กล้าอาสา กล้าแผ่นดิน

บันทึกภารกิจกล้าอาสา ครั้งที่ ๑๗ 

ประจำวันวันพุธที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๒

โดย ทีมงานกลุ่มสีส้ม

 

ระยะทางที่แสนไกล...จากดินแดนพ่อขุนงำเมืองสู่นครพิงค์

            ในเช้าวันนี้ชาวค่ายแต่ละคนตื่นด้วยความงัวเงีย  มาทำภารกิจของเราจนเรียบร้อยพร้อมที่จะรับวันใหม่ที่สดชื่น       โดยเริ่มจากการออกกำลังกายที่กว๊านพะเยา    ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่หนึ่งของจังหวัดพะเยา     มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หนองเอี้ยง”  เมื่อเราวิ่งไปถึงกว๊านพะเยา พี่ๆนำเราออกกำลังกายอยู่ซักพักหนึ่ง  แต่ก็มีคุณลุงใจดีท่านหนึ่งมาช่วยจัดกิจกรรมสนุกๆ มากมาย จนพวกเรารู้สึกว่าร่างกายหายจากอาการง่วงแล้ว 

            จากนั้นคุณลุงได้ขอตัวไปทำภารกิจของท่าน        พวกเราเดินเลาะริมกว๊าน จนกระทั่งแสงของดวงอาทิตย์สว่างขึ้น  ชาวค่ายได้รวมตัวกันไปออกกำลังที่บริเวณหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง   อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในพื้นที่นี้มาก      ชาวค่ายเริ่มจากการรำมวยไทเก๊ก อาการง่วงเข้าครองคลุมพวกเราอีกครั้ง  และเมื่อเสียงเพลงแอโรบิกเริ่มขึ้น   ชาวค่ายบางส่วนก็เริ่มไปเต้นแอโรบิกริมกว๊านพะเยาพวกเราชาวค่ายได้ออกกำลังกายเป็นระยะเวลา ๑ ชั่วโมงครึ่ง       บางส่วนก็ไปนั่งพักเหนื่อยที่ริมกว๊านเพื่อชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามของกว๊านพะเยา  มีหมอกปกคลุมภูเขา     มีสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ        มีสายลมโบกโบยอันบางเบา เมื่อได้ยินเสียงนกหวีดพวกเราก็ไปรวมตัวกัน   พร้อมที่กำลังจะกลับวัดราชคฤห์        ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกว๊านพะเยา โดยสองข้างทางมีชุมชนบ้านเรือน        และที่พักของชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมเยียนชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามของกว๊านพะเยา

            เมื่อเดินทางมาถึงวัดราชคฤห์ ชาวค่ายเตรียมตัวรับประทานอาหารเช้า   พร้อมทั้งเก็บสัมภาระและเข้าที่ประชุม    ฟังบรรยายจากพระอาจารย์เอกรัฐ อภิรักโข   ซึ่งให้ชาวค่ายฟังเพลงที่มีความหมายเกี่ยวกับเพื่อน    พร้อมทั้งให้ส่งตัวแทนกลุ่มออกมาบอกความหมายของคำว่าเพื่อน     ต่อจากนั้น ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่มีชาวค่าย ๑ คนทำหมวกหาย ได้ไปขอหมวกใหม่กับพระอาจารย์เอกรัฐชาวค่ายคนนั้นจึงถูกทำโทษโดยให้ไปกราบป้ายหน้าวัดราชคฤห์ และพระอาจารย์เอกรัฐก็ได้อบรมพวกเราชาวค่ายต่อในเรื่องมารยาทการไหว้ทักทายผู้ใหญ่และพระ      ซึ่งพระอาจารย์เอกได้ออกกฎเหล็กที่ว่าถ้าเจอพระระยะห่าง ๕ เมตรต้องยกมือไหว้ หลังจากที่พระอาจารย์เอกรัฐอบรมพวกเราเสร็จ เจ้าอาวาสวัดราชคฤห์ได้มากล่าวให้โอวาสและให้พรชาวค่ายในการเดินทางไปยังโรงเรียนสันป่าตองวิทยาคมโดยสวัสดิภาพ    

            จากนั้นเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.     ชาวค่ายทุกคนก็เดินทางออกจากวัดราชคฤห์ไปยังสถานีรถไฟนครลำปาง  ระหว่างทางเราได้แวะเคารพสักการะเจ้าพ่อประตูผา         มีประวัติโดยสังเขปว่า         พระยามือเหล็กเป็นคนบ้านร่องต้า ตำบลบ้านหวด   อำเภองาว   จังหวัดลำปาง ท่านเป็นคนกำพร้าพ่อมาตั้งแต่ยังเล็ก และได้ร่ำเรียนวิชาอาคมจากเจ้าอธิการ (วัดนายาง เขตอำเภอแม่ชะ)      ผลงานของท่านคือก่อนที่ท่านจะได้เป็นทหารเอกของท้าวลิ้นก่าน     ท่านได้ใช้ข้อมือของท่านแทนโล่กำบัง อนึ่งท่านได้ศึกษาวิชาอยู่ยงคงกะพัน ชาวบ้านจึงให้ฉายาท่านว่า “หนานข้อมือเหล็ก”      ต่อมาท่านได้รับราชการเป็นทหารเหล็กของท้าวลิ้นก่าน  ท้าวลิ้นก่านหรือเจ้าพ่อครองนครเขลางซึ่งอยู่ในแคว้นล้านนา    ระยะเวลาต่อมาพม่าได้เข้ามายึดกรุงศรีอยุธยาและแคว้นล้านนา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๒๕๑  ท้าวลิ้นก่านจึงถอยทัพมาอยู่ที่ประตูผาและได้สั่งทหารเอกคือขุนนางสี่คนมีชื่อว่า แสนเทพ , แสนหนังสือ , แสนบุญเรือนและจเรน้อย ให้ไปสู้รบกับพม่า  แต่พ่ายแพ้กลับมา    ทางฝ่ายพม่าจึงหึกเหิมได้ใจท้าวมหายศฝ่ายพม่าซึ่งเป็นเจ้าเมืองลำพูนได้ส่งแม่ทัพพม่า ๓   คน  เพื่อหวังจอยึดนครขลางที่ท้าวลิ้นก่านเป็นเจ้าเมืองปกครองอยู่     จึงส่งพญามือเหล็กไปสู้จนดาบหักจึงได้ใช้ข้อมือของท่านแทนโล่และคร่าชีวิตของทหารพม่าไปไม่น้อย แต่ก็ต้านทานทัพพม่าไม่ไหวจึงได้ถอยกำลังและสิ้นใจตรงหน้าผา มือทั้งสองข้างถือดาบหักอย่างสง่า      เมื่อแม่ทัพของพม่ามาเจอก็นึกว่าเป็นอุบาย จึงได้ถอยทัพกลับไป และชาวบ้านเห็นในความกล้าหาญของพญามือเหล็กจึงได้ตั้งศาลไว้เป็นอนุสรณ์แก่ยุวชนรุ่นหลัง

            และเมื่อสักการบูชาเสร็จพวกเราก็ได้ออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟนครลำปางเวลา ๑๑.๔๐ น.      ชาวค่ายอาสาได้นั่งพักทานอาหารเที่ยงและขนมที่ทางชมรมต้นกล้าพิกุลทอง โรงเรียนเมืองปานวิทยา และชมรมต้นกล้าห้างฉัตร โรงเรียนห้างฉัตรวิทยา    ได้จัดเตรียมไว้ให้ชาวค่าย โดยเป็นข้าวเหนียวหมูและขนมแซนด์วิชที่มีรสชาติอร่อยมาก จนชาวค่ายหลายคนร้องขอเพิ่มเลยทีเดียว    พอทานอาหารเสร็จเราก็ได้ไปถ่ายรูปกับชมรมต้นกล้าพิกุลทองและป้ายสถานีรถไฟนครลำปาง พอเวลาบ่ายโมงตรง      พระอาจารย์เอกรัฐ ได้เรียกรวมและฟังบรรยายจากชมรมต้นกล้าพิกุลทอง ที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดลำปางและได้ให้ชาวค่ายแต่ละกลุ่มสี  ได้มีส่วนร่วมตั้งคำถามที่เกี่ยวกับจังหวัดลำปางอย่างสนุกสนาน เพียงเวลาไม่นานรถไฟก็มาถึงสถานี             ชาวค่ายต่างก็แบกสัมภาระของตนเองและของกลุ่มสีอย่างพะรุงพะรังมาขึ้นรถไฟไปยังจุดมุ่งหมายคือ สถานีรถไฟเชียงใหม่  ระหว่างทางรถไฟได้ผ่านสะพานเหล็กที่เชื่อมต่อระหว่างหุบเขาซึ่งเมื่อมองลงไปชาวค่ายถึงกับผวาไปตามๆกัน ผ่านภูเขาที่สูงชันอย่างทุลักทุเล

            เมื่อพวกเราเดินทางมาถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ได้มีรถคันใหญ่สีส้มมารับพวกเรา เพื่อเดินทางไปยังโรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม เป็นที่พักค้างคืน ๑ คืน      เพื่อที่จะไปยังจุดเป้าหมายของพวกเราชาวค่ายกล้าอาสา ณ โรงเรียนบ้านขุนวง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นจุดมุ่งหมายแรกของชาวค่ายเพื่อไปสร้างห้องน้ำและพี่สอนหนังสือน้องๆ และแยกคนที่ซื้ออุปกรณ์จัดบอร์ด  ขนม     เพื่อที่ร่วมทำกิจกรรมให้แก่น้องๆ             โรงเรียนบ้านขุนวงโดยนั่งรถตู้ของโรงเรียนสันป่าตองวิทยาคมที่เทสโก้โลตัส จังหวัดเชียงใหม่ พระอาจารย์ให้เวลาครึ่งชั่วโมงในการซื้ออุปกรณ์ของแต่ละสี    เมื่อซื้ออุปกรณ์เสร็จเราได้เดินทางกลับมายังโรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม          เพื่อมาทานอาหารเย็นร่วมกับเพื่อนๆ       โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคมได้ทำอาหารไข่พะโล้กับส้มตำที่ทางโรงเรียน    ได้จัดเตรียมการต้องรับแก่ชาวค่ายอาสาอย่างเอร็ดอร่อยนั่งพุงกางไปตามๆ    กัน      เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็เข้าที่ประชุมและเพื่อฝึกร้องเพลงพี่โฮมที่ชื่อ Que sera  sera          และเพลงพันธุ์เดียวกัน พร้อมให้ตัวแทนแต่ละสีออกมาให้ความหมาย     แง่คิดเกี่ยวกับเพลงที่ได้รับฟัง     เมื่อเวลาประมาณ ๒๒.๑๗ น. พระอาจารย์เอกรัฐ อภิรักโข      ได้อบรมและคัดเลือกว่าใครจะกลับบ้านก่อนและให้ปรับเปลี่ยนนิสัยให้อยู่ร่วมกับเพื่อนๆ         ในการเข้าค่ายและให้การตัดสินใจของสีฟ้า สีเหลือง และสีชมพูอ่อน     โดยอาศัยหลักประชาธิปไตย การรับผิดชอบชีวิตตนเองและกลุ่มสี  ชี้แจงการซื้อกับข้าวเพื่อทำอาหารที่บ้านขุนวงของแต่ละกลุ่มสี และเตรียมตัวเข้านอน

››››››››››

 

คำคมวันนี้

“อุปสรรคมีไว้ให้ฝ่าฟัน  เพื่อไปถึงฝันที่เฝ้าคอย