สถานที่สงบและสบาย

 

 

พิมานในห้าง......สถานที่ปฏิบัติธรรมสมัยใหม่

 

ผมเคยเขียนเรื่องโครงการเปิดประตูอุโบสถมานานแล้ว สมัยที่เครื่องคอมพิเตอร์ยังใช้ระบบดอสและบันทึกข้อมูลในดิสเก็ต มาวันนี้จะหาบทความนั้น ก็ทำไม่ได้แล้ว จึงต้องมาพยายามเรียบเรียงใหม่

สาระของโครงการเปิดประตูอุโบสถเกิดขึ้นจากความคิดที่ได้จากการไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสสมัยยังเป็นเด็ก  ที่เมืองตูลูซ ทางใต้ของฝรั่งเศส ด้วยความที่เป็นพุทธ ชอบเข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่ที่ตูลูซไม่มีวัดไทยหรือวัดพุทธเลย จึงต้องอาศัยเข้าโบสถ์ฝรั่งแทน โบสถ์ฝรั่งนี้ มีหลายแห่ง ในกลางเมืองที่ผมอยู่ มีโบสถ์ 2-3 แห่ง ซึ่งมานึกดูภายหลัง ปรากฏว่าโบสถ์นั้นตั้งอยู่ริมถนน ติดกับอาคารบ้านเรือนของคนทั่วไปนั่นเอง การเข้าโบสถ์จึงสะดวกมาก ประตูโบสถ์เปิดตลอดเวลา หลังจากเลิกเรียนที่มหาวิทยาลัย ก็สามารถแวะไปนั่งสงบสติอารมณ์ได้ทุกวัน ผมเข้าโบสถ์เป็นประจำ  ไม่ได้เป็นคริสต์แต่ถือว่าโบสถ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับวัดและอุโบสถของเรา เมื่ออยู่บ้านเขา จึงต้องทำตัวให้กลมกลืนกับเขา คนของเขาก็เข้าโบสถ์กันประจำ ไม่ใช่เฉพาะวันอาทิตย์ที่จะมีพิธีสวดอย่างเป็นทางการ สิ่งนี้เป็นความแตกต่างจากวัดในบ้านเราที่เห็นได้ชัด 

วัดในเมืองไทยหากอยู่ในเมืองก็จะมีรั้วรอบขอบชิด กว่าจะเข้าไปได้ถึงตัวอุโบสถได้ต้องยอมรับว่ายากเย็น ไม่สะดวก และเมื่อเข้าไปแล้ว หลายวัดปิดประตูอุโบสถ หากอยากเข้าจริง อาจจะต้องไปหาพระที่ดูแลให้เจอเพื่อมาเปิดอุโบสถได้ ในหลายวัดที่มีชื่อเสียง ก็มีลักษณะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีผู้คนพลุกพล่าน มีคนดูแล กว่าจะพาตัวเข้าไปนั่งในอุโบสถได้ก็ผ่านหลายด่าน ผมพบว่าในหลายวัดของเราที่เปิดอุโบสถให้คนเข้าไปนั้น ก็มิได้เน้นให้เข้าไปเพื่อสงบจิตใจ แต่เข้าไปเพื่อทำบุญ ไหว้พระพุทธรูปแล้วก็เสร็จ จะหาวัดที่มีพระอุโบสถโล่งๆ ว่างๆ สงบๆ เพื่อให้คนเข้าไปนั่งสมาธิหรือสงบจิตไม่ค่อยมี

เหคุผลหนึ่งที่ผมทราบจากพระเองว่าการเปิดอุโบสถของวัดในเมืองไทย ทำได้ยากเพราะในอุโบสถมีพระพุทธรูปที่มีค่าเยอะ ในอดีตมีการขโมยพระพุทธรูปมาก วัดเลยต้องงดการเปิดอุโบสถหรือเปิดเป็นเวลา และเฉพาะวันพระ และบางวัดสร้างกรงเหล็กครอบพระอุโบสถและบริเวณที่ตั้งพระพุทธรูปทั้งหมดหมดเพื่อป้องกันคนขโมย…..เป็นประสบการณ์ที่ผมเจอด้วยตัวเองในการตระเวณเยี่ยมชมวัดในเมืองไทย

คนไทยจึงไม่นิยมเข้าวัดเข้าอุโบสถเพื่อหาความสงบในจิตใจโดยส่วนใหญ่จะเข้าวัดเพื่อทำบุญ แต่ขณะเดียวกัน คนเราก็ต้องการความสงบของจิตใจในการดำเนินชีวิตในทุกวัน จากบ้านไปทำงานไม่มีโอกาสได้ทำจิตใจให้สงบเลย ไหนจะรถติด ความวุ่นวายสับสนบนท้องถนน ถึงที่ทำงานแล้ว ก็ต่างเข้าห้องทำงานกันเครียดเรื่องงานกัน จะมีเพียงห้างสรรพสินค้าที่เป็นสถานที่ที่ช่วงพักเที่ยงพอจะออกไปพักผ่อนหย่อนใจ เดินเล่นรับแอร์เย็นๆ ช๊อปปิ้งคลายทุกข์(หรือยิ่งทุกข์) พอกลับเข้าบ้านหรือกลับไปที่ทำงานในตอนบ่ายก็เครียดและทุกข์อีก เป็นเช่นนี้ทุกวี่ทุกวัน.....สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมคิดว่า ความสงบในจิตใจของคนยังเป็นที่ต้องการมาก จะทำอย่างไรให้มีสถานที่ที่คนสามารถไปนั่งสงบสติอารมณ์ นั่งสมาธิได้โดยสะดวกในชีวิตประจำวันได้

เมื่อนึกถึงเรื่องโบสถ์ฝรั่งดังกล่าวมาแล้วจึงเกิดความคิดว่าในบ้านเราน่าจะมีสถานที่ที่คนสามารถไปนั่งรับแอร์เย็นๆ ในบรรยากาศที่สงบเงียบ สามารถนั่งสมาธิ สงบจิตใจได้โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องความปลอดภัยหรือถูกเรี่ยไรให้ต้องทำบุญ และโดยเฉพาะหากอยู่ในเส้นทางที่ทุกคนใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวันเช่น ในห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยที่มีมากมายทั่วกรุงในปัจจุบันนี้ หากมีการจัดห้องดังกล่าวให้สาธารณชนได้เข้าไปใช้ ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนในเมืองหลวงที่ต้องอยู่กับการทำงานที่สำนักงาน มีความเครียดความทุกข์ก็ไม่รู้จะไปหาสถานที่แบบนี้ที่ไหน ดังนั้น หากห้างสรรพสินค้าดังๆ จะริเริ่มจัดทำห้องแบบนี้ไว้บริการลูกค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก็จะดีมาก

เนื่องจากเป็นห้องที่ต้องการให้คนมาสงบจิตใจเพื่อจะได้คลายเครียดคลายทุกข์ความวุ่นวาย โดยเฉพาะช่วงกลางวันพักเที่ยง ทานอาหารแล้ว ก็มาใช้สถานที่นี้สำหรับการพักใจ ออกไปจากสถานที่นี้ จะได้สบายใจ มีกำลังมีพลังพร้อมที่จะไปทำงานต่อ และตอนเลิกงานตอนเย็นก็สามารถมาแวะสถานที่น้ได้อีกก่อนกลับบ้าน ผมก็มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนเมืองที่นิยมเข้าห้างกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้จะได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าการช๊อบปิ้งอย่างเดียว ได้พลังใจกลับไปด้วย

สถานที่นี้อาจเป็นห้องโล่งๆ ปูด้วยหินอ่อน มีพระพุทธรูปตั้งเป็นประธานสำหรับการกำหนดนิมิต มีแอร์เย็นสบาย ไม่มีเสียงรบกวน มีคนดูแลเพียง 1 คนที่ไม่ต้องไปวุ่นวายกับคนที่เข้ามาใช้บริการแต่มีเพื่อดูแลความเรียบร้อยเท่านั้น โดยมีคาวนเตอร์รับฝากของให้เสร็จ อาจตั้งชื่อห้องแบบนี้ว่า “พิมาน”หรือ “วิมาน” วัตถุประสงค์คือเป็นสถานที่ทำใจให้สงบและสบาย...เท่านั้นเอง

ผมจึงคิดว่า “พิมานในห้าง” น่าสนใจ หากเจ้าของห้างสรรพสินค้าใดต้องการสร้างบุญกุศลให้คนหมู่มาก ก็ลองคิดทำสิ่งนี้ น่าจะเป็นวิธีหนึ่งครับ.....ก็แค่คิดนะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์