สรุปวิชากฏหมายอาญาสำหรับรัฐศาสตร์
หน่วยที่ 1
กฏหมายทั่วไปคือ คำสั่งข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งใช้ได้โดยทั่วไปมีสภาพบังคับ *** รัฏฐาธิปไตยคือ อำนาจสูงสุดของประเทศ
อาณาจักรโรมัน เป็นแหล่งกำเนิดวิชานิติศาสตร์ และของไทยยุคแรกมาจากคัมภีย์พระธรรมศาสตร์ของมนูสาราจารย์
การเกิดของกม. สมัยก่อนคนจะอยู่รวมกันเปนเผ่ากลุ่มและมีหัวหน้ากลุ่มคอยดูแลความเรียบร้อย พัฒนามาเรื่อยๆจนเป็นข้อบังคับและกม.
ความหมายของกม. มี 3 แนวคิด 1. สำนัก กม. ธรรมชาติ 2. สำนัก กม. ฝ่ายบ้านเมือง 3. สำนัก กม. ประวัติศาตร์
จอร์น ออสติน ได้ให้ความหมายไว้ว่า กม. คือคำสั่งคำบัญชาจากรัฐฐาธิปัตย์ ซึ่งกำหนดมาตรฐาน ความประพฤติให้กับผู้ใต้อำนาจปกครองของตนซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามจะต้องโดนลงโทษ “ พระเจ้าบรมวงค์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้รับสมญาว่า “ บิดาแห่งกฏหมายไทย ลักษณะของกฏหมาย แบ่ง 4 ประเภท 1. กม. ต้องเป้นคำสั่งหรือข้อบังคับ 2. ต้องเป็นคำสั่ง/ข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตน์เท่านั้น 3. ต้องเป็นคำสั่งหรือบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป 4. ต้องมีสภาพบังคับ
ประเภทของกฏหมาย 2 ประเภท 1. กม. สารบัญญัติ 2. วิธีสบัญญัติ แบ่งตามลักษณะแห่งข้อความในบทบัญญัติ 3 ประเภท 1. กม.มหาชน 2. กม. เอกชน 3. กม.ระหว่างประเทศ
การแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 หลัก 1. กม.ลายลักษณ์อักษร 2. กม.ไม่เป้นลายลักษณ์อักษร แบ่งตามลักษณะสภาพบังคับ 2 ประเภท 1. กม.มีสภาพบังคับทางแพ่ง 2. กม.ที่มีสภาพบังคับทางอาญา
ปี คศ. 528 จักรพรรดิ์จัสติเนี่ยน อาณาจักรโรมันมีคำสั่งให้เป็นรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ ที่เรียกว่า Corpujuris Cirilis หรือประมวลกม. จัสติเนี่ยน ที่มาของกม. ระบบประมวลกม. มี 2 แหล่ง 1. กม.ลายลักษณ์อักษร 2. กม. จารรีตประเพณี
การลำดับควมสำคัญของกม. ลายลักษณ์อักษร เรียงลำดับดังนี้ 1. รัฐธรรมนูญ 2. พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ พรบ พรก. ประมวลกม. 3. พรก. 4. กฏกระทรวง 5. กม.องค์กรส่วนท้องถิ่น สรุป สาเหตุที่ต้องมีศักดิ์ของกฏหมาย ก็เพื่อให้ทราบว่า กม.ใดมีความสำคัญมากกว่ากัน อันจะนำไปสู่การแก้ไขกม / ยกเลิก กม. ต่อไป อาทิกม. ศักดิ์ต่ำจะยกเลิกศักดิ์สูงกว่าไม่ได้
วิวัฒนาการของกม. ในปัจจุบันมีสกุล กม. ที่ใช้อยู่ในโลกหลาย 4 สกุล 1. สกุลโรมัน เยอรมัน 2. สกุลคอมมอนลอด์ 3. สกุลกม.สังคมนิยม 4. สกุลกม. ศาสนา
วิวัฒนาการของกม.ไทย อาจจะแบ่งได้ 3 สมัย 1. สมัยสุโขทัย 2. สมัยอยุธยา 3. สมัยธนบุรี/รัตนโกสินทร์
ความหมายและลักษณะทั่วไปของกม. อาญา แยกเป็น 4 ข้อ 1. ความหมายและลักษณะทั่วไปของกม. อาญา 2. ความมุ่งหมายของกม.อาญา 3. ทฤษฏีกม.อาญา 4. การศึกษากม. อาญา
ประเภทของกม. อาญาและความผิดทางอาญา โดยสามารถแบ่งได้ 3 ข้อ 1. ประเภทกม. อาญา 2 วิธี 2. ประเภทความผิดอาญา 6. ประเภท 3.การจัดทำประมวลกม. อาญา จัดทำสมัย ร.5 จัดทำเป็น 3 ภาษา ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส
กม. อาญาแบ่ง 3 ภาค และรวมทั้งมด 398 มาตรา
กม.ฉบับแรกของไทยที่ทันสมัยทีสุดช่วงนั้นเรียกว่า “กม.ลักษณอาญษ รศ. 127 ยกเลิก 2499 และฉบับใหม่เริ่มใช้ 1 มค. 2500 “ประมวลกม.อาญา” 3 ภาค
ภาคที่ 1 บทบัญญัติทั่วไป (ม.1-108 ) ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้กับความผิดทั่วไป ( 1-101 ) ลักษณะที่ 2 บทบัญญัติที่ใช้กับความผิดลหุโทษ(102-106)
ภาคที่ 2 ว่าด้วยความผิดสามัญ (ม. 107-366) ภาค 3 ว่าด้วยความผิดลหุโทษ (367-398)
สรุป ลักษณะของกม. อาญาต้องมีบทบัญญัติที่ชัดเจ้ง ต้องตีความโดยเคร่งครัดและไม่มีผลย้อนหลังไปเป็นผลร้าย
ขอบเขตการใช้บังคับกม. อาญา แยกได้ 5 ข้อ 1. เวลาที่ กม.อาญาใช้บังคับ 2. สถานที่ กม.อาญาใช้บังคับ 3. บุคคลที่กม.อาญาใช้บังคับ 4. คำนึงถึงคำพิพาษาศาลในต่างประเทศ 5. กรณีที่เกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
สรุป หากไม่มีการกระทำความผิดในราชอาณาจักร หรือไม่มีการกระทำความผิดที่ประมวล กม. นี้ถือว่าได้กระทำในราชอาญาจักร แต่ก็ไม่ใช่กรณีตาม ม.6
สรุปบทคำนิยามศัพท์ กม. อาญา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายแตกต่างไปจากความหมายที่บุคคลทั่วไปเข้าใจกัน
สรุป บทนิยาม กม. อาญา มี 13 คำ 1. โดยทุจริต 2. ทางสาธารณะ 3. สาธารณสถาน 4. เคหสถาน 5. อาวุธ 6. ใช้กำลังประทุษร้าย 7. เอกสาร 8. เอกสารทางราชการ 9 เอกสารสิทธ์ 10. สายมือชื่อ 11. กลางคืน 12. คุมคัง 13. ค่าไถ่
หน่วยที่ 2 ความรับผิดทางอาญา ( หมวด 4 ม. 59 -79 )
สรุป. โครงสร้างการกระทำผิดทางอาญาการกระทำครบองค์ประกอบความผิด 3 กรณี 1. การกระทำครบองค์ประกอบความผิด 2. การกระทำนั้นไม่มี กม.ยกเว้นความผิด 3. การกระทำนั้นไม่มีกม. ยกเว้นโทษ ผู้กระทำต้องครบองค์ประกอบ ภายใน ภายนอก
คดีหมิ่นประมาท ม. 329
-เด็กอายุประเกิน 7 ปี กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ ตาม ม. 73 - ผู้กระทำความผิดในขณะไม่รู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับ ตนเองได้เพราะว่ามีจิตบกพร่อง ตามม. 65 วรรค 1 การกระทำนั้นยกเว้นโทษ
ความหมายของการกระทำ คือ การเคลื่อนไหวร่างกายหรือแม้จะไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยผู้กระทำ จะต้องรู้สำนึกในสิ่งที่ตนเองกระทำลงไปรวมถึงงดเว้นกระทำด้วย
ลักษณะการกระทำของบุคคล 8 ประการ ไม่มีความผิด 1. ทารกไร้เดียงสา 2. คนวิกลจริต 3. คนละเมอ 4. คนเป็นลมบ้าหมู 5. ผู้ร่างกายกระตุกโดยไม่รู้ตัว 6. ผู้ถูกผลัก หรอืชน 7. ถูกสกดจิต 8. ร่างการเคลื่อนไหวเพราะแรงธรรมชาติ
สรุป การกระทำเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้น ในความรับผิดชอบทางอาญาของบุคคล หากสิ่งที่เกดจากผู้ที่มิได้สมัครใจหรอืเจตนาจะเคลื่อนไหวร่างกายหรือตกลงใจไม่ถือว่ากระทำผิด
การกระทำทางอ้อมและโดยตรง สรุปการกระทำโดยตรงอาจจะเกิดจากการใช้ผู้ที่ไม่มีการระทำก็ได้ กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำ โดยตรงได้ เช่นกัน
สรุป การกระทำโดยอ้อมคือการใช้หรือหรอกให้บุคคลอื่นเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด Innocent Agent
การกระทำโดยการงดเว้นการกระทำโดยการละเว้น สรุป ทั้ง 2 อย่าง อาจจะเรียกว่า “การไม่ทำ” แต่ผลทาง กม. จะเกิดผลที่แตกต่างกันการงดเว้นการกระทำนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำตาม ม. 59 วรรค 5 ซึ่งอาจทำให้ผู้งดเว้นการกระทำได้รับโทษสูงมาก แต่ละเว้นโทษจะน้อยกว่า การกระทำงดเว้น แบ่งออกได้ ดังนี้ 1. หน้าที่ตาม กม. กำหนด 2. หน้าที่อันเกิดจากการยอกมรับโดยเจาะจง 3. หน้าที่ เกิดจากการกระทำก่อนๆของตน 4. หน้าที่ อันเกิดจากความสัมพันธ์พิเศษ
การกระทำครบองค์ประกอบภายนอก แบ่งได้ 3 ส่วน 1. ผู้กระทำ 2. การกระทำ 3 กรรม วัตถุการกระทำ การกระทำครบองค์ประกอบภายใน แบ่งได้ 3 ข้อ 1. การกระทำโดยเจตนา 2. การกระทำโดยประมาท 3. การกระทำโยที่ กม. บัญญัติไว้แจ้งชัดต้องรับผิดแม้ไม่ได้กระทำ การไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ 1. การไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด 2. การรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น
การสำคัญผิดในตัวบุคคลและข้อเท็จจริง มี 2 กรณี 1. การสำคัญผิดในตัวบุคคล 2. การสำคัญผิดในข้อเท็จจริง
ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล ทฤษฏีเงื่อนไข ทฤษฏีที่เหมาะสม
หน่วยที่ 3 เหตุยกเว้นความผิดเหตุยกเว้นโทษเหตุลดโทษ เหตุบรรเทาโทษ
การป้องกันโดยชอบด้วย กม. ม.68 ผู้ใดจำต้องป้องกันตนเอง หรอืผู้อื่นให้พ้นภยันตรรายซึ่งเกิดการประทุษร้ายอันละเมินต่อ กม.และภัยนั้นใกล้จะถึงถ้ากระทำผิดพอสมควรก่าเหตุผู้นั้นไม่มีความผิด ความยินยอมของผู้เสียหาย แบ่งได้ดังนี 1. เป็นการยินยอมที่จะแจ้งชัดหรอืโดยปริยาย 2. ความยินยอมอันบริสุทธิ์ 3. ความสามารถของผู้ให้ความยินยอม 4. ระยะเวลาในการให้ความยินยอม 5. ความยินยอมไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศิลธรรมจรรยา
ความรับผิดอาญาเกี่ยวกับความยินยอมของผู้เสียหาย 1. ความผิดเกี่ยวกับเพศ ม.276 ถ้าอายุต่ำกว่า 15 ม. 277 2. ความผิดต่อชีวิตร่างกาย ม. 288 3. ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ม.334
กม. ที่ให้อำนาจการกระทำได้ กม. ให้อำนาจบุคคลกระทำทำการใดๆๆ ก็ได้ เช่น จนท. ราชทัณฑ์ประหารชีวิตนักโทษ
กม. ที่ให้อำนาจในการกระทำโดยไม่มีความผิด 1. รธ.แห่งราชอาญาจักรไทย 2540 ม. 157 วรรคแรก เกี่ยวกับการลงคะแนนออกเสียงในสภา 2. ปพพ. 1347 เกี่ยวกับการตัดกิ่งไม้ในที่ของตน 3. ปวิอ. ตร. สามารถจับกุมผู้มีเหตุอันควรสงสัย ม. 78 (3) 4. ปวิพ. จนท.บังคับคดีค้นสถานที่ใดๆ ตามคำพิพากษาไม่ถือว่าบุกรุก 5. พรบ.อื่นๆ เจ้าพนักงานไปลื้ออาคารสถานที่ปฏิบัติตาม พรบ.ควบคุมอาคารไม่ผิดบุกรุก
การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น ( ม.67) แยกเป็น 2 กรณี 1. การกระทำความผิดด้วยความจำเป็นเพราะว่าถูกบังคับตาม ม. 67(1) 2.การกระทำความผิดด้วยความจำเป็นเพื่อให้พ้นจากภยันตราย ม.67 (2)
สรุป ผู้กระทำความผิดด้วยความจำเป็นเพระว่าถูกบังคับจำต้องมีความผิด แต่จะต้องได้รับโทษหรือไม่ แยกพิจารณาดัง 1. ทำไปเพราะสมควรแก่เหตุ ไม่ต้องรับโทษเลย 2. กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ เช่น่ตื่นเต้น อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล 3.การกระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ ลงโทษน้อยกว่า กม. กำหนด สำหรับความผิดน้อยเท่าไรก็ได้
ความบกพร่องทางจิตและความมึนเมา (ม. 65 ) ผู้ใดกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้รับผิดชอบ เพระว่ามีจิตฟั่นเฟื่อน ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด การกระทำตามคำสั่งที่มิชอบของเจ้าพนักงาน (ม.70) ผู้ใดกระทำตามคำสั่งเจ้าพนักงานแม้คำสั่งนั้นมิชอบด้วยกม. ถ้าผู้นั้นมีหน้าที่เชื่อโดยสุจริตว่าเป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติตามผู้นั้นไม่ต้องรับโทษเว้นแต่รู้ข้อคำสั่งนั้นมิชอบ การกระทำตามคำสั่งเจ้าพนักงาน - คำสังนั้นมิชอบด้วย กม. – ผู้กระทำน้นไม่รู้ว่าคำสั่งนั้นมิชอบด้วย กม. ผู้กระทำมีหน้าที่ปฏิบัติ เชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ปฏิบัติ
ความเป็นสามีภรรยาความเป็นเด็ก (ม.71) ตามที่บัญญัติไว้ใน ม. 334-336 วรรคแรก ม.341-364 เป็นการกระทำทีสามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามีไม่ตอ้งรับโทษ ความไม่รู้กม. (ม.64) บุคคลแก้ต่างว่าไม่รู้กม. เพื่อจะให้พ้นความผิดในทางอาญาได้ แต่ถ้าศาลเห็นสภาพพฤติการณ์บัญญัติว่าการกระทำความผิดศาลศาลจะลดโทษน้อยกว่าที่ กม. กำนหดสำหรับความผิดใดก็ได้
ความเป็นญาติ (ม.71) วรรค2 มีหลักเกณฑ์ดังนี้ 1. บุพการีกับผู้สือสันดาลน้องพี่ ร่วมมารดาเดี่ยวกันกระทำผิด 2. ความผิดที่กระทำต่อกันเป็นความผิดตาม ม. 334-336 วรรค 1 ม.341-364
บุตรบุญธรรมไม่ใช่ผู้สืบสันดาลตาม ม.71 วรรค2
การบันดาลโทสะ (ม.72) ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างแรกด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทต่อผู้ข่มเหงขณะนั้น ศาลจะลงโทษผุ้นั้นน้อยกว่ากำหนดไว้สำหรับความผิดเพียงใดก็ได้
หลักเกณฑ์บันดาลโทสะ 1. ถูกข่มเหงอย่างแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม 2. ถูกข่มเหงเป็นเหตุให้ผู้นั้นกระทำบันดาลโทสะ 3 ผู้กระทำได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงขณะบันดาลโทสะ
ความอ่อนอายุ เด็กที่อายุไม่เกิน 14 ปี ทำความผิด กม.ไม่เอาโทษทัณฑ์แก่เด็ก เพราะว่าความอื่นด้วยความคิด สติปัญญา ประสบการณ์แต่ถ้าอายุเกิน 14 ปี กม.ถือว่าผู้นั้นมีความคิดอ่าน รู้ผิดชอบดี พอควร หากกระทำผิด กม. ไม่ยกวเว้นโทษแต่ลดโทษให้ได้
เหตุบรรเทาโทษ บัญญัติไว้ใน กม. ม. 78 7 ประการ 1. กระทำวความผิดโดยผู้โฉดเขลาเบาปัญญา 2. กระทำผิดโดยตกอยู่ในความทุกข์สาหัส 3. กระทำผิดมีคุณความดีมาก่อน 4. กระทำผิดรู้สำนึกพยายามบรรเทาจากผลร้าย 5. กระทำผิดลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน 6. ผู้กระทำผิดให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา 7. เหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดี่ยวกัน
หน่วยที่ 4 พยายามกระทำความผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระทำความผิด
หลักเกณฑ์การพยายามกระทำความผิด 1. การคิดที่จะกกระทำความผิด 2. การตระเตรียมกระทำความผิด 3. การลงมือกระทำความผิด
การพยายามกระทำความผิดตาม กม. อาญา ตาม ป.(ม.80) ว่าผู้ใดกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอดหรรือกระทำไปต่ลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลผู้กระทำนั้นกระทำผิด
การพยายามกระทำความผิดที่เป็นไปไม่ได้โดยแน่แท้และเหตุโดยบังเอิญ 1. การพยายามกระทำความผิดที่เป็นไปได้ได้โดยแน่แท้ ม.81 ผุ้ใดกระทำการโดยมุ่งต่อผลฆซึ่งกม. บัญญัติเป็นความผิดแต่การกระทำนั้นไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งกหมยกระทำต่อให้ถือว่าผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
การยับยั้งและการกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ม. 82 การพยายามกระทำความผิดหากยับย้งเสียงเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับในแก้ไขไม่ให้การกระทำ นั้นบรรลุผลผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดนั้น แยกเป็น 2 กรณี
1.การยับยั้งไม่กระทำการให้ตลอด 2. การกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำบรรลุผล
ตัวการ เป็นลักษณะความผิดร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ม.83 ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำ ของบุคคลตั้งแต่2 คนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน นันเป็นตัวการต้องโทษตามที่ กม.กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ผู้ใช้ให้กระทำความผิด ม. 84 วรรคแรก ผู้ใดก่ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยง ส่งเสริม ด้วยวิธีอื่นใด ผู้ใช้เป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลท่วไปให้ไปกระทำความผิด ม. 85 ผู้ใดกระทำการโฆษณา หรือประกาศให้แก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และความผิดนั้นมีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ผู้นั้นต้องระว่างโทษกึ่งหนึ่ง ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ถ้าได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุได้มีการดฆษณาหรือประกาศตามความในวรรคแรกผู้โฆษณาประกาศต้องรับโทษเสมือนตัวการ
ผู้สนับสนุน ม. 86 ผู้ใดกระทำการใดๆอันเป็นการช่วยเหลอืหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถงการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกนั้นตามผุ้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องโทษ 2ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้
การกระทำเกินขอบเขตที่ได้ใช้ หรือประกาศ แก่บุคคลทั่วไปให้กระทำผิดหรือสนับสนนุนขัดขวางการกระทำความผิดโดยผู้ใช้ผู้ประกาศนั้นหรือผู้สนับสนุน 1 . การกระทำเกินขอบเขตที่ได้ใช้หรือโฆษณาหรอืประกาศแก่บุคลทั่วไปให้กระทำความผิดหรือสนับสนุน (ม.87) แบ่งเป็น 2 กรณี 2. การขัดขวางการกระทำความผิดโดยผู้ใช้ผู้โฆษณา หรือประกาศสนับสนุน ผู้กระทำได้กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปแล้วตลอดแล้วไม่บรรลุผล จะผิดเพียงที่บัญญัติไว้ ม.84 วรรค2 หรือม. 85 วรรแรกแล้วแต่กรณีส่วนสนับสนุนไม่ต้องรับโทษ
เหตุส่วนตัว ม. 89 ถ้ามีเหตุส่วนตัวอันควรยกเว้นโทษหรือเพื่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดคนใด จะนำเหตุนั้นไปใช้แก่ผู้กระทำความผิดอื่นในการกระทำความผิดข้อนั้นไม่ได้ สาเหตุในลักษณะคดี ม. 89 เหตุที่มิได้อาศัยคุณสมบัติส่วนตัวของผู้กระทำแต่เป็นเหตุซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดนั้น
หน่วยที่ 5 การกระทำความผิดหลายกระทงการทำความผิดอีกอายุความและอี่นๆ
กระทำความผิดหลายบท (ม.90) เมื่อกระทำการใดๆอันเป็นกรรมเดี่ยวเป็นความผิดต่อกม. หลายบท ให้ใช้ กม.บทที่หนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด การลำดับโทษหนักสุดไปหาน้อยสุด 5 ประการ 1. ประหารชีวิต 2. คำคุก 3. กักขัง 4. ปรับ 5. ริบทรัพย์สิน
การกระทำความผิดหลายกระทง ( 91) เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผุ้กระทผิดนันทุกกรรมทุกกะทงความผิด แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรอืไม่ก็ตาม เมือรวมโทษทุกกระทงแล้ว
1.สิบปี สำหรับกรณีความผิกกระทงที่หนักสุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี 2. 20 ปี สำหรับความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษคุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี 3. 50 ปี สำหรับกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีทีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ความผิดหลายกระทง การกระทำหลายกรรมต่างกัน และผลของการกระทำนั้นผิดต่อกม. ตั้งแต่ 2 บทขึ้นไปให้ลงโทษผู้กระทำความผิดโดยลงโทษทุกกระทง
หลักเกณฑ์ที่เพิ่มโทษเมื่อกระทำผิดอีก ม.92 ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกแล้ว ถ้าไม่กระทำความผิดใดๆอีกในระหว่างที่ต้องรับโทษอยู่ดีภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้น โทษก็ดี หากศาลจะลงโทษครั้งหลังถึงจำคุกก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นมี 3 ลักษณะ 1. ต้องคำพิพากษาในลงโทษจำคุกแล้ว 2. ได้กระทำความผิดอีกภายในเวลาที่กำหนด 3. ศาลพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก
หลักเกณฑ์ เพิ่มโทษ 1 ใน 3 2 การเพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง 1. ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ม. 107 – 135 2. ความหผิดต่อเจ้าพนักงาน ม.136-ม.146 3. ความผิตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ม.147-ม.166 4. ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ม.167-192,194 5. ความผิดต่อตำแหน่งหน้าในการยุติธรรม 200-204 6. ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของปชช. 209 – 216 7. ความผิดเกี่ยวกับการก่อภยันตรายเกิดแก่ปชช. 217,224,226,234, 236,238 8. ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา 240 – 249 ผิดดวงตราแสตมป์ ตั๋ว 250 – 261 เกี่ยวกับเอกสาร 264 – 269
9. ความผิดเกี่ยวกับการค้า 270 -275 10. ความผิดเกี่ยวกับเพศ 276 – 285 11. ความผิดต่อชีวิต 288 – 290 ,294 ความผิตต่อร่างกาย 295 – 299 ผิดฐานำทให้แท้งลูก 301 – 303 ผิดฐานทอดทิ้งเด็กคนชรา เจ็บ 306 -308 12. ความผิดต่อเสรีภาพ 309 – 310 312 - 320 13. ผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 334-365
ข้อยกเว้นการเพิ่มโทษ ม. 94 ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท และผิดลหุโทษและความผิดซึ่งผู้กระทำได้กระทำในขณะที่มีอายุยังไม่เกิน 17 ปีนั้นไม่ถือเป็นความผิดเพื่อการ่เพิ่มโทษในหมวดนี้
อายุความฟ้องคดี คือ อายุความฟ้องคดีอาญาทั่วไป อายุความฟ้องคดี มีความผิดอันยอมความได้ อายุความลงโทษ คืออายุความลงโทษทั่วไป อายุความยึดทรัพย์กักขังแทนค่าปรับ
1. อายุความฟ้องคดีอาญาทั่วไป ม. 95 ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้อง และได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดต่อไปนี้นับแต่วันกระทำผิดเป็นอันขาดอายุความ
1. 20 ปี สำหรับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต /20 ปี 2. 15 ปี สำหับโทษจำคุก กว่า 7 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี 3. 10 ปี สำหรบโทษจำคุกกว่า 7 ปี 4. 5 ปี สำหรับโทษจำคุกกว่า 1 ด.- 1 ปี 5. 1 ปี โทษจำคุกตั้ง่แต่ 1 ด. ลงมา
อายุความฟ้องขอให้กักกัน ม.97 ในการฟ้องขอให้กักนัน ถ้าจะฟอ้งภายหลังการฟ้องคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟอ้งขอให้กักัน ตอ้งป้องภัยในกำหนด6 ด. นับแต่วันที่ฟ้องคดีนั้น มิฉะนั้นเป็นอันขาดอายุความ
อายุความลงโทษและอายุความบังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย อายุความลงโทษทั่วไป ม.98 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดใหลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษยังไมครบโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังไม่ได้ตัวผู้นั้นมาลงโทษ นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงทีสุด หรือนับแต่วันที่ผู้กระทำผิดหลบหนี เกินกว่าเวลาที่กำหนดจะลงโทษผู้นั้นไม่ได้
อายุความยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือกักขังแทนค่าปรับ ม. 99 การยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรอืการกักขังแทนค่าปรับ ถ้ามิได้ทำภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงทีสุดแล้ว จะยึดทรัพย์สินหรอืกักขังมิได้
บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษ ม.102 ความผิดลหุโทษคือความผิดซึ่งต้องโทษคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1000 หรือ 2 อย่าง
บทบัญญัติพิเศษที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษ ม.103 บทบัญญัติในลักษณะ 1. ให้ใช้ในกรณีแก่งความผิดลหุโทษด้วยเว้นแต่ทีได้บํญญัติไว้ใน 3 มาตราต่อไปนี้ บัญญัติลักษณะ 1. บัญญัติคแก่ความผิดทั่วไปใน ปวอ. ภาค 1
เจตนาในการทำความผิด ม.104 การกระทำความผิดลุหโทษตามประมวลการกระทำความผิดตามประมวล กม.นี้แก้กระทำโยไม่มีเจตนาถ้าเป็นความผิดเว้นแต่ ตามบทบัญญัติความผิดนั้นมีบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอย่าง
การพยายามกระทำความผิด ม.105 ผู้ใดพยายามกระทำความผิดลหุโทษผู้นั้นไม่ต้องรับผิด ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 106 ผู้ใดสนับสนุนในความผิดลหุโทษผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ การใช้บทบัญญัติทั่วไปใน กม. อืน ๆ ม. 17 บทนี้บัญญัติในภาค 1 แห่งประมวล กม. นี้ใช้สในกรณีแห่งความผิดตาม กม. อื่นด้วย ด้วย เว้นแต่ กม. นั้น ๆ จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
หน่วยที่ 6 โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย
วัตถุประสงค์การลงโทษ 1. อำนาจการลงโทษของรัฐได้มาจากระบบสัญญา 2 อำนาจการลงโทษของรัฐโดยถือตามหลักของสำนักอรรถประโยชน์นิยม 3 อำนาจการลงโทษโดยถือระบบใครทำดีได้ดี 4. อำนาจการลงโทษของรัฐโดยถือระบบผสม
ทฤษฏีการลงโทษ ทฤษฏีเด็ดขาด - คานท์ กล่าวถึงการลงโทษเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความรู้สึกผิดชอบ จึงเป็นการตอบแทนยุติธรรมที่ถูกประทุษร้ายเพราะ กม. อาญาเป็นคำสั่งเด็ดขาด – เฮากล์ การลงโทษให้สาสมกับความผิดเพื่อนำความถูกต้องกลับมา
ทฤษฏีสัมพันธ์ เป็นการลงโทษเพื่อป้องกัน กล่าวคือมีผลทำให้ผู้กระทำความผิดเกิดความหวาดกลัว - การลงโทษเพื่อการแก้แค้น เป็นการลงโทษที่เก่าแก่ทีสุดและแพร่หลายที่สุด - การลงโทษเพื่อการข่ม่ขู่ เพื่อเป็นการป้องกันมีให้มีการเลียนแบบการกระทำความผิดนั้น ๆ ขึ้นอีก - การลงโทษเพือ่ชดเชยความผิดที่เกิดขึ้น - การลงโทษเพื่อป้องกันสังคมหรือตัดโอกาศการกระทำความผิด - การลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขผู้กระทำความผิด ประเภทของโทษ มี 5 ประเภท ประหารชีวิต - จำคุก - คุมขัง - ปรับ - ริบทรัพย์
วิธีเพิ่มโทษและการลงโทษ 1. เหตุเพิ่มโทษเพราะลักษณะของการระทำความผิด 2. เหตุเพิ่มโทษเพราะว่าการกระทำความผิดหลายครั้งไม่เข็ดหลาบ 3. เหตุเพิ่มโทษตามที่ กม. อื่น
เหตุลดโทษ 1. เหตุลดโทษเพราะลักษณะของความผิด 2. เหตุลดโทษเพราะว่ามีเหตุบรรเทาโทษ
การเปลี่ยนโทษและการยกโทษ การเปลี่ยนโทษจำคุก คือการเปลี่ยนจากจำคุกเป็นการกักขังแทน - การเปลี่ยนโทษกักขังกลับเป็นโทษจำคุก การยกเว้นโทษจำคุก ม. 55 ถ้าโทษจำคุกที่ผู้กระทำผิดนั้นต้องมีกำหนดเวลา 3 ด. หรือน้อยกว่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกก็ได้ หรือถ้าโทษจำคุกผู้กระทำผิดต้องรับ การรอการลงโทษ การรอการกำหนดโทษคือการทีศาลวินิจัยจำเลยผิดตามฟ้อง แต่ศาลยังไม่กำหนดโทษและยังไม่กำหนดโทษจำเลยลักษณะเหมือนการคาดโทษ การรอการลงโทษ คือลักษณะคล้ายรอกำหนดโทษ คือขั้นนตอนยังมิได้ลงโทษจำเลยเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ศาลได้กำหนดโทษจำเลยแล้ว ตาม ม. 56 ผู้ใดกระทำความผิดซึ่ง่ต้องรับโทษจำคุกในคดีนั้นศาลลงโทษจำเลย จำคุกไม่เกิน 3 ปี การระงับโทษ 1. กม.ยกเว้นโทษ 2. กม.ยกเว้นความผิด 3. กรณีสิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับ 4. กรณีสิทธิในการลงโทษระงับ
กรณีผุ้กระทำผิดตาย ม. 38 โทษให้เป็นระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำ - กรณีการชำระค่าปรับสูง ม. 79 ในคดีโทษปรับสถานเดี่ยว ถ้าผูที่ต้องหาว่า กระทำความผิดนำเอาค่าปรับในอัตราอย่างสูง สำหรับความผิดนั้น มาชำระก่อนที่ศาลจะเริ่มต้นสืบพยานดคดีนั้นเป็นอันระงับ
ความหมายและหลักการของการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย คือ มาตรการที่รัฐใช้บังคับกับบุคคล เป็นรายบุคคล เพื่อป้องกันผู้มีสภาพกลัวว่าจะกระทำความผิด
ประเภทของวิธีการเพื่อความปลอดภัย ปอ. 39 มี 5 สถาน 1 กักกัน 2. ห้ามเข้าเขตกำหนด 3 . เรียกประกันฑัณฑ์บน 4. คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล 5. ห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง
หน่วยที่ 7 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาญาจักรความผิดเกี่ยวกับการปกครองความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม
1. ปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ม.107 ผู้ใดปลงพระชนพระมหากษัตริย์ต้องระวางโทษประหารชีวิต ผุ้ใดพยายามกระทำเช่นนั้นต้องระวางโทษเช่นเดี่ยวกัน - การตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์ หรือการปิกปิดโทษจำคุกตลอดชีวิต 2. ทำการประทุษร้ายต่อพระองค์หรือเสรีภาพ 108 ผู้ใดกระทำประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของมหากษัตริย์ต้องโทษประหารชีวิตหรือคุกตลอดชีวิต 3. ปลงพระชนม์พระราชินี รัชทายาท หรือฆ่าผู้สำเร็จราชการแทน 109 ต้องระวางโทษประหารชีวิต 4. ประทุษร้ายต่อพระองค์เสรีภาพของพระราชินี 110 ผู้กระทำจะตอ้งระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือ 16-20 ปี 5. หมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาตรร้าย 112 ต้องระวางโทษ คุก 3- 15 ปี
ความผิดต่อความมั่นคงรัฐสภาในราชอาณาจักร กบฏ 113 ผู้ใดกระทำการประทุษร้าย ล้มล้างการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนุญ ล้มล้างอำนาจตุลาการ นิติ บริหาร โดยใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ หรือแบ่งแยกดินแดน ต้องระวางโทษ ประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิต
ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร - กระทำเนพื่อให้ราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจของต่างประเทศ ม.119 ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาณาจักรกำไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศต้องระวางโทษประหารชีวิตหรอืจำคุกตลอดชีวิต - การคบคิดกับบุคคลเพิ่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศม.120 ด้วยความประสงค์ให้เกิดการดำเนินการต่อรัฐหรือเป็นในทางอื่นจะเป็นปรปักษ์ต่อ่รัฐต้องโทษคุกตลอดชีวิต-10-20 ปี – ทำกิจกรรมที่ได้รับหมอบหมายโดยทุจริต ม. 126 ผู้ใดได้รบมอบหมายจากรัฐฯให้กระทำกิจการของรัฐกับรัฐบาลต่างประเทศถ้าได้ทำโดยทุจริตหรือไม่ปฏิบัติตาม คุก 1-10 ปี - ทำให้เกิดเหตุร้ายจากภายนอก ม.127 ผู้กระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดเหตุร้ายกับประเทศจากภายนอกต้องโทษประเกิน 10 ปี
ความผิดต่อสัมพันธ์ไมตรีต่างประเทศ 1. ทำร้ายร่างการเสรีภาพประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ม. 130 ผู้ใดกระทำทำร้ายร่างกายหรือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของราชาธิบดี ราชินี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศต้องโทษ 1-15 ปี 2. การทำร้ายร่างกายเสรีภาพ ผู้แทนรัฐประเทศม. 131 ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนักโทษ 10 ปี 3. การกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่าอการร้ายม. 135 / 1 เป็นการกระทำผิดอาญาต่อไปนี้ 1. ใช้กำลังประทุษร้าย 2. การกระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบสาธารณะ 3. การะทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน มี 2 จำพวก- ระบุชัดเจนว่าเป็นเจ้าพนักงาน - บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ
เจ้าพนักงานคือ ผุ้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองเท่านั้นไม่รวมถึง ผู้มีอำนาจหน้าที่ทางนิติบัญญัติ เช่น สส. สท. 1. ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ม. 136 ซึ่งกระทำตามหน้าที่ ต้องคุก ไม่เกิน 1ปี ปรับ 2000 หรือ 2 อย่าง 2. แจ้งความเท็จ ม. 137 ผู้ใดแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งทำให้ผู้อื่นหรือปชช.เสียหา ต้องโทษ 6 ด. ปรับ 1000 บาท หรือ 2 อย่าง - ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ม. 138 ผู้ใดต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือจะต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกม.ในการปฏิบัติตามหน้าที่ ต้องโทษ คุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 2000 หรือ 2 อย่าง ถ้ากระทำการขัดขวางนั้นกระทำโดยใช้กำลังทำร้ายขู่เข็ญ ผู้กระทำคุก ไม่เกิน 2 ปี ปรับ ไม่เกิน 4000 หรือ 2 อย่าง
การกระทำเป็นเหตุให้รับโทษหนักขึ้น ม. 140 เมื่อกระทำตาม 2 มาตราที่กล่าวมาแล้ว กระทำการโดยมีอาวุธร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ10000 หรือ 2 อย่าง ถ้าความผิดตามโดยอ้างอำนาจอั้งยี่ซ่องโจร ไม่ว่าจะมีอยู่รึไม่ ต้องคุก2 ปี – 10 ปี ปรับ 4000-20000 บาท การกระทำความผิดต่อเครื่องหมายหรือตรา ม. 141 ผู้ใดถอน ทำให้เสียทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ชึ่งตามเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับไว้ คุก ไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4000 หรือ 2 อ่ย่าง
การเรียกทรัพย์สินเพื่อจุงใจเจ้าพนักงาน ม. 143 ผู้ใจเรียกรับหรอืยอมรับทรัพยสินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น คุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10000 หรือ 2 อย่าง ให้สินบนเจ้าพนักงาน ม. 144 ผุ้ใดให้สินบนเจ้าพนักงานหรือผลประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้ทำการหรือไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ คุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10000 หรือ 2 อ่ย่าง
แสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ม. 145 ผุ้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานโดยที่ตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานกระทำนั้น ต้องคุก ไม่เกิน 1 ปี ปรับ 2000 หรอื 2 อย่าง
สวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายโดยไม่มีสิทธิ์ ม. 146 ผู้ใดไม่มีสิทธิ์ที่จะสวมเครื่องแบบหรอืประดับเครื่องหมายเจ้าพนักงานสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งรัฐ คุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2000 หรือ 2 อย่าง
ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ1 พิจารณา 2 ลักษณะ – ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยทุจริต - ไม่ถึงกับโดยทุจริต – เจ้าพนักงานยักยอก ม. 146 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการรักษาสินทรัพย์ ใดๆ เบียดบังทรัพย์สินนั้นมาเป็นของตนเอง ต้องคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีพ ปรับ 2000-40000 บาท
เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขืนใจหรอืจูงใจเอาทรัพยสิน ม. 148 เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลใดมอบหมรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนต้องโทษ 5 – 20 ปี คุกตลอดชีพ ปรับ 2000-40000 บาท หรือประหารชีวิต
เจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สิน ม. 149 ผุ้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งรัฐ สมาชิกสภาจว. เทศบาล เรียกรับหรืยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำรหับตนหรือผู้อื่นโดยมิชอบ คุก 5-20 ปี หรือตลอดชีพ ปรับ 2000-40000หรือประหาร
เรียกรหรือรับทรัพยสินก่อนใดรับการแต่งตั้ง ม. 150 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินประโยช
กฎหมายอาญา
สำหรับวิชารัฐศาสตร์
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
วรวรรณ · 15 ส.ค. 2554
ภูผาเดียวดาย · 15 ส.ค. 2554
DAUNGRAT · 15 ส.ค. 2554
DAUNGRAT · 15 ส.ค. 2554
ศิริวรรณ แก้วจันดา · 15 ส.ค. 2554
ได้รับงานที่มอบหมายแล้วครับ...ขอบคุณครับ และให้สมาชิก gotoknow ทุกคนหาข้อมูลดีๆหรือประสบการณ์เด่นๆมาลงไว้ในบล็อก เพื่อเป็นการเผยแพร่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันต่อไปให้เยอะๆน่ะครับ....ร่วมสนับสนุนนักวิชาการน้อยทุกคนครับ....ด้วย gotoknow