ปัญหาการกำหนดนโยบายสาธารณะ

ปัญหาการกำหนดนโยบายสาธารณะ

รูปแบบของนโยบายที่อาจสร้างปัญหาให้กับสังคมในระยะยาว คือนโยบายแบบประชานิยมที่มุ่งแสวงหาฐานเสียง โดยการใช้จ่ายเงินล่วงหน้า โดยไม่คำนึงถึงการลงทุนพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เนื่องจากในท้ายที่สุด ทรัพยากรของรัฐมีจำกัด ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องคำนึงถึงบัญชีส่วนรายรับ และบัญชีส่วนรายจ่าย โดยไม่ให้มีอัตราส่วนของหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมประเทศ (GDP) มากจนเกินไป

นอกจากนี้ประชาชนยังต้องทำการตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่า มีการเอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง หรือของพวกพ้องบ้างหรือไม่

หากการกำหนดนโยบายของรัฐบาลมีปัญหา เช่นไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน  มีการใช้นโยบายแบบประชานิยมมากเกินไป หรือมีการทุจริตคอรัปชั่น เอื้อผลประโยชน์ต่อพวกพ้อง ประชาชนก็มีสิทธิ และสามารถใช้อำนาจของตนในฐานะพลเมืองผู้จ่ายภาษีในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยผ่านการเลือกตั้ง หรือการเสนอชื่อถอดถอนบุคลากรของรัฐที่กระทำความผิด ตลอดจนการประท้วง หรือการต่อต้านโดยการไม่เสียภาษี (tax revolt) ก็ได้ เป็นต้น

นอกจากนี้สำหรับในประเทศไทย อาจมีกรณีที่ระบบราชการ – อำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic Polity) เข้ามาครอบงำกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐไทย ทำให้เกิดประโยชน์เพื่อตัวผู้นำในระบบราชการเอง มากกว่าจะเป็นประโยชน์่ต่อสังคมโดยรวม

ซึ่งในกรณีนี้ อาจแก้ไขโดยการ มีผู้นำทางการเมืองที่มีทั้งสิทธิธรรมทางการเมือง และภาวะความเป็นผู้นำ ในการต่อรองกับระบบราชการ และกำหนดปรับใช้ระบบการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งแต่คำแถลงแผนนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจะต้องมีการตรวจสอบความรับผิดชอบในการปฏิบัติที่เกิดประโยชน์ทั้งในด้านประสิทธิภาพ และประสิทธิผลด้วย โดยต้องมีความสอดคล้องไปจนถึงแผนปฏิบัติการของกระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น ซึ่งในแผนแต่ละแผนจะต้องมีการติดตามวัดผลผ่านตัวชี้วัดต่าง ๆ และต้องบริหารแผนงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้จัดสรรไปยังส่วนต่าง ๆ