ความโชคดีอย่างหนึ่งในชิวิตของผมในปัจุบันนี้ก็คือ การได้เดินทาง  ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม ทั้งในระดับหัวกะทิและปรมาจารย์ตามชุมชนบุคคลเหล่านี้ใช้ร่างกายและชีวิตของตนเองทดลองจนค้นพบกับบางสิ่งบางอย่าง หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับการที่เขาได้ค้นพบปัญญาจากการทดลองปฏิบัติด้วยตัวเอง  และหลายครั้งผมจะพบว่าตัวเองรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขกับสิ่งที่ได้เรียนรู้  ด้วยเหตุนี้ผมจึงหลงรักการเดินทาง  การได้เข้าร่วมพูดคุยกับคนกลุ่มต่างๆ  จนบางครั้งอดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองค้นพบและได้ใช้ในชีวิตที่ตนเองปราถนา  

          ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มเร็วกว่าปกติลมพัดมาวูบใหญ่ทำให้ต้นไม้ที่อยู่หน้ารีสอร์ทเรียงเป็นทิวแถวเอนไปพร้อมกันทันที ผมหันไปมองข้างนอกผ่านกระจกก็พบว่าฝนเริ่มลงเม็ด ข้างๆผมเป็นหญิงสาวตัวเล็ก ผิวคล้ำ ใบหน้าอิ่มเอิบด้วยความสุข หากดูจากภายนอกจะไม่รู้ว่าเธอเคยผ่านชีวิตร้ายๆ มา เรานั่งพูดคุยกันประมาณครึ่งชั่วโมงระหว่างที่รอเข้าไปประชุมต่อภาคบ่าย  เรื่องที่เราคุยก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซีเรียส  นั้นก็คือเรื่อง    ”ความตาย”

          “ งามพร้อมจะตายทุกวินาที  งามไม่รู้สึกเสียดายชีวิตที่เหลืออยู่เลยจริงๆคะ” ผมเงยหน้าสบตากับผู้พูดแบบตรงๆ เพื่อพยายามมองว่าเจ้าตัวมีความหวั่นไหวหรือเปล่า แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า สีหน้าแววตาไม่แสดงถึงความกังวลใด ๆ ผู้หญิงที่นั่งตรงหน้าขณะนี้ ชื่องาม  อายุ 42 ปี  มีอาชีพเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจังหวัดบุรีรัย์   พี่งามป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 46 รวมระยะเวลา 9 ปี จนต้องตัดนมข้างซ้ายออก  งามยังจำคำพูดของคุณหมอเมื่อครั้งแรกที่มาโรงพยาบาลว่า “คนที่เน่ามาหาหมอ หมอยังรักษาหายได้  ขอเพียงงามสู้ แม้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ก็รอดได้ หากงามไม่สู้ 10 เปอร์เซต์ก็ฆ่างามให้ตายได้” งามก็ได้ใช้กำลังใจจากคำพูดของคุณหมอในการสู้จนกระทั่งปัจจุบัน  พี่งามเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย  หน้าที่สำคัญในการทำงานก็คือให้กำลังใจ  พูดจาโน้มหนาวให้ผู้ป่วยรายใหม่ยอมรับ และดูแลตัวเองด้วยการฝึกสติตามแนวทางพระพุทธศาสนา   

          คงไม่ง่ายนักที่จะให้คนที่รู้ตัวว่า “กำลังจะตาย” ยื่นมือไปรับความตายโดยดุษฎี ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวและพยายามผลักให้หนีห่าง  ตอนแรกฟังพี่งามเล่า ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าพี่งามยอมรับความตายจริงหรือไม่  จนผมเริ่มแน่ใจเมื่อได้ฟังประโยคต่อมาของพี่งาม “พี่อยู่กับคำนี้มานานมาก เมื่อก่อนเป็นคำแสลงใจเมื่อเอ่ยคำนี้  แต่ปัจจุบันพี่เตรียมตัวและเตรียมใจยอมรับกับความตายมามากพอสมควร”  พอได้จังหวะผมจึงถามพี่งามว่า “อะไรที่ทำให้พี่ยอมรับกับความตายและมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา” พี่งามเล่าให้ฟังว่า  ได้รู้จักกับกลุ่มมิตรภาพบำบัด  เมื่อ 7 ปีที่แล้ว และได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และเข้าอบรมปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  วัดป่าสุคโต อย่างต่อเนื่อง จนเข้าใจธรรมชาติของชีวิต เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา   ปัจจุบันพี่งามเดินทางช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันมาหลายราย   เป้าหมายก็คือทำให้เขามีจิตแจ่มใส่  สามารถใช้วิตอย่างมีความสุข

          เครือข่ายมิตรภาพบำบัด มีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ทางการแพทย์วินิจฉัยแล้วว่า หมดหนทางรักษา ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เริ่มมีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ  เครือข่ายมิตรภาพบำบัดในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ  สุรินทร์  และชัยภูมิ

          “พี่งามได้อะไรจากการอุทิสตนทำงานเรื่องนี้ครับ” ผมถามพี่งามต่อด้วยความอยากรู้ “พี่ไม่ได้อุทิศตน  แต่พี่ทำเพื่อตัวพี่เอง  การทำงานเรื่องนี้พี่ได้เต็มๆ อย่างกรณีที่เราสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ ทำให้เราอิ่มอกอิ่มใจ  พี่มีความสุขมากนะ เป็นสิ่งที่ต่ออายุพี่ได้เลย”  พี่งามพูดพร้อมกับเผยยิ้ม แววตามีประกายเมื่อนึกถึงความดีที่ตนเองได้ทำมา  ระหว่างที่นั่งสนทนาอยู่นั่น  พี่เกื้อก็เดินเข้ามาสมทบ พร้อมกับเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า “มีหลายคนที่ตายกับมือพี่นะ พวกเราก็จะสวดมนต์ชินบัญชรให้ฟัง เพื่อให้ผู้ป่วยจิตใจสงบ ไม่ขัดขืนกับความตาย   และพยายามบอกเขาว่าการตายก็เหมือนกับการเปลี่ยนไปสู่โลกใบใหม่และจะได้ขึ้นสวรรค์  พยายามบอกให้เขาไม่ต้องห่วงและกังวลเรื่องใด สุดท้ายพี่สังเกตุว่า ผู่ป่วยจะนิ่งและจากไปด้วยความสงบ เหมือนกับคนที่นอนหลับไป  เรื่องนี้พี่เจอด้วยตัวเองหลายครั้งนะ  และอีกอย่างก่อนตายร่างกายจะซีดพอหมดลมหายใจ ตัวเขาจะผ่องใส่ทั่วทั้งร่าง  ประมาณ 1 นาทีตัวก็เริ่มซีดลงอีก”  พี่เกื้อเล่าให้ฟังว่า  เป็นสิ่งที่ผู้ตายสื่อสารกับเราว่าเขาไปดีและขอบคุณเราที่ช่วยเขา

         เมื่อเห็นเพื่อน ๆ ทยอยเข้าห้องประชุมเราสามคนก็แยกย้ายเดินตาม แม้ว่าการสนทนาระหว่างเราสามคนจะหยุดติลง  แต่นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นในการครุ่นคิดเรื่องนี้ของผมอย่างจริงจัง อย่างน้อยผมเริ่มตระหนักและเห็นความสำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ต้องตั้งมั่นในความดีและพยามขัดเกลาตัวเองให้ใสสะอาดเหมือนพี่งามและพี่เกื้อที่เข้าถึงแก่นของความเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์  ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น