลุ่มปืนที่บริเวณเสาธงหน้าที่ว่าการอำเภอกันตัง ซึ่งมีอยู่ 2 กระบอก และมีอยู่ 1 กระบอกที่มีตัวเลขบอกปีที่สร้างอยู่ที่บั้นท้ายปืนซึ่งดูเลอะเลือนแต่คาดว่าน่าจะเป็น ค.ศ. 1800 (พ.ศ.2343)
6. กลุ่มปืนที่อนุสาวรีย์พระยารัษฎาฯ ซึ่งมีอยู่ 2 กระบอก และมีอยู่ 1 กระบอกที่มีตรานูนปรากฏอยู่บนปืน ซึ่งตรานี้คล้ายกับตราบนปืนที่บริเวณเสาธงหน้าศาลากลาง
7. กลุ่มปืนที่บริเวณบันไดทางขึ้นศาลจังหวัดตรัง ซึ่งมีอยู่ 2 กระบอก และมีอยู่ 1 กระบอกที่มีตราอยู่บนปืนคล้าย ๆ กับตราบนปืนที่วัดกระพังสุรินทร์
รวมปืนใหญ่โบราณในจังหวัดตรังที่มีตราทั้งที่เป็นตราบริษัท และปีที่สร้างรวมทั้งหมด 14 กระบอก นอกจากนั้นไม่ปรากฏรายละเอียดใด ๆ เลย
เอกสารอ้างอิง
1. จังหวัดตรัง , คณะข้าราชการและประชาชน,จังหวัดตรัง, จังหวัดตรังจัดพิมพ์ทูลเกล้าถวาย, 2502
2. จุลจอมเกล้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ, พระ, เสด็จประพาสรอบแหลมมลายู เล่ม 1, องค์การค้าคุรุสภา 2507
3. ดำรงราชานุภาพ,สมเด็จกรมพระยา,ลัทธิธรรมเนียม เล่ม 2,องค์การค้าคุรุสภา,2504
4. ดำเนิร เลขะกุล,พลโท, “ปืนภาค 2” ในแถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดี,คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ฯ,2526
5. ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา, พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2, องค์การค้าคุรุสภา 2505
6. นราธิปประพันธ์พงศ์, พระองค์เจ้าบรมวงศ์เธอ