มีผลงานวิชชาการจำนวน ๕ เรื่อง ที่เป็นเรื่องการพัฒนาสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ที่นำเสนอในการประชุมวิชชาการ “๑ ทศวรรษสมัชชาสุขภาพ” เมื่อวันที่ ๗ – ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมแกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมา ประกอบด้วย (๑) ลพบุรี : การเฝ้าระวังการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร (๒) สกลนคร : การแก้ไขปัญหาสุขภาวะทางเพศของเด็กและเยาวชน (๓) กรุงเทพมหานคร : I’m Designs: ออกแบบสังคมเยาวชนทำได้ (๔) ปัตตานี : สมัชชาสุขภาพเครื่องมือหนุนเสริมแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ที่มีพลัง และ (๕) อุบลราชธานี : ฮ่วมเฮ็ด ฮ่วมส่าง อนาคตชาติที่ตำบลปทุม แต่ละเรื่องมียุทธศิลป์การทำงานที่มีจุดเด่นที่นำไปสู่ความสำเร็จที่แตกต่างกัน ผลงานชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการสังเคราะห์ยุทธศิลป์ที่กลไกทำงานในแต่ละพื้นที่นำไปใช้จนเกิดผลเป็นรูปธรรม
ผมจึงนำเรื่องราวทั้ง ๕ เรื่องมาวิเคราะห์ดู พบว่าการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “สมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่” ของ ๕ พื้นที่ มีการใช้ยุทธศิลป์ในการทำงานที่แตกต่างกัน ได้แก่
จังหวัดลพบุรี : มีการใช้พระเป็นแกนนำในพื้นที่โดยจัดระบบสนับสนุนทั้งการสร้างความเข้าใจในกระบวนการทำงาน การให้คำแนะนำด้านวิชาการ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้กำลังใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง
จังหวัดสกลนคร : เป็นผลจากกระบวนการอบรมกับกลุ่มเด็กและเยาวชน แล้วเปิดรับแกนนำที่เข้าอบรมที่สนใจเข้าสู่หลักสูตรการพัฒนา ผลักดันให้เป็นแกนนำในการทำงานในพื้นที่ โดยมีทีมพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนและให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานคร : มาจากการสร้างความตระหนักให้กับตัวเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนา แล้วค้นหาแกนนำที่มีความสนใจในการทำงาน จัดระบบการสนับสนุนเชิงวิชาการให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานและมีศักยภาพในการทำงาน
จังหวัดปัตตานี : เริ่มต้นที่การค้นหาพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยพิจารณาจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารท้องถิ่น ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการพัฒนา แล้วจัดระบบหนุนเสริมทั้งเชิงวิชาการ งบประมาณและการพัฒนาศักยภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง
จังหวัดอุบลราชธานี : มาจากการสร้างความเข้าใจในกระบวนการทำงานให้แก่กลุ่มเป้าหมาย จนเกิดแรงบันดาลใจนำสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ไปขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบ โดยความเห็นชอบของผู้บริหารท้องถิ่นและผู้บังคับบัญชาของตนเอง รวมทั้งได้รับการหนุนเสริมจากกลไกพี่เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญทั้ง ๕ พื้นที่สามารถนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติของทุกภาคส่วนในพื้นที่ได้
ผมได้บทเรียนสำคัญจากการศึกษากรณีตัวอย่างทั้ง ๕ นี้ว่า ในการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ การค้นหากลไกการทำงานในพื้นที่ที่มีพลังซึ่งมีหลากหลายลักษณะทั้งที่เป็นและไม่เป็นทางการทางการ อาทิ พระ เจ้าหน้าที่รัฐ แกนนำที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการพัฒนา
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ ต้องมีการจัดระบบสนับสนุนที่เหมาะสมโดยเฉพาะการสร้างกำลังใจในการทำงาน การให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการทำงาน และการพัฒนาศักยภาพในการทำงาน ให้แก่กลไกที่ทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
และบทสรุปที่ผมได้ยืนยันว่า “สมัชชาสุขภาพ” สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในระดับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี