พระแม่ไหมไทย สายน้ำ สายใย สายน้ำพระทัย สู่ประชาชน
วิโรจน์ แก้วเรือง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ องค์ราชินีศรีสยาม พระราชสมยานาม “พระแม่ไหมไทย” ของพสกนิกรผู้มีอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และชาวไทยทุกคน ดังบทเพลงที่ว่า
เนื้อเพลง
สวยสมไทย สมใจแม่แห่งสยาม แม่ผู้งามน้ำพระทัยแผ่ไพศาล
แม่อุทิศสองพระกรทรงการงาน เคียงข้างขวัญพระภูบาล
งานของชาติเพื่อประชา
* โลกเห็นเด่นแท้แน่ใจ ร่ำลือระบือชื่อไกล
คือผ้าไหมไทยงามจับตา เด่นชัดวัฒนธรรม เลิศล้ำภูมิปัญญา
งานแห่งศิลปาชีพไทย ทรงจรรโลงไว้ ด้วยหทัยรักเมตตา
สร้างคุณค่า แห่งผ้าไหมไทยสยาม
โลกจึงรู้ว่าผ้าไหมไทยก้องเกียรติงาม เพราะสิริกิติ์นาม ควีนแห่งสยามสร้างสรรค์
รางวัลหลุยส์ปาสเตอร์เป็นเช่นสถาบัน ยอมรับไหมไทยถึงขั้นมาตรฐานโลกเกียรติเกริกไกร
โลกสะท้อนต้อนรับประเทศไทย ยิ้มไทย ไหมไทย ข้าวไทย
รัชสมัยวงศ์ไทยจักรี
(*ซ้ำ)
พระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจ ที่ทรงคุณค่าอเนกอนันต์สุดที่จะพรรณนา ดุจดัง
สายน้ำ ที่มีความสำคัญต่อสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในโลก
สายใย จากหนอนไหมมีความสำคัญต่อประชาชนเพราะเป็นสายใยที่ให้ชีวิต
สายน้ำพระทัย เป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงให้อาชีพ
ให้ชีวิต สู่ประชาชน
เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุ 78 พรรษา เมื่อ 12 สิงหาคม 2553 พวกเราชาวไทยทุกคน ขอร่วมถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ไหมไทย หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรม
กระบวนการผลิตผ้าไหม เริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การฟอกย้อมสีเส้นไหม และ การทอผ้าไหม เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม หัตถกรรมพื้นบ้านที่สืบสานกันมาจากบรรพบุรุษ บางกระแสกล่าวว่า เมื่อคนไทยอพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีนได้นำไข่ไหมมาด้วย บางกระแสบอกว่า ชาวไทยได้สืบทอดอารยธรรมการทำไหมมาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ มิได้อพยพมาจากแผ่นดินจีนแต่อย่างใด มีการใช้ผ้าไหมมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุราว 2,400–3,500ปี มาแล้ว จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบว่า มีการใช้และค้าขาย ผ้าไหมกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2444 ได้ว่าจ้าง ดร. คาโมทาโร่ โทยาม่า ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น มาพัฒนาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม และการทอผ้าไหมของไทย ได้จัดตั้งกรมช่างไหม เมื่อ พ.ศ.2446 และโรงเรียนช่างไหม เมื่อ พ.ศ. 2447 เพื่อให้การผลิตเส้นไหมและผ้าไหมของไทย มีปริมาณและคุณภาพสูงขึ้น ลดการนำเข้าเส้นไหมและสามารถส่งออกได้ในอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์) อธิบดีกรมช่างไหม และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ได้สิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. 2452 และ พ.ศ. 2453 ตามลำดับ การพัฒนาหม่อนไหมก็ซบเซาลงและสิ้นสุดลงเมื่อ เมื่อ พ.ศ. 2456 แต่ราษฎรก็ยังคงมีการเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม เป็นวัฒนธรรมสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง

ไหมไทย จากศิลปะสู่ศิลปาชีพ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเห็นคุณค่าบนผืนผ้าไหมของไทย ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ยิ่งพระองค์ได้เสด็จฯ ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ออกไปเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคอีสาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 ทรงพอพระราชหฤทัยในความงามของผ้าไหมที่ราษฎรได้สวมใส่มารับเสด็จ พระองค์จึงทรงเลือกงานผ้าไหมเป็นอาชีพเสริมให้กับราษฎรด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านไว้มิให้สูญหายไปจากแผ่นดินไทย ในที่สุด ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ”ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2519 จากเงินที่ข้าราชบริพารและผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าถวาย โดยพระองค์ทรงรับเป็นองค์ประธาน เพื่อจะได้ดำเนินการช่วยเหลือให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากงานฝีมือที่เขาคุ้นเคยด้วยการทอผ้าไหมไว้เป็นอาชีพเสริมและกลายเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนมากขึ้น และมีพระราชดำริว่าหากมีการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อผลิตเส้นไหมในประเทศได้มากขึ้นแล้ว จะเป็นการช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพ และลดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อเส้นไหมจากต่างประเทศ ปัจจุบัน ศูนย์ศิลปาชีพมีสาขาอยู่ทั่วไปทุกภาค รวมทั้งมีการจัดตั้ง กลุ่มทอผ้าไหม ทั้งไหมมัดหมี่ ไหมขิด ไหม แพรวา ไหมจก ฯลฯ โดยพระองค์ได้รวบรวมผู้มีฝีมือในการทอผ้าไหมแต่ละชนิดเป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชาสู่ผู้สนใจ อีกทั้งพระองค์ได้ทรงเป็นธุระในการเผยแพร่ผ้าไหมไทยให้ชาวต่างประเทศได้รู้จัก และทรงหาตลาด เพื่อการส่งออกตลอดมา เพื่อให้ไหมไทยเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมของแผ่นดินสืบต่อไป

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถกล่าวว่า จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรและส่งเสริมงานศิลปาชีพแก่ชาวบ้าน รวมทั้งการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้าไหม หลายๆคนได้กราบบังคมทูลว่า ตั้งแต่พวกเขามีงานศิลปาชีพเข้ามาทำให้มีรายได้ส่งลูกเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัย หรือในยามเจ็บป่วย พวกเขาก็มีเงินไปรักษาพยาบาล ทุกคนยืนหยัดอยู่ได้เพราะเงินศิลปาชีพที่เข้าไปจุนเจือ ดังนั้นพวกเราชาวหม่อนไหมขอตั้งปณิธานร่วมสืบสานรักษาอาชีพการทำไหม ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติให้ทรงคุณค่าเป็นที่ปรารถนาของชาวไทยและต่างประเทศ ดังประโยคที่ว่า “เรืองแสงแห่งเส้นไหม ทอสายใยสู่ฟากฟ้า”
ในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ขอให้ท่านนึกถึงผลิตภัณฑ์ไหม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของมูลนิธิศิลปาชีพ ที่มีราคาย่อมเยา เป็นของขวัญหรือของที่ระลึก เพราะนอกจากเงินทุกบาททุกสตางค์จะกลับไปสู่ชาวบ้านในชนบทโดยตรงแล้ว เราก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “สายน้ำ สายใย สายน้ำพระทัย สู่ประชาชน ” ของพระองค์ยั่งยืนตลอดกาล