ผมมีโอกาสดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสัมมนาเวที 21st Century Skills กับการปฏิรูปการศึกษาด้วยพลังการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์เมื่อ 16-17 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น กรุงเทพมหานคร ซึ่งมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์กับมูลนิธิสยามกัมมาจลร่วมดำเนินการจัดหรือร่วมเป็นเจ้าภาพปูเสื่อให้คณะครูและผู้บริหารในวงการศึกษาหรือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีครบตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ราว 70 ท่าน ได้ตั้งวงนั่งพูดคุยกันในเรื่องการจัดการศึกษาของบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหรือPBL(Project Based Learning)ของครู

ก่อนนั้นได้เรียนปรึกษากับผู้บริหารโรงเรียนหรือท่านผู้อำนวยการ จริงๆแม้จะเห็นประโยชน์ชัดเจนของการเข้าร่วม แต่ผมรู้สึกไม่ค่อยอยากไปประชุมดอกครับ ทำไม? เพราะอะไรหรือ? ผู้อำนวยการพยายามซักไซ้ไล่เรียง รวมทั้งให้กำลังใจ เกรงจะกลับมาแล้วทำไม่ได้ครับ ผมสารภาพตรงๆ เพราะเป้าหมายล่วงหน้าจากเอกสารของมูลนิธิซึ่งเผยแพร่คือ ขยายการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน(PBL)นี้ไปยังเพื่อนครูท่านอื่นๆ วันนั้นจบคำปรึกษาหารือลงที่ท่านผู้อำนวยการสรุป แล้วแต่ครูธนิตย์ก็แล้วกัน ไปคิดไตร่ตรองดูให้ดี บอกด้วยก็แล้วกันว่าตัดสินใจอย่างไร ท่านจะได้วางแผนเวลาทำงานถูก

สิ้นคำท่านผู้อำนวยการ ทั้งวันทั้งคืนวันนั้น เฝ้าครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนี้ ให้สอนหนังสือ จะให้สอนอย่างไร ถ้าเชื่อว่าดีแล้ว ไม่มีปัญหา ยิ่งอยากรู้อยากลองด้วยซ้ำ แต่จะไปบอกให้เพื่อนครูท่านอื่นทำตาม ปัญหาและความหนักใจอยู่ตรงนี้ครับ รู้ดีอย่างนี้ขัดกับนิสัยตัวเองชัดๆ มาตกผลึกเอาตรงคำถาม กลัวหรือ? ขี้ขลาดตาขาวน่ะสิ อายุประสบการณ์จนขนาดนี้ เป็นครูเสียด้วย อย่างนี้จะไปสอนให้ลูกศิษย์มีความกล้าหาญ หรือเชื่อมั่นที่จะลงมือทำในสิ่งที่ดีๆได้อย่างไร วันรุ่งขึ้นจ้องเข้าพบผู้อำนวยการตั้งแต่ท่านลงจากรถเลยทีเดียวครับ เพื่อบอกว่าตกลงผมจะไปประชุม ผู้อำนวยการไม่ถามเหตุผลแม้แต่คำเดียว แต่แนะให้ประมาณการรายจ่ายและบันทึกขอใช้เงินงบประมาณ

โดยส่วนตัวผมเชื่อการเรียนรู้แบบโครงงาน(PBL)ที่ตัวเองได้ดำเนินการมาบ้าง จะสามารถฝึกให้นักเรียนเป็นคนทำงานอย่างมีระบบ มีขั้นตอน มีเหตุผล รอบคอบ ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ ความผิดพลาดในการใช้ชีวิตของแต่ละคนจะลดน้อยลงได้ ซึ่งจะหมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าด้วย พูดให้สั้นๆเห็นว่าการเรียนรู้อย่างนี้ สอดคล้องกับชีวิตจริงของเหล่าลูกศิษย์ผมนั่นเองครับ

ยิ่งชัดเจนเรื่องการเรียนรู้แบบโครงงาน(PBL)มากขึ้น จากเวทีเสวนาแห่งนี้

การจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วย Project Based Learning (PBL) นั่นคือครูจะท่าหน้าที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนสามารถท่างานเป็นทีมเพื่อช่วยกันทำให้โครงการที่กำหนดให้ลุล่วง ทั้งนี้โดยที่นักเรียนจำเป็นต้องฝึกใช้ทักษะส่าหรับอนาคตทุกด้าน สิ่งที่นักเรียนได้รับจึงมิใช่ตัวความรู้(knowledge) หรือวิธีหาความรู้(searching) แต่เป็นทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม(Learning and Innovation skills) ทักษะชีวิตและประกอบอาชีพ(Life and Careers skills) ทักษะด้านข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและเทคโนโลยี(Information, Media and Technology skills) มีความรู้วิชาหลัก(Core Subjects)และความรู้เฉพาะสำหรับอนาคต (21st Century Themes) กล่าวเฉพาะเรื่องทักษะการเรียนรู้นักเรียนจะต้องได้ฝึกใช้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และแก้ปัญหา(critical thinking & problem solving) ทักษะการสื่อสาร(communication) ทักษะการสร้างความร่วมมือ(collaboration) ทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม(creativity and innovation)

(ที่มา : http://educationvisionleadership.edublogs.org ,ดาวน์โหลดเอกสารที่นี่)

จากวงเสวนาผมเข้าใจเอาเองว่า จุดประสงค์หลักของการปูเสื่อให้คณะครูและผู้บริหารได้ร่วมพูดคุยโดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์กับมูลนิธิสยามกัมมาจลครั้งนี้นั้น กระทำไปเพื่อขยายเครือข่าย สร้างชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ หรือPLC(Professional Learning Community) ซึ่งจะทำให้มีการเผยแพร่รูปแบบการจัดการเรียนรู้ออกไปสู่วงกว้างยิ่งขึ้นๆ จนทุกฝ่ายโดยเฉพาะสังคมตระหนักเห็นความสำคัญ กระทั่งกลายเป็นกระแสหลักในการจัดการเรียนรู้ให้กับเยาวชนของบ้านเมืองเราในที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักเรียนเราคิดเป็นทำเป็นจริงๆ มีความรู้และทักษะชีวิต(Life Skills)มากพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมได้ อย่างที่ทุกหลักสูตรและนักการศึกษาได้วาดหวังไว้ตลอดมา

ดังนั้นการที่ตัวเองได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีจุดไฟฝันครั้งยิ่งใหญ่นี้ ในฐานะครูผู้สอนตัวเล็กๆคนหนึ่ง ถ้าไม่เรียกมีโอกาสดีอย่างยิ่งแล้ว จะให้เรียกอะไรล่ะครับ จึงขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่านซึ่งหยิบยื่นโอกาสดีๆนี้มาให้

ที่สำคัญขอบคุณการตัดสินใจของตัวเองครับ ที่เอาชนะความขลาดกลัวได้อีกครั้งหนึ่ง