มานั่งนึกๆ ไปก็ขำดี...เมื่องานที่ก้าวมาทำแบบจิตอาสา ณ ตอนนี้กลับกลายเป็นงานประจำไปซะแล้ว...

ย้อนไปตั้งแต่ปลายปี ๔๘ ของการกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลยโสธร ณ ตอนนั้นก็หาอะไรทำไปเพื่อเป็นคุณค่าทั้งต่อองค์ความรู้ที่ไปร่ำเรียนมา ต่อการงาน องค์กร และโลก จึงริเริ่มทำHappiness-R2R และวิถีแห่งการงาน และก็ทำไปแบบเรียนรู้ไป เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปเข้าปีที่หก หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า r2r เป็นงานประจำของข้าพเจ้าไปแล้ว

ก็น่าจะดูเหมือนเป็นงานประจำ เพราะทำซ้ำๆ วนเวียนอยู่ในเรื่องนี้มานานหลายปี

แต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นมีอยู่อย่างมากมาย...งานอาสากลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เยี่ยมยอดอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า ขณะที่ก้าวเท้าย่างออกไปสู่งานอาสา ทำให้หันย้อนกลับมามองงานประจำของตนเองได้เห็นภาพที่กว้างและชัดขึ้น

หลายๆ ครั้งข้าพเจ้านำแนวคิดที่ได้จากการทำงานอาสามาปรับใช้กับการทำงานประจำ ทั้งสองงานนี้จึงหล่อเลี้ยงระหว่างกันและกันได้

"ทำงานราชการให้เป็นแบบ NGO" คือ คำพูดของ อ.หมอประเวส วะสี เป็นถ้อยความสั้นๆ แต่ข้าพเจ้าจำขึ้นใจ และลงมือใคร่ครวญผ่านวิถีแห่งการทำงาน คนทำงานราชการมักจะทำในกรอบ คิดในกรอบ ทำงานด้วยความหวาดกลัว ... แต่เมื่อไรเรากล้าก้าวออกจากกรอบ แล้วเราจะสามารถใช้พลังอย่างมากมายต่อการสร้างสรรค์งานประจำของเรา

วิธีการทำงานเช่นนี้ บางครั้งก็อาจไม่ได้รับการยอมรับจากคนที่ยึดกรอบไว้อย่างแน่นหนา สังเกตได้จากการทำงานพัฒนางานคุณภาพวิธีคิดของข้าพเจ้าและน้องๆ บางคนถูกมองว่าทำงานไม่ถูกตามหลักการพัฒนาคุณภาพ แต่...ข้าพเจ้ามักมองแย้งว่า กระบวนการจะดำเนินไปเช่นไร แต่ผลลัพธ์นั้นทำให้เกิดความเจริญขึ้นกว่าเดิม ดีขึ้นกว่าเดิม บกพร่องน้อยๆ กว่าเดิมนั่นน่ะคือ ...การเรียนรู้แห่งการเกิดคุณภาพ

จะอย่างไรก็ตาม...

งานอาสาหลายๆ งานที่เข้าไปทำ มีปรากฏเด่นชัดสองงาน คืองาน Happiness-R2R และวิถีแห่งการงาน และงาน ต้นกล้าแห่งอนาคต กลับกลายเป็นงานประจำของข้าพเจ้าไปแล้ว...

เงินเดือนเท่าเดิม

ความดีไม่มี ...แต่มีความสุขใจและพลังในการทำงานมากมายมหาศาล

ที่สำคัญรู้สึกว่า "พลังแห่งจิตใจ" เต็มเปี่ยมมากพอที่จะแบ่งปันสู่ผู้คนได้อย่างเต็มที่

...

๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔