การจัดการความรู้
การจัดการความรู้
การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด
“โมเดลปลาทู” เป็นโมเดลอย่างง่าย ที่เปรียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทูหนึ่งตัวที่มี ๓ ส่วน คือ
๑. ส่วน “หัวปลา” (Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า “เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ?” โดย “หัวปลา” นี้จะต้องเป็นของ “คณกิจ” หรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด โดยมี “คุณเอื้อ” และ “คุณอำนวย” คอยช่วยเหลือ
๒. ส่วน “ตัวปลา” (Knowledge Sharing-KS) เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง “คุณอำนวย” จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ “คุณกิจ” มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว “คุณกิจ” พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม
๓. ส่วน “หางปลา” (Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ “คลังความรู้” หรือ “ขุมความรู้” ที่ได้จากการเก็บสะสม “เกร็ดความรู้” ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ตัวปลา” ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ “หางปลา” นี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป
เกลียวความรู้ SECI Model
1. สังคม (Socialization)การเปลี่ยนแปลง ความรู้โดยนัีย กัีบ ความรู้โดยนัย
2. สกัดความรู้ (Externalization)การเปลี่ยนแปลง ความรู้โดยนัย ไปเป็น ความรู้ที่ปรากฏชัดเจน
3. รวมความรู้ (Combination)การเปลี่ยนแปลง ความรู้ที่ปรากฏชัดแจ้ง กับ ความรู้ที่ปรากฏชัดแจ้ง
4. ฝังความรู้ (Internalization)การเปลี่ยนแปลง ความรู้ที่ปรากฏชัดแจ้ง ไปเป็น ความรู้โดยนัย
หลักในการจัดการความรู้
1. ให้่คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
2. ร่่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบ ใหม่ๆ
3. ทดลอง/เรียนรู้
4. นำเข้า Know How จากภายนอก
ข้อควรระวังของการจัดการความรู้
1. ดำเนินการแบบไม่มีระบบ ไม่มีโครงสร้าง ไม่มีหลักเกณฑ์
2. การตัดสินใจมักกระทำโดยไม่ได้ใช ้ความรู้ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในองค์กร
3. ความรู้ที่มีอยู่ไม่ได้ถูกใช้ซ้ำ ไม่ได้มีการแลกเปลี่ยน สมาชิกองค์กรต้องสร้าง ความรู้ใหม่ขึ้นใช้เองโดยไม่จำเป็น ทำให้มีการทำงานซ้ำกับงานที่คนอื่นภายใน องค์กรเคยทำไว้แล้ว
4. สมาชิกในองค์กรอยู่ภายใต้สภาพที่สารสนเทศท่วมท้นจนเกิดความสับสน มากกว่าที่สารสนเทศจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น
5. การปกปิดความรู้ระหว่างองค์กรเป็นเรื่องปกติและไม่มีความสนใจในกลุ่มสมาชิก ขององค์กรที่จะช่วยกันเพิ่มพูนความรู้
กฎในการจัดการความรู้
1. สมัครใจ ไม่ใช่กะเกณฑ์
2. "การรู้" เกิดเมื่อต้องการใช้ความรู้
3. "รู้" มากกว่าที่เราเขียนได้ หรือ พูดได้
4. มีสารสนเทศ/ความรู้เพิ่มเติม
กระบวนการจัดการความรู้
1. การจัดหาความรู้ (Knowledge Acquisition) : internal, external
2. การจัดเก็บค้นคืนความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval)
3. การใช้ความรู้ (Knowledge Usage/ Utilization)
4. การเคลื่อนย้าย/กระจาย/แบ่งปันความรู้(Knowledge Transfer/Distribution/ Sharing)
5. การสร้างความรู้ใหม่ (New Knowledge Creation)
ข้อควรระวังของการจัดการความรู้
•ดำเนินการแบบไม่มีระบบ ไม่มีโครงสร้าง ไม่มีหลักเกณฑ์
•การตัดสินใจมักกระทำโดยไม่ได้ใช้ความรู้ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในองค์กร
•ความรู้ที่มีอยู่ไม่ได้ถูกใช้ซ้ำ ไม่ได้มีการแลกเปลี่ยน สมาชิกองค์กรต้องสร้างความรู้ใหม่ขึ้นใช้เองโดยไม่จำเป็น ทำให้มีการทำงานซ้ำกับงานที่คนอื่นภายในองค์กรเคยทำไว้แล้ว
•สมาชิกในองค์กรอยู่ภายใต้สภาพที่สารสนเทศท่วมท้นจนเกิด ความสับสน มากกว่าที่สารสนเทศจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น
•การปกปิดความรู้ระหว่างองค์กรเป็นเรื่องปกติ และไม่มีความสนใจในกลุ่มสมาชิกขององค์กรที่จะช่วยกันเพิ่มพูนความรู้
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการจัดการความรู้
•สมาชิกในองค์กรอยู่ภายใต้สภาพที่สารสนเทศท่วมท้นจนเกิด ความสับสน มากกว่าที่สารสนเทศจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น
•การปกปิดความรู้ระหว่างองค์กรเป็นเรื่องปกติ และไม่มีความสนใจในกลุ่มสมาชิกขององค์กรที่จะช่วยกันเพิ่มพูนความรู้