ผมเดินถือข้าวบรรจุกล่องที่เพิ่งซื้อมาจากโรงอาหาร มุ่งหน้าสู่ห้องทำงาน พบเพื่อนอาจารย์หญิงที่นิสัยดีท่านหนึ่ง ว่าที่ ดร.วิทยาศาสตร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเดินตะงุ่มตะงุ่มอยู่ข้างสระน้ำริมคณะมนุษย์ฯ พร้อมด้วยนักศึกษา ไม่ได้เอาใจใส่ว่ากี่คน แต่คุ้นๆ ว่า ๒ คน

  "ใช้กล่องโฟมอีกแล้วนะพี่" เสียงเธอทักทายมาแบบกร้าวๆ ด้วยวิญญาณของนักสิ่งแวดล้อม "ทำไม (เสียงกวนๆแบบท้าทายของผม) กำลังหาของเสียอยู่ละสิ ถ้าไม่น้ำเน่า ก็ขยะ" ผมส่งเสียงกร้าวพร้อมกับหัวเราะในฐานะคนคุ้นเคย "ทำลายสิ่งแวดล้อม" เธอชายหางตามอง ผมจึงบอกไปว่า "นี่ (ชี้ไปที่กล่องโฟม) คือวิทยาศาสตร์ใ่ช่ไหม" เธอตอบว่า "ใช่" ผมจึงเปรยต่อไปว่า "แล้วไอ้ที่ดุ่มๆ หาของเสียอยู่นั่นน่ะก็วิทยาศาสตร์ใช่ไหม" "ใช่" ที่เหลือเป็นการพูดคุยกันตามประสาเพื่อนคุ้นเคย

   ผมไม่ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ว่า ให้ความสะดวกสบายในหลายด้าน แม้แต่คอมพิวเตอร์ที่ผมกำลังนั่งพิมพ์ด้วยสองมือนี้ก็คือวิทยาศาสตร์ จอบ ผาล ก็ไม่น่าจะปฏิเสธได้ว่าคือวิทยาศาสตร์ เพราะมันคือศาสตร์แห่งความรู้ แต่ถ้าเราดูวิทยาศาสตร์ในสมัยเริ่มแรก มันคือความรู้ที่พิสูจน์ได้ด้วยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส เป็นการท้าทายในเชิงปฏิเสธว่า อะไรคือความรู้ เรารู้ความจริงนั้นได้อย่างไร ดังนั้น ความรู้ความจริงต้องสัมผัสได้ทางประสาทสัมผัสมิใช่เหตุผลที่เหล่านักปรัชญาเหตุผลนิยมดื่มด่ำกับมัน

   อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราพบจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ ในมุมมองของผมคือเหรียญสองหน้า ที่เราต้องเหนื่อยกับการแก้ปัญหาในการทำให้มันเป็นหน้าเดียว (เอกนิยม) หากใช้เหตุผลในเรื่องนี้ มันเป็นไปได้หรือกับการทำเหรียญให้เป็นหน้าเดียว เราอาจใช้ประสบการณ์ด้วยการพับเหรียญ อีกหน้าหนึ่งคือหน้าหลบใน ในความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์มีทั้งการเสนอหน้าและการหน้าหลบใน จึงต้องใช้วิจารณญาณในการอยู่กับโลกของวิทยาศาสตร์พอสมควร ลองพิจารณาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นก่อน แต่ดูเหมือนไม่แตกต่างจากเหตุผลนิยม เชื่อว่ามีหน้าหลบในเช่นกัน

  เหรียญสองหน้านี้ น่าจะยืนยันทฤษฎีปฏิจจสมุปบาทในข้อว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ ได้กระมัง