ปืนใหญ่โบราณเมืองตรัง
ปืนใหญ่เป็นอาวุธสงครามโบราณชนิดหนึ่ง ที่มีอานุภาพในการทำลายสูง เป็นที่เกรงขามของข้าศึก ราชอาณาจักรสยาม (ไทย) รู้จักนำปืนใหญ่มาใช้ในราชการสงครามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนปลายหรือช่วงต้นๆ กรุงศรีอยุธยาและเข้าใจว่าความรู้เกี่ยวกับปืนใหญ่ในสมัยอยุธยานั้นคนไทยน่าจะรับมาจากจีนหรืออินเดีย(สำราญ วังศ์พ่า,2526:น.)
สมัยอยุธยา
กล่าวในสมัยกรุงศรีอยุธยาช่วงรัชกาลพระบรมไตรโลกนาถนั้นพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเอาไว้มากมายและกิจการทางด้านการทหารก็เป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ คือ พระองค์ได้ตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นในกฏนั้นได้กล่าวถึงการจัดตั้งกรมเกี่ยวกับอาวุธปืนและดินประสิว เช่น จัดให้มีเจ้ากรม ปลัดกรมและกองตำดินเป็นต้น (สงวน อั้นคง,2502: น.545) แต่หลังจากที่มีฝรั่งเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากขึ้นความรู้เกี่ยวกับปืนใหญ่ของไทยก็เริ่มรับเอาจากแบบอย่างจากฝรั่งแทนโดยเฉพาะโปตุเกตุและฮอลันดา ซึ่งเป็นชาติที่มีอิทธิพลในสมัยนั้น
จดหมายเหตุลาลูแบร์ได้บันทึกถึงเรื่องการสร้างปืนใหญ่ในสมัยอยุธยาเอาไว้ว่า “ชาวสยามไม่ใคร่มีปืนใหญ่มากโปตุเกตุเมื่อมาเกาผู้หนึ่งที่ถึงแก่กรรมในราชการสงครามได้หล่อปืนใหญ่ถวาย(สมเด็จพระนารายณ์ฯ) หลายกระบอกแต่ปืนใหญ่ที่โปตุเกตุหล่อเหล่านั้นข้าพเจ้าสงสัยว่าเขารู้จักทำดีได้จริงจังเหมือนในทวีปยุโรปเจียวหรือแต่บางท่านบอกข้าพเจ้าว่าเมื่อทำก็เอาฆ้อนตีย้ำกระบอกปืนเวลาเผาแดง ให้เนื้อเหล็กแน่นด้วยเหมือนกัน มิใช่เทเหล็กหลอมเอาลวก ๆ แต่พอแล้ว ๆ ไป” (นราธิปประพันธ์พงศ์,พระองค์เจ้าบรมวงศ์เธอ,กรมพระ,2505:น.83) จะเห็นได้ว่าในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้กิจการหล่อปืนใหญ่ได้มีพัฒนาสูงขึ้นเรื่อย ๆ (โดยช่างชาวต่างชาติ)จนถึงขั้นปืนใหญ่ที่หล่อในกรุงศรีฯช่วงสมัยนี้ได้ถูกจัดส่งเป็นเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส จำนวน 2 กระบอก ซึ่งต่อมาปืนใหญ่ทั้ง 2 กระบอกนี้ได้มีส่วนร่วมทางประวัติศาสตร์ของ ฝรั่งเศสคือ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2332 ได้เกิดจลาจลขึ้นในคุกบัสติลส์ทางราชการของฝรั่งเศสได้นำปืนใหญ่ 2 กระบอกจากสยาม เข้าร่วมปราบปรามจลาจล ซึ่งปืนทั้ง 2 กระบอกนี้ เดอะโชม็องต์ ได้พรรณาเอาไว้ว่า “เป็นปืนใหญ่ 2 กระบอก ยาว 6 ฟุต (1.82ม.) ทำด้วยเหล็กที่ยืดได้ตีเป็นรูปในขณะที่เย็นลงมีลวดลายเป็นเงินที่ฝังไว้ ตั้งไว้บนรถซึ่งมีลวดลายเป็นเงินฝังไว้ด้วย และทำในประเทศสยาม” ( สงวน อั้นคง ,2502:น.552-554)
กิจการปืนใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีได้มีสะสมเอาไว้ใช้ในราชการสงครามมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ได้ดำเนินการหล่อขึ้นเองด้วยสัมฤทธิ แต่ปืนเหล็กนั้นจัดหาจากต่างชาติ ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงให้แก่พม่าใน พ.ศ.2310 บรรดาปืนใหญ่ ปืนเล็กที่มีอยู่ในกรุง และหัวเมืองใกล้เคียงก็ได้ถูกแม่ทัพ นายกองของพม่าขนไปถวายพระเจ้ากรุงอังวะจนหมด ดังปรากฏในพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า”…แลเนเมียวกับนายทัพนายกองทั้งปวง ก็ได้ขนเอาปืนใหญ่น้อยในพระนครได้ปืนใหญ่น้อยพันสองร้อยเต็มปืนนกสับเป็นหลายหมื่นเอาลงเรือบรรทุก….ครั้งมาถึงตลาดบางแก้วเห็นว่าปืนใหญ่พระพิรุณ(แสนห่า)นั้นใหญ่นักเหลือกำลังจะเอาไปเมืองอังวะ จึงให้เข็นขึ้นจากเรือเอาขึ้นที่วัดเขมา ให้เอาดินดำประจุเต็มกระบอก จุดเพลิงระเบิดเสีย…”(ราชบัณฑิตยสถาน,2523:น.10353)
สมัยธนบุรี
เนื่องจากปืนใหญ่เล็กซึ่งได้จัดหาสะสมไว้สำหรับป้องกันพระนครและกรุงศรีอยุธยาต้องสูญสิ้นไปในคราวเสียกรุงเมื่อปี พ.ศ.2310 ครั้งมาถึงสมัยที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นเสวยราชสมบัติจึงต้องเร่งจัดหาสะสมอาวุธปืนใหญ่น้อยขึ้นใหม่อย่างเร่งด่วนทั้งโดยการจัดซื้อจากพ่อค้าต่างชาติ (ดูปืนใหญ่ภาค 2 ของพลโทดำเนิร เลขะกุล) และริบจากหัวเมืองที่เสด็จยกทัพไปตีได้ตลอดจนให้ช่างจัดหล่อขึ้นเองเช่น ปืนใหญ่สัมฤทธิ์ชุด “มหาเศวตรัตน์” เป็นต้น(พลโทดำเนิร เลขะกุล,2526:น.8 - 9)
สมัยรัตนโกสินทร์
สมัยรัตนโกสินทร์ปืนใหญ่ยังคงมีความสำคัญในการใช้รักษาพระนครโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ก็ได้ทรงโปรดให้หล่อปืนใหญ่ขนาดใหญ่ขึ้นเพิ่มเติมจากที่มีอยู่อีก 7 กระบอก คือ ปืนนารายณ์สังหาร,ปืนมารประลัย,ปืนไหวรนพ,ปืนพิรุณแสนห่าพลิกพสุธา,ปืนพระอิศวรปราบจักรวาล,และปืนพระกาฬผลาญโลก(สำราญ วังศ์พ่า,2526:น.1)
ในสมัยรัชกาลที่ 2 ก็ยังปรากฏว่า มีการสะสมปืนใหญ่ไว้ใช้ในราชการสงครามหลายกระบอก (ดูบาเรียมในสารานุกรมไทย ล.16) แต่ปืนใหญ่แบบโบราณที่ใช้ในราชการมาตั้งแต่อดีตก็ได้เริ่มลดบทบาทลงไปในราวช่วงต้น ๆ รัชกาลที่ 4 เนื่องจากในช่วงสมัยนั้น บริษัทผู้ผลิตปืนใหญ่ในยุโรปได้พัฒนารูปแบบของปืนใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นกองทัพไทยจึงหันไปจัดซื้อปืนใหญ่ที่ทันสมัย มาใช้ทดแทนปืนใหญ่แบบโบราณซึ่งล้าสมัยกว่า
สงวน อั้นคงได้กล่าวไว้ในหนังสือ สิ่งแรกในเมืองไทยว่า “ปืนใหญ่ของไทยนับแต่มีปืนใหญ่มาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีปืนใหญ่ประจำการอยู่ในกองทัพไทยทั้งสิ้น 227 กระบอก แต่มีชื่ออยู่ในตำราปืนของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเพียง 91 กระบอก(2502:น.557)