ลิบง เมืองเก่า
ลิบงเมืองเก่า

(กรณีศึกษาประวัติศาสตร์เกาะลิบง)

(โดย.... สุวัฒน์ ทองหอม)

            “ลิบง” เป็นชื่อของเกาะซึ่งตั้งอยู่ในน่านน้ำทะเลตรัง บริเวณปากแม่น้ำตรังและแม่น้ำปะเหลียน ห่างจากฝั่งบ้านเจ้าไหมไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร และมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าเกาะใด ๆ ที่อยู่เขตปกครองของจังหวัดนี้ เกาะลิบงที่มีฐานะเป็นตำบล ที่อยู่ในเขตปกครองของอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

ชื่อและความหมายของชื่อ 

            ชื่อของเกาะลิบงได้ปรากฏอยู่ในเอกสารหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งได้เรียกผิดเพี้ยนแตกต่างกันไป เช่น ปูเลาลิบง,ตะลิงโบง,ปลิบง,ตาลิบง, ลิบอง, ปูลูติลิบอง และ ตะลิบง

หนังสืออักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้อธิบายความหมายของ เกาะลิบงเอาไว้ว่า”…เกาะลิบงได้ชื่อมาจากต้นเหลาชะโอน ซึ่งเป็นภาษามลายูเรียกว่าลิบง…เพราะแต่เดิมเกาะนี้มีต้นเหลาชะโอนมาก…เกาะตะลิบง ก็เรียก”

            ส่วนคำว่า “ปูเลา หรือปูลู” นั้นก็เป็นภาษามลายูซึ่งแปลว่า “เกาะ” เมื่อนำเอาคำว่าปูลู มารวมเข้ากับคำว่า ลิบงแล้วก็มีความหมาย่า เกาะที่มีต้นเหลาชะโอน

            คำว่า “ตะ” นั้นก็ได้มีผู้กล่าวว่าเป็นคำในภาษามลายูเช่นกัน ซึ่งแปลว่า “ไม่มี” ดังนั้นคำว่า เกาะตะลิบง จึงมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า ปูลูลิบง อย่างสิ้นเชิง คือแปลความว่า เป็นเกาะที่ไม่มีต้นเหลาชะโอน

สภาพทางภูมิศาสตร์

            1. ลักษณะภูมิประเทศ  เกาะลิบงมีลักษณะคล้ายกับรูปสามเหลี่ยม ที่มีฐานแผ่นเป็นรูปแนวยาวไปทางทิศเหนือ – ใต้ และด้านทั้งสองจะค่อยๆรวบสอบเข้าหากันทางทิศตะวันออก

            สภาพพื้นที่บนเกาะลิบงนั้นทางทิศตะวันตกจะเป็นภูเขาซึ่งทอดตัวขวางเกาะไปในแนวทิศเหนือ – ใต้ ถัดจากนั้นแผ่นดินจะค่อยๆลาดเอียงลงมาทางทิศตะวันออกจนกระทั่งเป็นที่ราบก่อนจะถึงชายทะเล

            2. ลักษณะภูมิอากาศ  เกาะลิบงได้รับลมมรสุม 2 ฤดู คือ

                        1) ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรเข้าหาฝั่งของเกาะทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมนี้จะพัดประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน ปกติชาวบ้านจะเรียกลมมรสุมนี้ว่า “ลมพรัด”

            ในหน้าลมมรสุมนี้ชาวบ้านทั่วๆไปจะไม่ออกไปหาปลาในทะเลห่างฝั่งมากนัก เพราะมักจะเกิดฝนฟ้าคะนอง คลื่นจัด

                        2) ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ลมมรสุมนี้จะพัดจากทะเลจีน และอ่าวไทยพัดเข้าสู่ฝั่งภาคใต้ทางตะวันออก ผ่านภาคใต้ลงสู่ทะเลฝั่งตะวันตก พัดเข้าสู่เกาะทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวบ้านเรียกลมในฤดูกาลนี้ว่า”ลมออก” ซึ่งจะเริ่มพัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ในฤดูกาลนี้มีฝนตกน้อยทะเลไม่ค่อยมีคลื่นลมแรง จึงเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

            นอกจากลมมรสุมดังกล่าวยังมีลมที่พัดในช่วงสั้นๆเป็นครั้งคราว อีก 12 ชนิดซึ่งโดยทั่วไปแล้วลมประเภทนี้จะมีชื่อเรียกเฉพาะตามทิศที่ลมพัดมาดังนี้

            1. ลมที่พัดมาจากทิศเหนือ                                   เรียกว่า ลมตาหรา

            2. ลมที่พัดมาจากทิศใต้                                       เรียกว่า ลมบัดดาหยา หรือ ลมหัวนอน

            3. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันออก                            เรียกว่า ลมติหม็ก หรือ ลมออก

            4. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันตก                              เรียกว่า ลมพรัด

            5. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 

                ที่ค่อนไปทางทิศเหนือมากๆ                              เรียกว่า ลมตาหราติหม็กปาดัง

            6. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

                แต่ค่อนไปทางทิศตะวันออก                             เรียกว่า ลมติหม็กปาดัง

            7. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้

                แต่ค่อนไปทางทิศตะวันออก                             เรียกว่า ลมติหม็กบุหลัน

            8. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้

                แต่ค่อนไปทางทิศใต้                                        เรียกว่า ลมติหม็กตาหรี

            9. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้

                แต่ค่อนไปทางทิศใต้                                        เรียกว่า ลมหลาตัน

            10. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้

                แต่ค่อนไปทางทิศตะวันตก                               เรียกว่า ลมบาดโหลด

            11. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้

                แต่อยู่ระหว่างลมโหลดกับลมหลาตัน                 เรียกว่า ลมปานะ

            12. ลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ             เรียกว่า ลมตาหราบาโหลด

              ซึ่งทั้ง 12ชนิดนี้ ชาวบ้านเรียกรวมๆกันว่า ลม 12ตา

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      

ทรัพยากรธรรมชาติ

            เกาะลิบงมีสภาพพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยภูเขา ที่ราบ และฝั่งทะเล ดังนั้นทรัพยากรธรรมชาติของเกาะแห่งนี้จึงมีความหลากหลาย คือ

1)      ป่าบก ที่มีอยู่อย่างแน่หนาบนภูเขา

2)      ป่าชายเลน ถัดต่อลงมาจากป่าเขาจะถึงบริเวณพื้นที่ราบ โดยเฉพาะตาม

ชายฝั่งคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าชายเลน

            3)   หญ้าทะเล ริมชายฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเกาะ ซึ่งอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำตรังและแม่น้ำปะเหลียนนั้นเป็นบริเวณที่มีหญ้าทะเลขึ้นงอกงามหนาแน่นมาก

            4)   สัตว์ป่า ภายป่าในภูเขาทางทิศตะวันตกของเกาะ และตามแนวป่าชายเลนแม้กระทั่งตามแนวชายหาดรอบ ๆ เกาะนั้นพบว่ามีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ เช่น กวาง ชะมด พระยากระรอก ดำ ลิง ค่าง และนกอีกหลายชนิด ทั้งที่เป็นนกประจำถิ่น และอพยพมาจากต่างประเทศเช่นทุก ๆ ปี จะพบว่ามีนกหัวโตกินปูได้อพยพมาหากินที่นี่ด้วย

            สำหรับในทะเลซึ่งอุดมสมบูรณ์สัตว์น้ำหลายชนิดแล้ว ยังมีพะยูนซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธ์ อาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ เกาะลิบงด้วยเช่นกัน

            หาดทรายและแหล่งธรรมชาติอื่น ๆ

            เกาะลิบงมีหาดทรายที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งเช่น หาดแหลมจุโหย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง หาดหลังเขา หาดทุ่งหญ้าคา อ่าวโต๊ะเก อ่าวโต๊ะแซะ และหาดแหละโต๊ะชัย เป็นต้น

            นอกจากหาดทรายแล้วที่เกาะลิบงยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งนั่นคือ บ่อน้ำจืดในทะเล ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำจืดเช่นเดียวกับแอ่งน้ำทั่ว ๆ ไป แต่ที่เกาะลิบงนั้นเวลามีน้ำทะเลขึ้นสูงน้ำในบ่อก็จะมีความเค็ม แต่พอน้ำลงแอ่งน้ำทั่ว ๆ ไป แต่ที่เกาะลิบงนั้นเวลามีน้ำทะเลขึ้นสูงน้ำในบ่อก็จะมีความเค็ม แต่พอน้ำลงแอ่งน้ำในบ่อจะมีรสจืดสนิท ดังนั้นบ่อน้ำแห่งนี้จะเป็นแหล่งน้ำจืดสำหรับนกทะเล และชาวบ้านในยามหน้าแล้ง

            โบราณสถานที่สำคัญ

            โบราณสถานที่สำคัญและมีความเกี่ยวเนื่องกัน กับประวัติศาสตร์ของชุมชนบนเกาะลิบงนั้นเท่าที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ

            1) ซากกำแพงเมือง ซากกำแพงเมืองเกาะลิบงที่เหลืออยู่นั้นมีสภาพเป็นซากไม้เก่า ๆ ปักเรียงกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 4 เมตร โดยใช้ไม้เคี่ยมขนาดใหญ่ปักที่มุมทั้งสี่ด้านระหว่างเสานั้นจะใช้ไม้กระดานเป็นแผ่นหน้าปักเรียงต่อกันทั้ง สี่ด้าน

            ซากกำแพงเมืองเกาะลิบงตั้งอยู่ที่บริเวณด้านหลังเตาเผาถ่านบ้านพร้าว ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะลิบง ชาวบ้านเล่าว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แนวซากกำแพงเมืองมีเหลือมากกว่านี้ แต่ต่อมาได้ขุดทิ้งไปเพื่อทำเป็นท่าเทียบเรือ

2)หลุมศพอดีตเจ้าเมือง (โต๊ะฮ้าหวา หรือโต๊ะปังกะหวา) หลุมศพของโต๊ะฮ้าหวา

นั้นปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตท้องที่ หมู่ที่ 1 ซึ่งเป็นสวนยางพาราของชาวบ้าน สภาพของหลุมศพเป็นเนินดินขนาดใหญ่ มีไม้แก่น(นาแซ หรือตะหนา) ปักหัวท้ายห่างกัน 3.2 เมตร ชาวบ้านเล่าว่าทุก ๆ ปีเมื่อถึงวันอารีรายอ โต๊ะอิหม่ามจะมาอ่านอัลกุรอ่านที่หลุมนี้ประจำ

3)      คลองขุด ที่บริเวณใกล้ๆกับหลุมศพโต๊ะฮ้าหวา นั้นมีร่องรอยเป็นลำห้วย

เล็กๆ กว้าง ประมาณ 2 เมตร เชื่อมต่อระหว่างคลองบ้านพร้าวซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกกับทะเลด้านตะวันออกของเกาะ

            ปัจจุบันลำห้วย หรือคลองขุดได้ตื้นเขินไปบางส่วนแล้ว แต่ยังมีสภาพที่มองเห็นเป็นแนวชัดเจน

            สภาพซากของสระน้ำ เป็นสระขุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ  36 เมตร ยาวประมาณ  50 เมตร ตั้งอยู่บนภูเขาในเขตท้องที่ หมู่ที่ 1 ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ควนสระ

            ประชากรและการประกอบอาชีพ

            ชุมชนบนเกาะลิบงในปัจจุบันมีมากขึ้นจนสามารถแบ่งการปกครองออกได้เป็น 3 หมู่บ้านคือ บริเวณบ้านพร้าว บ้านโคกท้อน อยู่ในเขตหมู่ที่ 1 บ้านบาตูปูเต๊ะ อยู่ในเขตหมู่ที่ 4 และบ้านหลังเขาอยู่ในเขตหมู่ที่ 5 ซึ่งประชากรทั้ง 3 หมู่บ้านนั้นนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่

            การประกอบอาชีพของชาวเกาะลิบง ส่วนใหญ่แล้วยังคงประกอบอาชีพทำประมงขนาด เล็กและบางส่วนได้ประกอบการทำสวนยางพารา ซึ่งการประกอบอาชีพประมงนั้นชาวบ้านจะใช้เครื่องมือง่าย ๆ แบบพื้นบ้าน

            ประวัติความเป็นมา

            ชุมชนบนเกาะลิบงได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยใดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากหลักฐานหลายประการที่ยังเหลืออยู่ทั้งที่เป็นเอกสาร โบราณสถานรวมทั้งชื่อบ้านนามเมือง นิทานพื้นบ้าน และชุมชนเกาะลิบงได้ในระดับหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งชุมชนแห่งนี้เคยมีฐานะเป็นเมืองมาแล้ว โดยครั้งแรกอยู่ภายใต้การปกครองของไทรบุรี ต่อมาได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตรังและยังปรากฎหลักฐานว่าในช่วงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมืองตรังเคยตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้ด้วย

            สำหรับพัฒนาการชุมชนเมืองบนเกาะลิบงเท่าที่รวบรวมหลักฐานได้พอจะสรุปออกเป็นยุคดังต่อไปนี้

            เกาะลิบงในสมัยพุทธศตวรรษที่ 23 (อยุธยา - ธนบุรี)

            ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่23 ประมาณพุทธศักราช 2204 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชปกครองกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น ที่เมืองเคดาห์(ไทรบุรี) ก็ได้ตรงกับรัชสมัยของตนกู ลิ ล้าฯให้พระราชโอรส 2 พระองค์ออกไปปกครองเมืองเกาะในทะเล โดยโปรดเกล้าฯให้ตนกูอะตาอินลา มะหะหมัด ชะ(Tunku Attaullah Mohamad Shah) เสด็จออกไปปกครองเมือง ปูเลาปินัง (เกาะลิบง) (โดยน่าจะตั้งเมืองขึ้นที่บ้าน

พร้าว ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเตาเผาถ่านซึ่งอยู่ในเขตท้องที่หมู่ 1 ตำบลเกาะลิบง)

            การที่ทางเมืองไทรบุรีได้ส่งพระราชบุตรมาตั้งเมืองขึ้นที่เกาะลิบงตามพงศาวดารนี้ได้สอดคล้องกับนิทานพื้นบ้านที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า “พระยาแขกที่สร้างเมืองลิบง กับเมืองปินังนั้นได้มีประสงค์ที่จะทำให้เมืองทั้งสองนี้ให้ยิ่งใหญ่คู่กัน แต่โหรได้ทำนายเอาไว้ว่าเมืองทั้งสองนี้จะอยู่คู่กันไม่ได้ หากเมืองหนึ่งเจริญ เมืองหนึ่งก็ต้องร้างผู้คน แต่ปัจจุบันเมืองปินังเจริญรุ่งเรือง เมืองเกาะลิบงก็ต้องทรุดโทรมไปตามคำทำนาย

            เนื่องจากตามเกาะหลายแห่งในน่านน้ำแถบนี้ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าหลายอย่างโดยเฉพาะรังนกนางแอ่นนั้นเป็นสินค้าที่คนจีนมีความต้องการสูง ดังนั้นเมืองไทรบุรีจึงได้ทำการจัดเก็บทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นล่ำเป็นสันและสามารถส่งเป็นสินค้าออกนำรายได้มาบำรุงเมืองได้ปีละมาก ๆ

            ดังรายงานของ ฟรานซิส ไลท์ และเจมส์ สก๊อส ที่รายงานไว้ว่า เกาะและทะเลแถบเมืองไทรบุรี จนกระทั่งถึงเมืองมะริดนั้นเป็นเขตผลประโยชน์ของไทรบุรีทั้งสิ้น ทุกๆปีจะมีเรือของชาวไทรบุรีเป็นจำนวนมากถึง 1,000 ลำที่เข้ามาเก็บรังนกนางแอ่น และปลิงทะเล โดยมีลักษณะเป็นเจ้าภาษีที่จะคอยจัดเก็บภาษีอากรอีกทอดหนึ่ง

            อย่างไรก็ตาม รายงานของฝรั่งทั้งสองคนนี้ถูกวิจารณ์อยู่เสมอว่าเขียนขึ้นเพื่อต้องการมีอำนาจเหนือรัฐบาลสยาม แต่ในเอกสารฝ่ายไทยก็ได้กล่าวถึงการเข้ามาจัดเก็บรังนกของชาวไทรบุรีตามเกาะแถบนี้ไว้ในทำนองเดียวกันว่า “พวกมลายูจากไทรบุรีเป็นผู้เก็บรังนกตามเกาะแก่งแถบนี้เป็นส่วนใหญ่”

            ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว อำนาจของรัฐบาลแห่งกรุงศรีอยุธยาอ่อนล้าลง บริเวณดินแดนแถบนี้จึงถูกอำนาจของเมืองไทรบุรีขยายออกมาครอบคลุมเอาไว้อย่างง่ายดาย

            ดังนั้นการที่สุลต่านแห่งเมืองเคดาห์ (ไทรบุรี) ได้โปรดเกล้าฯให้พระราชบุตรของพระองค์เสด็จมาตั้งเมืองขึ้นที่เกาะลิบงนี้น่าจะมีพระราชประสงค์เพื่อคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบรรดาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แถบนี้ส่งกลับไปเป็นรายได้บำรุงเมืองแม่ที่เคดาห์(ไทรบุรี) เป็นสำคัญ

            ตนกู อะหมัดตายุดดินมัด รำชะ(Tunku Ahmad Tajudin Halim Shah) ปกครองเมืองนี้อยู่จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช 2249 ก็ได้เสด็จกลับไปครองราชเป็นสุลต่านปกครองเมืองเคดาห์อยู่เป็นเวลาประมาณ 2 ปีก็เสด็จสวรรคต สำหรับเมืองเกาะลิบงนั้นพระองค์คงจะมอบหมายให้ผู้ที่ไว้วางพระหฤทัยทำการปกครองสืบมา

            ความเป็นมาของเกาะลิบงดำรงอยู่มาได้ยาวนานแค่ไหนไม่ปรากฎหลักฐานชัดเจน แต่มีนิทานพื้นบ้านได้กล่าวถึงการล่มสลายของเมืองนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

                        “เมื่อพระยาแขก  มาตั้งเมืองขึ้นที่บ้านพร้าวแล้ว เมืองนี้ก็รุ่งเรืองมากและ

            ได้มีสัมพันธไมตรีกับเมืองพม่า ต่อมาบุตรชายของเจ้าเมืองทั้งสองก็ได้เป็นเกลอ

            กัน และตามประเพณีแล้วทุก ๆ ปีเกลอจะต้องผลัดกันไปเยี่ยมเยือนกันเป็นประจำ(เรียกกันว่าวังเกลอ) อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายของเจ้าเมืองลิบงก็ได้เดินทางไปเยี่ยมเกลอที่เมืองพม่า และได้มีโอกาสพบกับลูกสาวของเจ้าเมืองพม่าซึ่งเป็นน้องของ        เกลอตัวเอง

                        ทันทีที่พบลูกชายเจ้าเมืองลิบงก็เกิดหลงรักนางขึ้นมาทันที แต่ตามประเพณีแล้วน้องสาวของเกลอนั้นก็เปรียบเสมือนกับนอ้งสาวของตัวเองไม่อาจจะแต่งงานกันได้ จึงออกอุบายลักพาลูกสาวเจ้าเมืองพม่ามอญของตัวเองไม่อาจจะแต่งงานกันได้ จึงออกอุบายลักพาลูกสาวเจ้าเมืองพม่ามาอยู่กินกันที่เมืองลิบง ทางลูกชายของเจ้าเมืองพม่าเมื่อทราบว่าเกลอของตนลักพาน้องสาวหนีไปก็โกระมาก จึงรวมพลยกทัพมาตีเมืองลิบงและนำน้องสาวกลับเมืองพม่า พร้อมกับเผาเมืองลิบงเสียย่อยยับ ทำให้เมืองลิบงร้างไป

            ถึงแม้ว่านิทานและตำนานจะมิใช่หลักฐานที่นำมาใช้อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้ก็ตามแต่หากได้พิจารณาถึงสาระอันเป็นแก่นของนิทานและตำนานนั้น ๆ แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าภายในนั้นได้บรรจุข้อเท็จจริงบางประการเอาไว้บ้างไม่มากก็น้อย เช่นกันภายในนิทานข้างต้นได้มีสาระบางประการฝังซ่อนอยู่ และเท่าที่มองเห็นค่อนข้างข้างชัดก็คือ สถานะความเป็นเมืองที่มีความเกี่ยวพันอยู่กับพม่า

            ซึ่งแก่นของเรื่องในนิทานนี้ได้พ้องกับบันทึกของเจมส์ โลว์ ที่กล่าวเอาไว้ว่า “แต่ก่อนนี้เกาะลิบงมีพวกมลายูอาศัยอยู่อย่างเป็นสุข แต่เมื่อพวกพม่ายกมารุกรายเมืองถลาง พวกนั้นได้ปล้นสะดมประชาชนบนเกาะนี้ด้วย”

            เมื่อนำเอาสาระจากนิทานข้างต้น มาเทียบเคียงกับบันทึกของเจมส์ โลว์ (ความจริงเจมส์ โลว์ ก็น่าจะบันทึกมาจากคำบอกเล่าเช่นกัน) แล้วพบว่ามีข้อความตรงกันอยู่ 2 ประการ คือ การดำรงอยู่ของชุมชนเมืองบนเกาะลิบง ที่ประชากรมีเชื้อสายจากไทรบุรี ประการหนึ่ง  และอีกประการหนึ่งก็คือพวกพม่าเข้ามามีส่วนรวมทำให้เมืองนี้เสียหาย

            เท่าที่ได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับการเข้ามาของพม่าในบริเวณนี้แล้ว พบว่าในประวัติศาสตร์นั้น พม่าได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับบริเวณใกล้เคียงนี้ ถึง 3 ครั้ง และทุกครั้งล้วนเข้ามาทำสงครามทั้งสิ้น คือครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2307 ครั้งนั้นพม่าได้จัดทัพแบบกองโจรยกลงมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ได้หลายเมือง และเมื่อมีชัยชนะเหนือเมืองใดแล้วก็จะเผาเมือง ริบทรัพย์สินมาแบ่งปันกันแล้วทิ้งเมืองไป ครั้งที่ 2 ในปีพุทธศักราช 2328 พระเจ้าประดุงได้โปรดเกล้าฯให้เนมะโยคุงนะรักเป็นแม่ทัพใหญ่ยกลงมาตีเมืองชุมพร ไชยา และให้ยี่วุ่นเป็นแม่ทัพเรือ ยกมาตีเมืองถลาง ศึกครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพลงมาตีได้หัวเมืองปักใต้ตั้งแต่ชุมพร เรื่อยมาจนถึงนครศรีธรรมราช และกำลังจะยกลงไปตีเมืองพัทลุงและสงขลา ก็ได้รับข่าวว่ากองทัพหลวงยกลงมาช่วย พม่าจึงแตกทัพหนีไปสมทบกับพรรคพวกที่ล้อมเมืองถลาง และครั้งที่ 3 ในปีพุทธ – ศักราช 2352 พระเจ้าปะดุงโปรดเกล้าฯให้อะเติงวุ่นและแยฆองยกมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ตั้งแต่ชุมพร ไชยา และเกาะถลาง

            เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการปล้นเมืองเกาะลิบงตามสาระในนิทานและบันทึกของเจมส์ โลว์ กับเหตุการณ์ที่พม่ายกลงมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้ง 3 ครั้งแล้ว ทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่าการที่พม่ายกมาปล้นเมืองเกาะลิบงน่าจะอยู่ในคราวพม่ายกมาปล้นหัวเมืองปักษ์ใต้ในช่วงปีพุทธศักราช 2307 หรือพุทธศักราช 2328 เท่านั้น ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ครั้งนั้นพม่าอาจจะมีโอกาสผ่านมาทางนี้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในศึกคราว 2307 นั้นพงศาวดารไทยกล่าวชัดว่ากองทัพพม่าที่ยกเข้าเมืองต่าง ๆ มักจะยกไปเป็นกองโจรเพื่อปล้นทรัพย์เท่านั้น ส่วนศึกเมื่อครั้งปี 2328 นั้นก็มีโอกาสที่พม่าจะผ่านมาปล้นเมืองบนเกาะได้เช่นกันเพราะเมื่อ พม่าตีได้เมืองไชยา นครศรีธรรมราชแล้วและกำลังตั้งรอจะยกลงไปตีเมือง พัทลุงและสงขลานั้น ก็มีข่าวว่ากองทัพหลวงจากกรุงเทพได้ยกลงมาหนุนช่วยแล้ว ทำให้กองทัพพม่าตกใจเลิกทัพกลับไปสมทบกับพรรคพวกที่กำลังล้อมเมืองถลางอยู่ก่อน

            เมืองเกาะลิบงนั้นตั้งอยู่ตรงปากน้ำ ที่เป็นทางผ่านไปเมืองถลางได้ ดังนั้นถ้าพม่าผ่านทางนี้ก็มีโอกาสสูงที่เมืองเกาะลิบงจะถูกพม่าบุกเข้าไปปล้นได้ง่ายเช่นกัน  สำหรับศึกครั้งที่ 3 ในปี 2352 นั้นพม่าไม่สามารถที่จะยกเข้ามาตีได้เลย เพราะที่เกาะลิบงเป็นแหล่งชุมนุมของกองทัพต่าง ๆ ที่จะยกไปช่วยเมืองถลางอยู่ก่อน

            ซึ่งหากเป็นไปตามที่สันนิษฐานข้างต้นแล้วทำให้พอจะประมาณอายุของเมืองปูเลาลิบงตั้งแต่สมัยที่ “ตนกูอะหมัดตายุดดินมัดรำชะ” มาปกครอง จนกระทั่งถึงวาระที่เมืองล่มสลายลงได้ว่าน่าจะมีอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี

เกาะลิบงสมัยพุทธศตวรรษที่ 24 (รัตนโกสินทร์)

          เมื่อครั้งที่เมืองลิบงอยู่ใต้อำนาจของเคดาห์นั้น เจ้าเมืองหรือผู้ปกครองได้เป็นผู้จัดการหาผลประโยชน์จากการเก็บรังนกนางแอ่น และปลิงทะเลแต่เพียงผู้เดียว แต่หลังจากที่พม่าทำลายเมืองจนย่อยยับแล้ว สภาพของเมืองเกาะลิบงก็เป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ ที่ผู้ปกครองมีตำแหน่งเพียงโต๊ะปังกะหวาซึ่งเทียบได้กับตำแหน่งกำนันเท่านั้น

            และในช่วงนี้ ศักยภาพในการจัดเก็บผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของชาวเกาะลิบงคงจะซบเซาลงไปบ้าง เนื่องจากขาดแคลนแรงงานที่มีความชำนาญ แต่เนื่องจากรังนกนางแอ่น และปลิงทะเล นั้นเป็นทรัพยากรที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง ราคาดี ประกอบกับโต๊ะปังกะหวา เกาะลิบงเป็นคนกว้างขวาง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่ชาวเรือและชาวทะเลทั้งหลาย ดังนั้นโต๊ะปังกะหวาจึงสืบทอดการจัดเก็บทรัพยากรเหล่านี้ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

            สำหรับบนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองตรัง (ที่เชื่อกันว่าตั้งอยู่บริเวณบ้านนาแขก หรือบ้านนาท่าม ปัจจุบันหมู่บ้านทั้ง 2 นี้อยู่ในเขตปกครองของอำเภอเมืองตรัง) นั้นอยู่ในยุคของพระยาตรังค์นาแขกเป็นเจ้าเมือง เมืองตรังในช่วงนี้คงเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างน้อย และอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช

            ประกอบกับเกาะลิบงในขณะนั้นเป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆแต่กลับมีรายได้ ผลประโยชน์มาก อีกทั้งอยู่ในภาวะที่ปลอดจากอำนาจของเมืองเคดาห์(ไทรบุรี)

            จึงเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานี้เองที่เมืองตรังได้ผนวกรวบเอาเกาะลิบงเข้ามาไว้ในความปกครองอย่างเด็ดขาด ดังนั้นในคราวที่พระยานคร(พัด)ส่งพระภักดีบริรักษ์(พระยาตรังค์  สีไหน)ออกมาเป็นเจ้าเมืองแทนพระยาตรังค์นาแขกนั้นได้มีหลักฐานว่า อาณาเขตของเมืองตรังทางทิศใต้จดถึงเกาะลิบง

หลังจากที่เกาะลิบงถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตรังเป็นที่เรียบร้อยแล้วโต๊ะปังกะหวาหรือกำนันผู้ปกครองเกาะลิบง ก็ได้โอนเข้ามารับราชการอยู่กับพระภัคคีบริรักษ์เจ้าเมืองตรังในตำแหน่งเดิมและทำหน้าที่จัดเก็บและรวบรวมรังนกนางแอ่น และปลิงทะเลตามเกาะแก่งต่าง ๆ ในทะเลแถบนี้ และจัดเก็บภาษีส่งไปเป็นรายได้บำรุงเมืองตรัง และเมืองหลวงต่อไป ด้วยความสามารถดังกล่าวทำให้โต๊ะปังกะหวามีความดี ความชอบในหน้าที่ราชการเป็นอย่างมาก จึงทำให้ท่านได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นดังปรากฏหลักฐานว่าในปี พุทธศักราช 2330 นั้นท่านได้มีบรรดาศักดิ์เป็น “พระเพชภัคคีศรีสมุทรสงคราม ดำรงตำแหน่งพระปลัดตรังแล้วชื่อเสียงของท่านได้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับสุลต่านแห่งไทรบุรี  ทำให้พระเพชภักดีศรีสมุทรสงครามสามารถที่จะติดต่อให้พ่อค้าต่างชาติเดินเรือเข้ามาซื้อ-ขายสินค้าที่เมืองตรังได้อีกด้วย ดังปรากฏหลักฐานว่าในปี พ.ศ.2335 ท่านได้เขียนจดหมายไปถึง พรานซิส ไลท์ เพื่อขอให้แจ้งแก่บรรดาพ่อค้าที่เดินเรือค้าขายแถบนี้ ให้แวะเข้ามารับซื้อช้างที่ปากน้ำเมืองตรัง (ซึ่งหมายถึงท่าเกาะลิบงนั้นเอง ปัจจุบันชาวบ้านเรียกคลองทีเคยเป็นท่าเทียบเรือแห่งนี้ว่า คลองพานช้าง  ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ระหว่างแหลมจุโหย กับปากคลองบ้านพร้าว)

            นับว่าท่านเป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกการค้าขายทางเรือกับต่างชาติขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองตรัง ซึ่งผลจากที่ท่านได้ดำเนินการในครั้งนั้นจะประสบผลสำเร็จขนาดไหนไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ตำนานเรื่องเขาเจ้าไหมที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมานั้น มีสาระเกี่ยวกับการเข้ามาค้าขายของชาวต่างชาติในสมัยนั้นซึ่งมีใจความน่าสนใจดังต่อไปนี้

            “ในครั้งสมัยที่โต๊ะฮ้าหวา (โต๊ะปังกะหวา – ผู้เขียน) ได้เป็นเจ้าเมืองปกครองเกาะลิบงอยู่นั้น ที่บ้านทุ่งค่าย(เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆกับบ้านท่าโต๊ะเมฆ อำเภอกันตัง ) ก็มีพระยางอกเขี้ยว เป็นเจ้าเมือง และเจ้าเมืองทั้งสองนี้มีความสนิทสนมกันมาก

            ต่อมาไม่นานก็มีเจ้าไหมซึ่งเป็นคนจีนได้คุมเรือสำเภาเข้ามาค้าขายกับเมืองเกาะลิบงและได้เกิดชอบทำเลที่ตั้งของเมืองทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ปรึกษากับเจ้าเมืองทั้งสองเพื่อจะขออนุญาตตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ที่นี้โต๊ะฮ้าหวาจึงอนุญาตให้เจ้าไหมตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งข้ามกับเกาะลิบง

            แต่อยู่มาวันหนึ่งเจ้าไหมเกิดมีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นเจ้าเมืองเกาะลิบงเสียเอง จึงได้ไปยุยงพระยางอกเขี้ยวให้เกลียดชัดโต๊ะฮ้าหวา จนกระทั่งทำให้ พระยางอกเขี้ยวกับโต๊ะฮ้าหวาแตกแยกกัน ในที่สุดเจ้าไหมก็ได้ร่วมมือกับพระยางอกเขี้ยวแล้วยกพลมาทำสงครามกับโต๊ะฮ้าหวา แต่ไม่มีใครสามารถเอาแพ้ ชนะกันได้

            ข่าวสงครามครั้งนี้ทราบไปถึงโต๊ะละหมัย(ซึ่งเป็นบุคคลที่ทั้งโต๊ะปังกะหวา และพระยางอกเขี้ยวเคารพนับถือมาก) ท่านจึงเดินทางมาห้ามทัพมิให้ทำสงครามกัน แต่เจ้าไหมไม่ยอกฟังคำห้ามปราม ทำให้โต๊ะละหมัยโกรธมากจึงสาปแช่งให้เจ้าไหมกลายเป็นหิน (ปัจจุบันซากของเจ้าไหมได้กลายเป็นภูเขาที่เรียกว่าขาเจ้าไหม ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะลิบง) พร้อมกับให้โต๊ะฮ้าหวา กับพระยางอกเขี้ยวตกลงเป็นมิตรกันและยังยกแผ่นดินทั้งหมดแถบนี้ให้เป็นเขตปกครองของโต๊ะฮ้าหวา

            เมื่อไดรับอาญาสิทธิเช่นนั้น โต๊ะฮ้าหวาจึงใช้เท้าถีบผนังถ้ำเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแผ่นดิน (ปัจจุบันรอยเท้าของโต๊ะปังกะหวายังปรากฏอยู่บนผนังถ้ำที่เขาโต๊ะแหนะ)

เกาะลิบงที่ตั้งเมืองตรัง

            หลังจากพระภักดีบริรักษ์(พระยาตรังค์  สีไหน) เจ้าเมืองตรังต้องคดีและได้ถูกเรียกตัวเข้าไปประจำอยู่ ณ กรุงเทพฯ พระเพชภัคดีสมุทรสงคราม พระปลัดตรังก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาปลิบงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรัง ซึ่งการขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองของพระยาปลิบงในครั้งนั้