พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์
ผู้เขียน : ทันตแพทย์สม สุจีรา
สำนักพิมพ์ : อัมรินทร์
จำนวนหน้า : 199 หน้า
ราคา : 175 บาท
ระดับความชอบ : 9.25/10
ผมมักจะไม่ชอบอ่านหนังสือที่ขายดี ด้วยว่าคนอื่นอ่านเยอะแล้ว เลยรอไปก่อนแล้วกัน
เล่มนี้ก็เช่นกัน
ได้มาอ่านบทความของทันตแพทย์สมในนิตยสาร Secret คอลัมน์ของแกช่วงนั้นนำข่าวมาวิเคราะห์ เปิดหูเปิดตาได้เยอะทีเดียว เช่น เรื่องหมีแพนด้าที่เห่อกันมาก หมอสมก็วิเคราะห์ให้เห็นว่าเหตุที่ต้องดีใจกันมากเพราะการทำให้หมีแพนด้าท้องและคลอดได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องใช้ความสามารถของสัตวแพทย์อย่างมากเลยทีเดียว นับว่าน่ายินดีที่คนไทยทำได้
อีกข่าวคือนักศึกษาไทยโดนลงโทษประหารชีวิตที่ประเทศจีนข้อหาพยายามข่มขืนแฟนสาวชาวจีน หมอสมวิเคราะห์ว่าธรรมชาติของผู้ชายจะคิดถึงเรื่องเพศทุกสิบนาที ซึ่งจะต่างจากผู้หญิงมาก บางวันไม่คิดถึงเรื่องนี้เลย
บางครั้งฝ่ายหญิงเลยชะล่าใจ ปล่อยให้มีโอกาสกับฝ่ายชายโดยไม่ตั้งใจ เช่นอยู่ในห้องสองคน โดยคิดว่าฝ่ายชายไม่คิดอะไร
ดังนั้นต้องสอนลูกสาวให้เข้าใจธรรมชาติของผู้ชายที่ต่างกับผู้หญิง จะได้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
หลังๆ คุณหมอเลิกเขียนบทความลง Secret แล้ว เลยคิดถึง จึงคว้าเล่มนี้มาอ่านจนจบ หลังจากค้างคาไว้นาน
ได้เล่มนี้จากคุณรัชชี่ ขอขอบคุณด้วยครับ
อ่านแล้วก็ได้ประเด็นเยอะเลย
ในเล่มบอกว่าสิ่งที่ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้แล้วทั้งนั้น และยังมีที่ลำ้หน้าอีกมากที่พระองค์ได้พบเห็น เช่น มิติของเวลาที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเอาสิ่งสมมติที่นักวิทยาศาสตร์ใช้มาอธิบายได้
และที่สำคัญสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตรัสสอน
วันหนึ่งหากเราฝึกถึงจุด เราจะเห็นเอง
หนทางที่ฝึกคือ สติปัฏฐานสี่ เน้น กายในกาย และเวทนาในเวทนา ไปก่อน
เดินจงกรมเพื่อฝึกฐานกาย แล้วค่อยสลับกับนั่งสมาธิเพื่อฝึกฐานอื่น
มิติเวลาในบางครั้งก็มาเกี่ยวข้อง เช่น นั่งสมาธิแล้วปวด ทางการแพทย์ 20 นาทีจะหาย แต่หากอยู่ในสมาธิจะใช้เวลา 10 นาทีอาจเท่ากับ 20 นาทีของนอกสมาธิทำให้นั่งต่อได้
คนสองคนมีเวลา 5 นาทีในการแก้ชนวนระเบิดเท่ากัน คนที่มีสมาธิจะทำได้เพราะเวลาของเขาจะต่างกับคนที่ไม่มีสมาธิ นั่นคือความแตกต่างของมิติของเวลา
องคุลีมาลจึงไล่ตามพระพุทธองค์ไม่ทันเพราะเวลาที่แตกต่างกันนี่เอง
แต่สิ่งเหล่านี้อธิบายออกมาไม่ได้เพราะต้องฝึกให้ถึงจึงจะรู้เอง เพราะสมมติที่เรามีอธิบายสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
เล่มนี้อ่านแล้วทำให้เห็นว่าการฝึกสติปัฏฐานสี่เป็นสิ่งจำเป็น ต้องเร่งฝึก ส่วนเรื่องที่ไอสไตน์หรือที่นักวิทยาศาสตร์พบเป็นแค่เปลือกนอก
สิ่งที่เราฝึกและจะเห็นสำคัญกว่าเพราะเป็นทางพ้นจากทุกข์ จากการเวียนว่ายตายเกิด ชั้นมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถข้ามไปถึงนิพพานได้ แม้แต่ชั้นเทวดาหรือพรหมก็ไม่สามารถก้าวไปสู่นิพพานได้
เรามีสามมิติในปัจจุบัน แต่เราอาจจะสามารถมองเป็นมิติที่สี่ มองเรื่องราวต่างๆ อย่างคนนอกมองเรื่องนั้นเข้ามา อย่าไปอิน
มดมีแค่สองมิติจึงเดินได้แค่ในแนวระนาบของมัน ทั้งที่เราบางครั้งเห็นเป็นกล่อง แต่มดจะเห็นเป็นพื้นราบเท่านั้น
มนุษย์เราก็เหมือนกันเห็นแค่สามมิติ ทั้งที่จะมีมิติมากกว่านั้นอีก
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนพบจะเกิดตอนจิตว่าง จินตนาการเอา ไม่เว้นแม้แต่ไอน์สไตน์
เขาคิดทฤษฎีสัมพันธภาพตอนอายุ 26 ปี
หลังจากนั้นเรื่องวุ่นวายเข้ามาในชีวิตเขาตลอด ไม่ได้ดิ่งจิตจนค้นพบเรื่องที่เขาค้นหา
และที่สำคัญเขาไม่ได้ใช้วิถีของพุทธศาสนา!
พุทธศาสนาต้องเอาตัวเองเข้าไปทดลอง เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ เมื่อเห็นผลบางอย่างก็มาสอบอารมณ์กับครูบาอาจารย์ที่ท่านเคยเจอเรื่องพวกนี้แล้ว จะได้ชี้แนะแนวทางฝึกต่อ
เป็นการทดลองด้วยตัวเอง ดังนั้นใครยังไม่ปฏิบัติก็ยังไม่เห็น
อย่าเสียโอกาสที่เจอพุทธศาสนาที่แม้ไอน์สไตน์ก็ยังไม่ได้โอกาสนี้
เราจะเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยทดลองที่ตัวเรา ได้ผลอย่างไรก็เห็นได้เฉพาะตน หาโค้ชที่เหมาะกับเราจะได้ก้าวหน้าไปให้มากที่สุดบนทางสายนี้ไว้ ทางสายเอก
นับว่าเราได้โอกาสดีที่เกิดมาเป็นมาเป็นมนุษย์และพบพุทธศาสนา
อย่างน้อยเราก็มีหวังได้ไปถึงนิพพาน
หากเราเจริญในธรรมและหมั่นปฏิบัติ
มีความสุขทุกคนครับ
เป็นข้อสรุปที่ลงตัวคะ
คิดว่า วิทยาศาสตร์ เป็นอีกภาษาหนึ่ง ที่อธิบายหลักการในพุทธศาสนา บางอย่าง วิทยาศาสตร์ยังหาคำอธิบายไม่ได้ แต่ในอนาคตอันใกล้ ทั้งสองสายคงมาบรรจบกัน
มา confirm ว่าของเค้าดีจริงๆ ชอบตรง จิตจักรวาล กับ ความมหัศจรรย์ของเวลา " กว่าแสงจะมาถึงโลก เวลาบนดาวก็ล่วงเลยไปมากแล้ว ถ้ามีใครสักคนบนดาวดวงอื่น ที่ห่างจากโลกเราประมาณ 250 ปีแสง ส่องกล้องมาที่เรา ก็จะเห็นเหตุการณ์ บนโลกอยู่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ทำให้นึกถึงเรื่องทวิภพที่กำลังออนอยู่เลยนะนี่:)
ก่อนหน้านี้ผมอ่านแล้วก็คล้อยตามพอสมควร แต่พอมาอ่าน Blog ของคุณบัญชา ธนบุญสมบัติ ซึ่งเป็นสมาชิกท่านหนึ่งใน GTK และ Webboard : managerroom.com แล้ว ทำให้ต้องกลับไปอ่านใหม่ รายละเอียดลองเข้าไปอ่านที่ Link นี้ดูครับ
http://www.gotoknow.org/blog/science/198495 http://www.gotoknow.org/blog/science/195758 http://www.gotoknow.org/blog/science/192799 http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=6739&KW=%B7%D1%B9%B5%E1%BE%B7%C2%EC%CA%C1+%CA%D8%A8%D5%C3%D2+
อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยกับที่ อ.วรภัทร์ และท่าน Tboon ได้ให้สติไว้ว่า "เราพิพากษาเรื่องนี้ไปแล้วหรือยัง เราตามจิตทันมั้ย"
เอ้า!!! เป็นงั้นไป คนที่ไม่มีความรู้ทางวิทย์ ทฤษฎีต่างๆ อ่านแล้วก็คล้อยตามสิ
ทำไมเราเชื่อคนง่ายอย่างนี้เนี่ย
ผมกลับมองว่าสิ่งที่หมอสมพูดเรื่องวิทยาศาสตร์เป็นแค่ทางผ่าน เลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
สิ่งที่สนใจมากกว่าคือหากเราตั้งใจฝึกฝนตามแนวสติปัฏฐานสี่ เชื่อว่าเราจะพบในสิ่งที่ยิ่งใหญ่
และฝันไกลๆ อยากไปถึงนิพพานครับ
ส่วนเรื่องทฤษฎีบอกผิดถูก ไม่น่าจะทำให้พ้นทุกข์ได้นะครับ แต่เรื่องทักท้วงให้เขียนให้ถูกต้องก็เห็นด้วยนะครับ
แต่ผมมองเลยไปถึงเจตนาของผู้เขียนมากกว่า
โดยส่วนตัวทุกวันนี้ยังนั่งสมาธิไม่ไปถึงไหนเลย หากรู้เรื่องทฤษฎีวิทยาศาสตร์ถูกต้องจะพบอะไรไหมครับ
อ่านตำราพุทธศาสนากี่เล่มก็คงไม่ถึงไหน สู้ปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ไม่ได้ครับ
แค่หนังสือเล่มนี้บอกผมว่า เรามองอย่างคนนอกได้แน่นอน หากเราฝึกถึงขั้นและทำบ่อยๆ
ขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็น ชอบความคิดที่แตกต่างครับ
ซื้อมาอ่านเพราะสนใจธรรมะ ส่วนเรื่องวิทยาศาสตร์อ้างอิงได้บางอย่าง
อยุ่ที่การปฏิบัติมากกว่า
คนที่ปฏิบัติได้อาจเห็นสิ่งที่อธิบายให้คนที่ปฏิบัติไม่ได้ ให้เข้าใจได้
เอะ..ตัวผมเองก็ยังปฏิบัติไม่ได้ จึงยิ่งเขียนยิ่งงง
สิ่งที่สนใจมากกว่าคือหากเราตั้งใจฝึกฝนตามแนวสติปัฏฐานสี่ เชื่อว่าเราจะพบในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และฝันไกลๆ อยากไปถึงนิพพาน
...
เคยฟังซีดี สติปัฏฐานสี่ เชื่อมั่นในพุทธค่ะ
^
ช่วงนี้ผมฟังนิทานมัลกรีผล และ นารีผล เป็นประวัติของหลวงพ่อจรัล และพยายามฝึกปฏิบัติไปด้วย สักวันคงได้ของดีบ้างครับ