ความสุข ความทุกข์

เมื่อเดือนตุลาคม 2553  ดิฉันได้ซื้อหนังสือชื่อ ยอดเขาแห่งความสุข หุบเขาแห่งอุปสรรค(Peaks  and Valleys) เพราะชื่นชอบผู้เขียนคือ นพ. Spencer  Jhonson ผู้แต่งหนังสือใครเอาเนยแข็งของฉันไป และของขวัญแห่งปัจจุบันกาล     หนังสือเล่มนี้ให้ข้อคิดดี ๆมากมายที่ผสมผสานแนวคิดทางพุทธศาสนาและหลักจิตวิทยา เสนอการมองโลกเชิงบวก และการใช้ใจในการยอมรับและทำความเข้าใจช่วงเวลาที่ดีและร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตและการทำงาน โดยการใช้สติไตร่ตรอง     ดังนั้นจึงนำสิ่งที่เรียนรู้จากหนังสือนี้มาใช้กับตนเองและแบ่งปันเล่าต่อ่ให้เพื่อน ๆ หรือคนรู้จัก หรือนิสิตฟังเสมอ  จนล่าสุด เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา น้องสาวซึ่งทำงานเป็นผู้บริหารในส่วนงานเอกชนโทรฯมาปรึกษาเรื่องงาน และบอกว่า  กำลังจะลาออกจากงาน  ดิฉันจึงยกตัวอย่างเรื่องราวในหนังสือให้เธอฟังเพื่อเตือนสติ สำหรับสาระสำคัญมีดังนี้….

    ไมเคิล  บราวน์  รู้สึกไม่มั่นคงในการทำงานและการใช้ชีวิตครอบครัว จึงได้ไปปรึกษาแอนน์  แคร์ ซึ่งเคยผ่านเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตได้อย่างสง่าผ่าเผย เธอบอกไมเคิลว่า เธอสามารถมีความสุขกับชีวิตได้ท่ามกลางสิ่งที่ดูแย่เพราะเธอได้เรียนรู้ในการใช้ประโยชน์ช่วงเวลาที่แย่ ๆเหล่านั้น   ซึ่งเกิดจากการที่เธอได้ฟังเรื่องเล่าจากคนที่นับถือ จึงสามารถเปลี่ยนมุมมองต่อเวลาที่ดีและร้ายได้  แม้ว่าเธอจะเคยลังเลต่อการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเธอยอมรับการเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้เธอสามารถจัดการกับสิ่งต่าง ๆได้  แอนน์เล่าให้ไมเคิลฟังว่า.........

   เมื่อครั้งเยาว์วัยชายหนุ่มที่ฉลาดอาศัยในหุบเขาอย่างมีความสุข เพราะเขารู้จักหุบเขานี้ดี แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง  ทำให้เขาเกิดความทุกข์ไร้ความสุข  เขาพยายามทำงานหลายสิ่งในหุบเขา ซึ่งเขาเคยประสบความสำเร็จ  แต่ต่อมาดูเหมือนเจ้านายจะไม่เห็นความพยายามของเขาและวิจารณ์ข้อบกพร่องของเขา  ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงในการทำงาน  เช่นเดียวกับชีวิตส่วนตัวที่ไม่ราบรื่น  ซึ่งเหล่านี้ทำให้เขาไม่มีความสุข  เมื่อเขาแหงนมองยอดเขาก็เกิดความปรารถนาจะอยู่บนยอดเขา เพราะคิดว่า  จะทำให้เห็นโลกได้ชัดเจนขึ้น  เขาพูดคุยกับครอบครัวว่า อยากเดินทางสู่ยอดเขา  แต่ครอบครัวก็ไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าการไปถึงยอดเขานั้นลำบาก  แต่การอยู่ในหุบขามีความสุขกว่า  มันทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจที่จะก้าวเดินจากหุบเขา  

   แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจสลัดความกลัวและเดินออกไปยังยอดเขาลูกใกล้ ๆ  การเดินทางไม่ง่ายนักแต่ก็ทำให้เขาได้สัมผัสลมเย็นและอากาศสดชื่น และเมื่อเดินสูงขึ้นไปเขาก็พบทางที่ตีบตัน เขาจึงตัดสินใจเดินต่อไปในเส้นทางใหม่ ระหว่างทางเขาต้องล้มลุกมีรอยฟอกช้ำและเลือดออกซิบ ๆ    เขานึกถึงคำเตือนของหลายคน และเขาก็รวบรวมความกล้าปีนเขาสูงต่อไปยิ่งปืนสูงเข้าก็รู้สึกว่า  ตนเองมีความสุขและมุ่งมั่นว่า จะปีนสู่ยอดเขาเพื่อจะมองพระอาทิตย์ตกดิน   แต่จนมืดค่ำเขาก็มิอาจถึงยอดเขา   ทำให้เขารู้สึกว่า ตนเองพลาดจึงนั่งลงครวญคราง   และที่นี้เองเขาได้พบชายชราที่อาศัยอยู่บนยอดเขา

   ชายชราบอกให้ชายหนุ่มแหงนมองดูความสวยงามของดวงดาวจากจุดที่เขาอยู่ และบอกให้เขาแยกแยะเรื่องจริงออกจากเรื่องที่ปั้นแต่ง พร้อมทั้งถามชายหนุ่มว่า  ทำไมถึงปีนสู่ยอดเขา  เขาตอบว่า เขาไร้ความสุขในหุบเขา และรู้สึกว่า  ต้องมีหนทางที่ดีกว่าอีกทั้งรู้สึกว่า ตนเองไม่ได้ใช้ชีวิตให้เต็มศักยภาพ

   ชายชราจึงเล่าให้ชายหนุ่มฟังถึง  แนวคิดยอดเขาและหุบเขาสำหรับช่วงเวลาที่ดีและร้าย ซึ่งเป็นธรรมดาที่ทุกคนจากทุกแห่งหนจะมีทั้งยอดเขาและหุบเขาในการงานและชีวิต   ยอดเขาและหุบเขาส่วนตัวของคนเราก็เสมือนยอดเขาและหุบเขาทางกายภาพ ที่มีสูงต่ำสลับกัน ดังนั้นช่วงเวลาดีหรือร้ายอาจจะสั้นยาวต่างกัน แต่กระนั้นยอดเขาและหุบเขาใช่หมายถึงเพียงช่วงเวลาที่ดีและร้ายที่เราประสบ  หากแต่ยังหมายถึง  การที่เรารู้สึกในใจและตอบสนองต่อสถานการณ์ภายนอก  ดังนั้นเราต้องแยกแยะสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละสถานการณ์ออกจากความรู้สึกที่ว่า ตัวเองมีคุณค่าและมีดีอะไรในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง 

   อนึ่งยากที่จะบอกว่า  ยอดเขาที่สูงที่สุดของหุบเขาสิ้นสุดที่ใด และฐานที่ต่ำที่สุดของยอดเขาเริ่มต้นที่ตรงไหน  และทุกยอดเขาและหุบเขาล้วนเชื่อมต่อกัน  การทำผิดพลาดในช่วงเวลาดี ๆ ณ วันนี้  จะสร้างช่วงเวลาร้าย ๆ ในวันพรุ่ง  และการทำสิ่งที่ถูกที่ควรในช่วงเวลาร้าย ๆ  ณ  วันนี้ ย่อมสร้างช่วงเวลาดี ๆ ในวันพรุ่ง

   ฉะนั้นยอดเขาคือ  ช่วงเวลาที่เราเห็นคุณค่าในสิ่งที่มี  ส่วนหุบเขาคือ ช่วงเวลาที่เราถวิลหาในสิ่งที่ขาด เมื่อเป็นเช่นนี้  เราจึงเป็นผู้สร้างยอดเขาและหุบเขาของตนเองในความคิด   เราอาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ภายนอกได้เสมอไป   แต่เราสามารถควบคุมยอดเขาและหุบเขาส่วนตัวได้  จากสิ่งที่เชื่อและสิ่งที่ทำ  เราสามารถสร้างเส้นทางออกจากหุบเขาได้เมื่อเราเลือกที่จะมองต่างมุม     เราสามารถเปลี่ยนหุบเขาเป็นยอดเขาได้  เมื่อเราค้นพบข้อดีที่ซุกซ่อนอยู่ในช่วงเวลาเลวร้ายนั้น  แล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์

   ชายหนุ่มรับฟังคำบอกเล่าของชายชราด้วยความครุ่นคิด  ขณะนั้นอุณหภูมิบนยอดเขาลดต่ำลงมาก  หิมะเริ่มตกโปรยปราย  เขาหวนคิดได้ว่า ตนเองไม่ได้เตรียมสิ่งของจำเป็นเพื่อจะอยู่บนยอดเขา  จึงกลับลงจากยอดเขาสู่หุบเขาด้วยความหวังและเชื่อมั่นในตนเอง     

   เขาเริ่มกลับมาทำงานด้วยความกระตือรือร้น มีมุมมองใหม่ ๆ และเล่าให้ครอบครัวฟังถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้จากการปีนยอดเขาครั้งนั้น    เขาทำงานอย่างมีความสุข แต่งานก็ประสบปัญหา เขาได้แสดงความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยแนวคิดยอดเขาและหุบเขา  ทำให้เขาประสบความสำเร็จพบความก้าวหน้าในงาน   เขาเพลิดเพลินกับความสำเร็จมีความมั่นใจสูงจนลืมรับฟังคนอื่น และลืมเลือนการนำสิ่งที่เรียนรู้จากยอดเขามาปรับใช้   เขาเริ่มแปลกแยกกับคนอื่น  เพื่อนเริ่มถอยห่าง  แม้ว่าครอบครัวจะเตือนเขาก็ลืมรับฟัง  เมื่อเวลาผ่านไปชีวิตเขาจึงเสมือนดำดิ่งสู่หุบเขาที่ลึกกว่าเดิม

    แต่แล้วเขาก็นึกถึงคำแนะนำของชายชราที่ว่า  เขาจะจัดการกับหุบเขาได้อย่างไร  เขาพยายามมองหาทางออก  แต่ก็ไม่สามารถจัดการได้ เขาเริ่มหงุดหงิด เหนื่อยล้า  จนกระทั่งเพื่อนบางคนแนะนำให้เขาลองออกไปที่ราบบ้าง   เขาจึงมุ่งหน้าไปยังที่ราบ

    ณ ที่ราบเขาพบว่า อากาศไม่อบอุ่นเหมือนหุบเขาและไม่เย็นสบายเหมือนยอดเขา  เขาเจอเพื่อน ๆ แต่ดูเหมือนไม่มีใครที่สดชื่น  แรกที่เดียวเขารู้สึกว่า ที่ราบก็ดีได้ผักผ่อน แต่ต่อมาเขาก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย   เขาจึงตัดสินใจกลับสู่หุบเขาและเดินทางสู่ยอดเขาอีกครั้ง  ด้วยการวางแผนเดินทางอย่างรอบครอบ

    เขาจึงสามารถเดินทางถึงยอดเขาทันได้ชื่นชมพระอาทิตย์ตกดิน  เขาพบชายชรา เขาเล่าให้ชายชราฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และการออกจากหุบเขาสู่ที่ราบ เพื่อพักผ่อนไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมรับการเริ่มต้นใหม่  เขาสารภาพว่า ช่วงเวลาที่ดีอยู่กับเขาไม่นานเพราะความรู้สึกและสิ่งที่เขาทำ ด้วยเขาไม่จัดการสิ่งต่าง ๆ ระหว่างที่มีเวลาดี ๆ ได้โอกาสดี ๆ  ซึ่งเขาจะมีช่วงเวลาเลวร้ายน้อยลง หากเขาเห็นคุณค่าและจัดการช่วงเวลาดีอย่างเหมาะสม  แต่กระนั้นเขาก็ไม่รู้ว่า  เขาพลาดตรงไหน

    เขาถามชายชราว่า  การเตรียมพร้อมที่จะอยู่บนยอดเขาคืออะไร และทำอย่างไรจึงจะลงจากยอดเขาด้วยความไม่เจ็บปวด  

    ชายชราบอกว่า  การอยู่บนยอดเขา คนเรามักจะมีอัตตา ซึ่งคอยบดบังและบิดเบือนความจริง อัตตาจะทำให้คิดว่า  ยอดเขาจะยังคงอยู่นิรันดร และหวั่นเกรงว่า หุบเขาจะไม่มีวันสิ้นสุด  ดังนั้นเหตุผลที่ทำให้คนตกจากยอดเขาเร็วเกินไปคือ  ความลำพองซึ่งอยู่ในรูปของความมั่นใจ และเหตุผลการอยู่ในหุบเขานานเกินไปคือ ความกลัว ซึ่งอยู่ในรูปแบบความสุขสบาย  ฉะนั้นหากเราปล่อยวางอัตตา  เราก็หลุดพ้นหุบเขาได้เร็วขึ้น และอยู่บนยอดเขานานขึ้น   สำหรับวิธีการผ่านหุบเขาที่ดีที่สุดคือ  การสร้างและทำตามมโนภาพที่สัมผัสได้ของตนเอง  โดยใช้จินตนาการบอกว่า เรามีความสุขกับอนาคตที่ดีกว่านี้  สร้างรายละเอียดของจินตนาการและก้าวพาตนเองสู่ความจริงแท้ที่ค้นพบด้วยตนเอง

    ชายหนุ่มจึงเริ่มออกเดินทางข้ามหุบเขาเพื่อไปสู่ยอดเขาที่สูงกว่าและไกลออกไป  ระหว่างทางเขาพบความยกลำบากมากมาย   บางครั้งเขาแทบสิ้นหวัง แต่เมื่อหวนนึกถึงความสอนของชายชราว่า  ความยากลำบากจะปลุกให้เราตื่นมาพบกับความจริงที่เราละเลย และที่สำคัญหุบเขาคือความกลัว  ซึ่งเราสร้างมโนภาพขึ้นเอง   ดังนั้นเราต้องสลัดพ้นความกลัวและมองด้วยความจริงชายหนุ่มจึงสร้างมโนภาพในการพิชิตยอดเขา ทำให้เขาสงบเกิดแผนการปีนสู่ยอดเขา จนสามารถผ่านอุปสรรคที่ขวางกั้นทั้งสายน้ำที่เชี่ยวกราก และความเหนื่อยล้า  ก้าวสู่ยอดเขาได้สำเร็จ  และเขาก็พบว่า  ยอดเขาส่วนตัวคือ ชัยชนะเหนือความกลัว  และความต่างระหว่างการวาดหวังต่ออนาคต  และการเฝ้าทำตามมโนภาพที่สัมผัสได้ ซึ่งความวาดหวังไม่ก่อเกิดการกระทำ  หากแต่การเฝ้าติดตามมโนภาพอย่างแท้จริง คือ การซื่อสัตย์ต่อความต้องการ และทำในสิ่งที่ไปสู่ฝัน  ด้วยการรับรู้เผชิญความจริง

     ชายหนุ่มรู้สึกเป็นสุขและสงบ เข้าใจถึงปรัชญายอดเขาแห่งความสุขและหุบเขาแห่งอุปสรรคที่ชายชราเล่าให้ฟัง  เขามองย้อนไปที่หุบเขาและตัดสินใจกลับไปที่หุบเขา  ระหว่างทางเขาแวะไปขอบคุณชายชราที่สอนให้เขาเข้าใจชีวิตและเขาค้นพบความจริงอีกข้อว่า  ยอดเขาคือเป้าหมายเพื่อฉลองชัยให้ชีวิต  ส่วนหุบเขาคือ เป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ชีวิต  อีกทั้งเขายังเรียนรู้การถ่อมตัวและการสำนึกบุญคุณ    เมื่อชายหนุ่มกลับไปยังหุบเขา  ทุกคนพบว่า  เขาเปลี่ยนไปมาก พวกเขามีความสุขมากเมื่ออยู่ใกล้ชายหนุ่ม

    ต่อมาหน่วยงานประสบปัญหา  เพื่อนร่วมงานต่างเป็นทุกข์  ชายหนุ่มจึงชักชวนและแบ่งปันแนวคิดยอดเขาและหุบเขาให้เพื่อนร่วมงาน พร้อมสร้างจินตภาพร่วมกัน  จนสามารถแก้ไขปัญหาสร้างความมั่นคงแก่บริษัทได้   แต่กระนั้นในชีวิตส่วนตัวกับผู้หญิงที่เขาสนใจ  เขากลับพบว่า เธอได้ถอยห่างจากเขาเพราะพฤติกรรมเดิมที่เขาเคยลำพองและมีอัตตา   เขาจึงตัดสินใจใช้จินตภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนน่ารัก  โดยลดทิฐิ  ถ่อมตัว และเป็นคนที่น่ารักในสายตาของทุกคน   เมื่อเขาลงมือปรับตนเองตามจินตภาพ  เขาก็สามารถเปลี่ยนตนเองได้  และนั้นเองทำให้เขาค้บพบว่า   คนเราสามารถหลุดพ้นหุบเขาได้เร็วขึ้น  เมื่อเลิกสนใจแต่ตนเอง ทำตัวให้เป็นประโยชน์มากขึ้นในการทำงาน และทำตัวให้เป็นที่รักมากขึ้นในการใช้ชีวิต

    เมื่อเวลาผ่านไป เขาอายุมากขึ้น  เขาจัดการและพ้นผ่านหุบเขาส่วนตัวได้ดีและสุขุมขึ้น  เขาตระหนักว่า  ชีวิตและการทำงานของเขา  จะเกิดเป็นชุดยอดเขาและหุบเขา ที่อุบัติต่อเนื่องกันเสมอ    เขาจึงเขียนบทสรุปเพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นดังนี้

1.เพื่อการจัดการช่วงเวลาที่ดีและร้าย  จงเป็นเพื่อนกับความเป็นจริง

2.เพื่อหลุดพ้นจากหุบเขาได้เร็วขึ้น  จงหาข้อดีที่ซ่อนอยู่ในช่วงเวลาเลวร้ายแล้วนำมาใช้  ทำใจให้สบาย เลิกสนใจตนเอง ทำประโยชน์ในการงานให้มากขึ้น  เป็นคนที่น่ารักมากขึ้น หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ

3. เพื่ออยู่บนยอดเขาได้นานขึ้น  จงเห็นคุณค่าและจัดการช่วงเวลาที่ดีอย่างเหมาะสม จงอ่อนน้อมถ่อมตนและสำนึกในบุญคุณ

4. เพื่อไปยังยอดเขายอดใหม่  จงทำตามมโนภาพที่สัมผัสได้

5. เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น จงแบ่งปันให้ผู้อื่นเพื่อช่วยให้เขาจัดการช่วงเวลาที่ดีและร้ายอย่างราบรื่น เหมือนที่ตนเองเคยทำได้

    และชายหนุ่มผู้ก้าวสู่ความเป็นชายชราผู้นี้เอง  ที่แบ่งปันแนวคิดยอดเขาและหุบให้แก่แอนน์  แคร์ จนสามารถชี้นำการดำเนินชีวิตของเธอได้  แอนน์ได้แบ่งปันแนวคิดต่อไมเคิล เพื่อนำใช้ในการดำเนินชีวิต และเมื่อไมเคิลนำไปใช้ เขาก็พบความสุขทั้งการทำงานและชีวิตครอบครัว   ต่อมาไมเคิลและภรรยาก็แบ่งปันแนวคิดนี้สู่คนอื่น ๆ อีกมากมาย.....