ลูก เป็นศูนย์รวมของความรัก

            ชีวิตของผู้เขียน ตอนเล็กๆได้อยู่กับแม่น้อยมาก  เพราะพ่อแม่แยกทางกัน  ผู้เขียนเป็นคนที่พ่อเลือกไปอยู่ด้วย (อยู่กับพ่อ 2 คน กับแม่ 2 คน )  เพราะพ่อเป็นคนเกาะสมุย จึงเติบโตอยู่กับปู่-ย่า ต้นมะพร้าว  และชายทะเล  ความสุขที่นั่นมันก็มีในระดับสูงสุด   แต่ยังโหยหาอ้อมอกแม่..ตอนเลือกเรียนครู..สอบได้ที่ ว.ค.(วิทยาลัยครู สมัยนั้น)สุราษฎร์ธานี   แต่เขาส่งมาเรียนที่ ว.ค. นครศรีธรรมราช     ปีที่สองเขาเรียกกลับ  แต่ขอเรียนต่อที่นี่  เพราะใจอยากไปหาแม่    เรียนจบได้ทำงานที่นครศรีธรรมราช  จึงกลับมาอยู่กับแม่  และได้ดูแลแม่จนปัจจุบันนี้ 

            วันแม่ปีนี้จึงอยากพูดเรื่องลูก   เพราะลูกเป็นที่สุดของคนเป็นแม่   ผู้เขียนมีลูกสองคน  คนแรก "พี่กานต์" คนที่สอง "นายกวาง"   ตอนท้องพี่กานต์ ไม่รู้อะไรเลย  อยู่บ้านพักครู  ไม่มีญาติผู้ใหญ่มาอยู่ด้วย  ไม่ใฝ่หาความรู้เลย  ขาดประสบการณ์ อยากกินอะไรก็จะกิน ของที่ชอบคือน้ำแข็ง ชอบกินมากๆ  วันๆไม่อยากกินอะไรเลย  ซื้อน้ำแข็งมาเก็บไว้กินตอนกลางคืนด้วย (อาจมีผลเสียต่อลูก)    ตอนคลอดพี่กานต์ผู้เขียนคลอดโดยวิธีธรรมชาติ   ปวดท้องตั้งแต่ตอนกลางคืนของวันศุกร์  ช่วงนั้นเป็นเดือน 12  ซึ่งเป็นฤดูฝนของภาคใต้  คืนนั้นฝนตกหนัก   ไฟดับ   หารถรับจ้างไปโรงพยาบาลยากมาก  เพราะโรงพยาบาลอยู่ห่างไกล  ( 25 กม.)  ผู้เขียนเจ็บท้องตลอดเวลา หมอบอกว่าคลอดยากมาก เด็กตัวโต  หมอต้องใช้ยาเร่ง   ใช้เครื่องมือ.....(ไม่แน่ใจ)  และมาคลอดจริงในตอนใกล้รุ่งของวันจันทร์ ( 3 คืน)  ได้ยินนางพยาบาลบอกว่ามีสายสะดือพันคอ  เด็กไม่ร้อง  หมอและนางพยาบาลช่วยกันชุลมุน  เมื่อได้ยินเด็กร้อง  หมอจึงกลับมาดูแลผู้เขียนอีกครั้ง  ตอนเช้าลูกเกร็ง  ต้องพาเข้าตู้อบ หลังจากนั้นหมออนุญาตให้แม่กลับบ้านได้แต่ลูกต้องอยู่ในตู้ต่ออีก 1 เดือน   ผู้เขียนก็ต้องไปโรงพยาบาลทุกวัน   ดูลูกทางกระจกบ้าง  บางครั้งเขาก็ให้เข้าไปดูได้  ครบ 1 เดือน  พี่กานต์ก็ได้มาบ้าน  สังเกตที่ศีรษะของลูกด้านหลังเป็นรอยลึกยาว เอานิ้วชี้วางลงไปได้พอดี   เข้าใจว่าคงเป็นรอยเครื่องมือที่เขาจับดึงออกมา   พี่กานต์เป็นเด็กเลี้ยงยาก  งอแง    เจ็บป่วยบ่อยๆ  ที่สำคัญคือเขาเป็นโรคชัก  ผู้เขียนต้องคอยดูแลและระมัดระวังตลอดเวลา  แต่เขาโชคดีที่มีอาของเขาสองคนมาช่วยดูแลตอนกลางวัน  ผู้เขียนกับพ่อของเขากังวลกลัวลูกเรียนไม่ได้ พาไปหาหมอที่ดีที่สุด แต่กลัวว่าไปโรงพยาบาลบ่อยๆจะมีปัญหาเรื่องงาน  จึงไปหาหมอที่คลีนิค  หมอโรคชักโดยเฉพาะ ลูกชักเกือบทุกเดือนจนอายุ 10 เดือน  แล้วมา ชัก อีกตอนสอบเข้า ม. 1  สอบเข้าเรียน มหาลัย  ตอนสอบเข้าทำงาน    และครั้งสุดท้ายตอนทำงานครบ 1 ปี  เขาประเมินผลงาน  คงเครียดกลัวเขาไม่ต่อสัญญา ชักในที่ทำงาน  เขานำส่งโรงพยาบาล  พบว่ามีเนื้องอกในสมอง  ปัจจุบันเขาได้รับการผ่าตัดเรียบร้อย   

          พี่กานต์จึงเป็นศูนย์รวมของความรักและความห่วงใย   แต่เขาไม่เคยตกใจ  เขาไม่กลัวและสามารถอยู่กับโรคประจำตัวของเขาได้    ปัจจุบันเขาเรียนจบปริญญาโท   เป็นนักวิชาการใน ม.ส.ธ.  มีความหวังจะสอบเข้าเรียนต่อป. เอก อีกครั้ง ในปีนี้  

         น้องกวาง  ผู้เขียนคลอดโดยการผ่า    เขาจึงไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ  ไม่ค่อยเจ็บป่วย  เลี้ยงง่าย   ยายเลี้ยงเขาแบบเด็กสมัยก่อนๆ  ปล่อยให้เล่นดินเล่นทราย  ซุกซนตามประสาผู้ชาย  อยู่กับพี่  แม่  ยาย  น้องกวางจึงพูดว่า  "ค่ะ" ทุกครั้ง   ญาติพี่น้องเขาชอบกันใหญ่  แต่ผู้เขียนกลัวเขาเป็นตุ๊ด  จึงต้องคอยสอนให้พูดให้ถูกต้อง  เขาเป็นคนชอบเล่นคอมพิวเตอร์ เล่นเกมตั้งแต่เล็กๆจนสายตาสั้นมากๆ   ปัจจุบันเขากำลังเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 

         พี่กับน้องเขาพักอยู่ด้วยกันที่ฝั่งธน   พี่กานต์เขายอมเดินไปทำงานไกลเพราะไม่อยากอยู่คนเดียว   เขารักกันดูแลและคอยห่วงใยซึ่งกันและกัน  น้องกวางจะเรียกพี่สาวเขาว่า "น้อง" แทนตัวเองว่า"พี่" เขาตัวโต  สูงกว่าพี่  ไปไหนคนอื่นๆจะเข้าใจว่า เขาเป็นพี่  ผู้เขียนจึงคลายความกังวลกับสุขภาพของพี่กานต์

        ทั้งสองคนเขารักแม่มาก  เมื่อแม่มีโอกาสไปหา  หรือเขากลับบ้าน   เขาจะกอด  หอมแก้ม  หอมแล้วหอมอีก  นอนกอดไม่ยอมห่าง   จนพ่อเขาอยากให้ลูกทำบ้าง  ลูกก็หอมสักครั้ง แล้วหยุด   พ่อเขาน้อยใจ (อิๆๆ)     เขารักจนผู้เขียนมีความภาคภูมิใจ  ที่ได้เลี้ยงดูลูกมาอย่างดี  ให้ความรักความอบอุ่น  และเงินทองตามฐานะ  ไม่เคยให้ลูกเดือดร้อน  ตั้งใจเรียนอย่างเดียว  ผลบุญที่ผู้เขียนได้รับคือ  ความเป็นคนดี   มีความรับผิดชอบ และมีจิตสำนึกที่ดี ของลูกทั้งสองคน

    ความคาดหวังของผู้เขียน  คือลูกเป็นคนดี   เลี้ยงตนเองได้  ไม่เป็นภาระของสังคม  และสามารถแบ่งปันและช่วยเหลือสังคมได้ตามความถนัดของเขา