ในประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเอง จำนวนคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนภาษาฝรั่งเศสทำท่าว่าจะคงที่

        ครั้งแรกที่ได้ไปฝรั่งเศสในปี ๒๕๓๔ พวกเราต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสเบื้องต้นกับอาจารย์ที่สอนภาษาฝรั่งเศสหลายหน และฝึกใช้ประโยคที่จำเป็นต้องใช้ กับที่มีโอกาสได้ใช้แน่ๆ รวมแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบประโยค  ส่วนภาษาอังกฤษนั้นไม่ต้องเตรียมตัวอย่างนี้ เพราะมีคนพูดแบบใช้งานได้ไปด้วยหลายคน และคงหาโอกาสได้ใช้น้อยด้วย  ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ชาวฝรั่งเศสภูมิใจในภาษาของตนมากจนไม่ค่อยมีใครสนใจจะเรียนจะใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ  พอไปถึงฝรั่งเศสจริงๆ เราก็พบว่าเป็นความจริงและประโยคที่เตรียมไปนั้นไม่พอใช้  โชคดีอยู่บ้างตรงที่มีไกด์คนไทยที่ไปอยู่ที่นั่นหลายปีช่วยไว้  มิฉะนั้น มีปัญหาและอุปสรรคหลายเรื่องแน่นอน

         หลังจากนั้นไม่กี่ปี ผมอ่านพบข่าวเล็กๆ ว่ากระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสรณรงค์ให้ชาวฝรั่งเศสเลิกใช้คำอังกฤษแทนคำฝรั่งเศสซึ่งมีใช้เป็นปกติอยู่แล้ว (ปกติ การใช้คำต่างประเทศนั้น ไม่ว่าชาติไหนๆก็จะใช้ในกรณีที่ตัวเองไม่มีคำที่มีความหมายเดียวกัน จึงเอาคำภาษาอื่นมาใช้เป็นคำทับศัพท์) ข่าวนี้ทำให้รู้สึกประหลาดใจ ที่เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศที่ประชากรไม่ค่อยสนใจภาษาอื่น

         พ.ศ. ๒๕๔๗ คุณอิซาเบล ชาวฝรั่งเศสได้มาพบและติดต่อประสานงานให้ผมนำศิลปินพื้นบ้านจากภาคเหนือไปร่วมงานเทศกาลชาวตะวันออก (Les Orientales) ในเดือนมิถุนายนปีนั้น กับ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เธอใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมากทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมารดาของเธอซึ่งเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษเป็นผู้สอนเธอและบอกเธอว่า ถ้ารู้ภาษาอังกฤษ เธอจะไปได้ทั่วโลกโดยไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร และเธอจะได้ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาฝรั่งเศสด้วย คุณอิซาเบลบอกว่า ชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อายุยังน้อยมีมากขึ้นเรื่อยๆ  

         หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศสทุกคนและทุกกลุ่มที่ผมพบล้วนแต่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้  ที่น่าแปลกใจ คือ มีรายหนึ่ง(พบเมื่อต้นปีที่แล้ว) ได้งานเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ด้วย เขาเล่าว่า พอออกนอกประเทศ เขาแทบไม่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสเลย แม้แต่ในประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเอง จำนวนคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนภาษาฝรั่งเศสทำท่าว่าจะคงที่ เขาเชื่อว่า สักวันหนึ่งภาษาอังกฤษคงจะไล่ทันหรือแซงขึ้นหน้าไปเลยก็ได้

         กรณีหลังนี้ ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้หลายปี ผมพบว่าช่วงพักกลางวันสองชั่วโมง พนักงานร้านขายสินค้าที่ระลึกจำนวนไม่น้อยในหลวงพระบางจะรีบรับประทานอาหารกลางวัน แล้วเอาเวลาที่เหลือไปเรียนพูดภาษาอังกฤษวันละหนึ่งชั่วโมง ชาวลาวระดับพนักงานต้องการพัฒนาศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษแบบใช้งานจริง  ส่วนนิสิตระดับบัณฑิตวิทยาลัยหลายรายในประเทศใกล้เคียงที่ดูเจริญกว่าและดูเหมือนฝรั่งกว่าหลายเท่ากลับมีอาการเหมือนถูกสั่งไปตายเมื่อทราบว่าต้องเรียนและสอบภาษาอังกฤษ

         ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ภาพยนตร์ตลกที่เกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องหนึ่งของผู้สร้างชาวไทยถูกถอนออกจากโรงเพราะมีเนื้อหาดูถูกชาติเพื่อนบ้านชาติหนึ่ง  ในเวลาไล่ๆกันนั้น (ถ้าคลาดเคลื่อนก็คงปีเดียว) มีข่าวแจ้งคะแนนเฉลี่ยจากการสอบโทเฟิลภาษาอังกฤษว่า คะแนนของชาวลาวแซงขึ้นไปได้อันดับที่ ๗ (ก่อนนี้เคยอยู่ที่ ๙) ส่วนไทยยังคงอยู่อันดับที่ ๘ ตามเดิม

         ลาวเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ภาษาลาวไม่มีหน่วยเสียง ร  ฉ  ช  และเสียงควบกล้ำ ประเมินด้วยตาเปล่าแล้ว เขาไม่น่าจะเรียนภาษาอังกฤษได้ดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเกิดขึ้นแล้ว และผู้ที่ชอบใช้คำอังกฤษมาก่อนหลายทศวรรษก็ได้พบสัจธรรมแล้ว

         ระหว่างการเดินทางไปเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาโดยรถโดยสารเมื่อหลายปีมาแล้ว ช่วงที่พักรับประทานอาหารที่ศรีโสภณ ผมได้คุยกับเด็กขายของอายุประมาณสิบสองขวบแล้วไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยว่าเขาใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่แพ้บัณฑิตไทยหลายคนที่ได้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มจากหกหน่วยกิตเป็นสิบสองหน่วยกิต หลังจากเรียนในระดับพื้นฐานมาแล้วอย่างน้อยที่สุด ๖ ปี (เพราะระดับประถมบางแห่งเขาก็ไม่สอนภาษาอังกฤษและบางแห่งเริ่มสอนในชั้นป.สี่หรือป.ห้า)

         เรื่องนี้ตั้งใจตีกรอบไว้เฉพาะชาวฝรั่งเศส แต่มาลงเอยแถวๆนี้ได้เพราะไปพาดพิงถึงชาติที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเข้านั่นเอง