ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังและสถานการณ์ที่เป็นจริง

แม้ว่าประเทศไทยจะได้นำรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้ในการปกครองประเทศ แต่ในทางปฏิบัติเรายังมีปัญหา   ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังหาทางออกไม่ได้ มีปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง ทุกระดับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลลัพธ์ที่ตามมาของการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ทราบถึงผลเสียของการขายเสียงที่ทำให้ประเทศชาติไม่พัฒนาเท่าที่ควร ทั้งยังไม่สามารถแยกแยะคนดีและคนไม่ดี จนทำให้การเลือกผู้แทนที่มีความสามารถและมีจิตสาธารณะอย่างแท้จริงมาบริหารบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเหมือนประเทศแม่แบบประชาธิปไตยประสบความยากลำบาก

เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในระยะ ๓-๔ ปีที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของไทยตกอยู่ในสภาวะวิกฤต มีกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่เรียกกันว่า     “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เกิดขึ้น ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล และต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งกลุ่มนี้เชื่อว่าเป็นการแก้เพื่อให้ประโยชน์กับนักการเมืองบางกลุ่ม ในขณะเดียวกันก็มี  “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ”หรือ นปช.ออกมาชุมนุมจนมี    การเคลื่อนพลไปปะทะกัน และล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงจนเจ้าหน้าที่ทหารต้องเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. การประชุมประชาคมอาเซียนต้องล้มเลิกไป ทำให้เกิดบาดแผลทางใจกับทุกฝ่าย เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างเหตุผลในการดำเนินการเพื่อผลประโยชน์แก่บ้านเมือง จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เราพบว่าความคาดหวังที่มีต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย ยังอยู่ในลักษณะห่างไปจากหลักการประชาธิปไตยในทางปฏิบัติอยู่มากเพราะเรายังไม่สามารถแก้ปัญหาความแตกต่างทางความคิด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย ได้ด้วยหลักกฎหมายและหลักเหตุผล ตามวิถีทางของอารยะประเทศ โดยไม่ใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา  ทั้งนี้ความแตกต่างในทางความคิด ไม่จำเป็นต้องเกิดความขัดแย้ง หากเราเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราก็จะสามารถ “สงวนจุดต่าง แสวงหาจุดร่วมได้”

 การเรียนรู้จากสถานการณ์ที่เป็นจริง ย่อมจะทำให้เรามีประสบการณ์ทั้งเชิงบวกและเชิงลบมากขึ้น เพื่อนำมาเป็นต้นทุนในการศึกษา วิเคราะห์ และนำมาวางเป็นกฎ กติกา และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป ประชาธิปไตยเป็นการปกครองเพียงระบอบเดียวที่ยึดหลัก สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ  โดยเฉพาะหลัก ภราดรภาพ (Fraternit) [1] ซึ่งหมายถึง ความเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็น เป็นน้อง  มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันและปฏิบัติต่อกันดุจพี่น้อง ความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ ไม่เลือกปฏิบัติต่อผิวพรรณ หรือ เผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน เป็นหลักการของผู้เจริญทางปัญญา ผู้ที่มีความเห็นต่างกัน ไม่ทำร้ายกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้ฉันท์พี่น้อง มีความเอื้อเฟื้อ เอื้ออาทร มีความปรองดองต่อกัน ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่สอดคล้องพื้นฐานวัฒนธรรมของไทยที่มีมาช้านาน

ดร.สุทธิพล  ทวีชัยการ. เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง.