ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ใครก็ตามใช้การทำลายล้างเป็นอาวุธในการบรรลุความสำเร็จ การทำลายล้างนั้นเองจะส่งผลทำลายชีวิตของตนเองด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ผมจึงไม่เคยหาเสียงเพื่อตำแหน่งใดๆ เลยในชีวิต ทำให้เป็นคนไม่มีตำแหน่งสูง แต่ก็คิดว่าเป็นชีวิตที่ดี มีความสุข และทำประโยชน์แก่สังคมได้ตามอัตภาพตามที่เป็นจริง ไม่ใช่ตามการเสริมสวยภาพลักษณ์
          การประชุม retreat กลางปี ๒๕๕๔ ของธนาคารไทยพาณิชย์ให้ความรู้แก่ผมมาก   ในเรื่องการจัดการประชุมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ให้แก่องค์กร   เพราะช่วงเวลา ๓ ปีเศษข้างหน้าเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านผู้นำของฝ่ายบริหาร   ผมได้มีโอกาสเป็นนักเรียน เฝ้ามองและเรียนรู้วิธีจัดการการเปลี่ยนแปลงที่เป็นความเป็นความตายขององค์กรนี้   นำโดยท่านนายกกรรมการ คือ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน  และมีกรรมการธนาคารที่ช่ำชองอีกหลายท่านทำหน้าที่ช่วย
 
          เดิมการประชุมแบบ retreat ของธนาคารจัดที่ต่างจังหวัด ๓ วัน   แต่เป็นการประชุมจริงๆ เพียงวันเดียว   อีก ๒ วันเป็นการตีกอล์ฟหรือเที่ยวร่วมกัน  แต่คราวนี้เปลี่ยนใหม่   เป็นจัดประชุม retreat ในสถานที่ ๑ วัน  แล้วหลังจากนั้น ๓ – ๔ วันเป็น retreat ต่างจังหวัด ใช้เวลา ๓ วันอย่างเดิม   แต่วันประชุมเป็นการประชุมแบบไม่มีวาระ  เริ่มจากการประชุมคณะกรรมการโดยไม่มีกรรมการที่เป็นผู้บริหาร ๑ ชั่วโมง   ตามด้วยการประชุมคณะกรรมการทั้งชุดอีก ๑ ชั่วโมง   แล้วตอนบ่ายเป็นการประชุมคณะกรรมการร่วมกับฝ่ายบริหารระดับสูงของธนาคาร   ทั้งหมดนั้นคุยกันแบบไม่เป็นทางการเรื่องอนาคต เรื่องความไม่แน่นอนข้างหน้า   นักเรียนอย่างผมจดไว้อย่างละเอียด   เพราะผมตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง
 
          ผมนึกในใจว่า การคุยกันเรื่องอนาคตนั้น ยังไม่หวือหวาเพียงพอ   เพราะยังเป็นการคิดแบบเอาฐานปัจจุบันเป็นหลัก ที่เรียกว่า linear thinking  จะคิดให้หลุดโลกได้ต้องคิดแบบ non-linear ไม่คิดว่าอนาคตเป็นส่วนต่อ (continuity) ของปัจจุบัน   แต่คิดว่าเป็น discontinuity   แต่ในเรื่องธนาคารหรือบริการด้านการเงินผมไม่มีความรู้   ระหว่างนั่งประชุมผมมี iPad 2 รุ่น 3G อยู่กับตัว   จึงลองค้น Google ด้วยคำว่า “The Future of Banking” ได้บทความมากมาย เช่นบทความนี้   ซึ่งก็ยังเป็นความเห็นทีผมคิดว่ายังไม่หลุดโลกเพียงพอ
 
          ผมนึกในใจต่อว่า น่าจะทดลองใช้การประชุมแบบหมวก ๖ ใบ ของ Edward de Bono   เพื่อให้ได้แนวคิดหลากหลายแบบ
 
          ในการประชุมแบบไม่มีการกำหนดวาระหรือหัวข้อการประชุมนั้น   พลวัตของการประชุมน่าสนใจมาก   ผมมองเป็นพลวัตหรือปฏิสัมพันธ์   แต่คนที่เรียนมาทางรัฐศาสตร์อาจเรียกว่าการเมืองของการประชุม หรือการเมืองระหว่างสมาชิกของที่ประชุม   ผมจึงนั่งประชุมแบบทำตัวเป็นนักเรียนเต็มที่   เพื่อใช้สมาธิสังเกตการณ์การประชุม   และประทับใจมากที่ท่านประธานมีวิธีการที่นิ่มนวลแต่ตรงไปตรงมาชัดเจน   บอกแก่ฝ่ายบริหารระดับสูงของธนาคารว่า   อยากได้ยินฝ่ายบริหารแต่ละคนมองธนาคารไทยพาณิชย์ในภาพรวม มากกว่ามองที่ส่วนที่ตนรับผิดชอบดูแลโดยตรงเท่านั้น 
 
          ผมมีข้อสังเกตว่าคนในธุรกิจเอกชนมีความเครียดสูง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนระดับบริหาร   และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กำลังไต่ระดับการทำงานไปสู่ระดับสูงสุดขององค์กร   การทำหน้าที่ บอร์ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธาน บอร์ด ต้องสื่อสาร (แบบที่ subtle มาก) ให้เห็นว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เหมาะสำหรับการเป็นสร้างตัวขึ้นเบอร์หนึ่งขององค์กร   เพื่อชี้ทาง (แบบไม่ชี้) ว่าหากอยากเป็นเบอร์หนึ่งต้องแสดงพฤติกรรมของการแข่งขันอย่างไร   เพื่อให้เป็นการแข่งขันอย่าง constructive ไม่ใช่แข่งขันแบบ destructive   คือใช้วิธีทำลายคู่ต่อสู้   ซึ่งการทำลายนั้นจะเกิดผลสูงสุดต่อองค์กร   ดังจะเห็นบ่อยๆ ในการสรรหาผู้บริหารมหาวิทยาลัย  
 
          ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ใครก็ตามใช้การทำลายล้างเป็นอาวุธในการบรรลุความสำเร็จ   การทำลายล้างนั้นเองจะส่งผลทำลายชีวิตของตนเองด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม   ผมจึงไม่เคยหาเสียงเพื่อตำแหน่งใดๆ เลยในชีวิต   ทำให้เป็นคนไม่มีตำแหน่งสูง   แต่ก็คิดว่าเป็นชีวิตที่ดี มีความสุข และทำประโยชน์แก่สังคมได้ตามอัตภาพตามที่เป็นจริง   ไม่ใช่ตามการเสริมสวยภาพลักษณ์
 
          ผมเข้าใจว่า แม้การประชุม retreat จะใช้เวลาเพียงวันเดียวในเวลาทั้งหมด ๓ วันของ retreat   แต่เวลาเที่ยวหรือตีกอล์ฟก็ถือเป็นการ “ทำงาน” อย่างหนึ่ง    คืองาน socialization   ผมเข้าใจว่าผู้บริหารต้องสังคมดี   โดยที่ผมเป็นคน “สังคมไม่เป็น” และไม่คิดปรับปรุงตนเองในเรื่องนี้   ผมจึงไม่เข้าใจประเด็นนี้เลย  แต่ผมเข้าใจว่ากิจกรรมสังคมนี้จะปรับความรู้สึกของคนให้ยอมรับซึ่งกันและกัน และเข้าใจ positioning ของตนเองในท่ามกลางสมาชิกกลุ่ม   การยอมรับตนเองและยอมรับผู้อื่นนี้เอง ที่ช่วยให้เกิดความราบรื่นในที่ทำงานหรือในองค์กร