สวัสดีเพื่อนที่รักทุกท่านครับ สิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ล้วนเกิดจากความรู้สึกและประสบการณ์ที่แท้จริง หาได้เสกสรรค์ปั้นแต่งแต่อย่างใด

    คนแต่ละคนนั้นย่อมมีแรงบันดาลใจในการก้าวไปสู่ความฝันของตัวเอง แต่ละคนล้วนมีวิธีการดำเนินสู่ฝันที่แตกต่างกันไป เฉกเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ที่มีสิ่งเร้าข้างในที่คอยปลูกข้าพเจ้าให้สู้ชีวิต และสิ่งนั้นคือ...? อ่านให้จบแล้วจะรู้คำตอบครับ....

    คนส่วนมากนั้นชอบคำสรรเสริญมากกว่าคำสบประมาทหรือคำดูถูก พวกเขารู้สึกว่าคำดูถูกเหยียบหยามนั้นเป็นอุปสรรคที่ทำให้พวกเขาไม่มีความสุข แต่ก็อีกหลายๆ คนรวมทั้งข้าพเจ้าเองด้วยที่มองและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ในอีกมิติหนึ่ง...

    สำหรับข้าพเจ้าแล้วคำชมไม่ค่อยทำให้ใจของข้าพเจ้าซึ้งเลยแม้แต่นิด เหตุผลก็เพราะข้าพเจ้านั้นเกิดเป็นคนจากพื้นที่ราบสูง และก็ต้องแรมรอนพะเนจรออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ดั้งด้นจากบ้านเพื่อเรียนหนังสือ ต้องพักอาศัยอยู่กับคนอื่นที่ห่างไกลจากพ่อแม่ 1-2 ปี จะได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านครั้ง ซึ่งการอยู่กับคนอื่นนั้นคำด่า ดูถูกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องแสวงหาเลย เมื่อเขาโกรธเขาก็จะว่า "ไอ้ดอย" บ้าง "ไอ้ยาง" บ้าง ข้าพเจ้าไม่เคยนึกถือโทษโกรธเคืองเลย...ยามใดที่หวนระลึกถึงความหลังมันยิ่งทำให้ข้าพเจ้าทราบซึ้งในบุคคลที่กล่าวน้ำคำเหล่านั้น...

    จากการที่ได้คุ้นเคยกับคำดูถูกมันทำให้ข้าพเจ้าเคยชินและทุกครั้งที่คนอื่นดูถูกข้าพเจ้าจะเก็บมันไว้เพื่อนคอยเตือนตัวเองเสมอ และบ่อยครั้งที่พูดกับใจตัวเองว่า "เกิดเป็นลูกผู้ชายกับเขาชาติหนึ่ง จะขอสู้ยืนหยัด เพื่อพิสุจน์ว่าไม่ได้เสียชายชาติสยาม" ...ฯลฯ มาจวบจนถึงลมหายใจในวินาทีนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้เลยว่า คำด่า คำดูถูกทั้งหลายนั้นเป็นกระจกส่องเงาชี้ทางสร้างแรงใจให้กับตัวเอง....

     ได้คำตอบแล้วใช่ไหมครับ? อย่าหาว่าผมเป็นโรคจิตหรือบ้านะครับที่ชอบคำดูถูกมากกว่าคำชม เพราะสิ่งที่พูดมานี้ได้บ่งบอกถึงตัวตนและนิสัยที่แท้จริงของผม

     ขอบคุณมากครับที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้